นายกเรือแพเมืองกาญจน์ ถกแก้ปัญหาแพเธคเสียงดัง

นายกเรือแพเมืองกาญจน์ ถกแก้ปัญหาแพเธคเสียงดัง

นายกสมาคมชาวเรือชาวแพเมืองกาญจน์ เร่งแก้ไขปัญหาแพเธคเสียงดัง หลังนายกฯประยุทธ์ให้จัดระเบียบเพราะเสียงดัง เหตุปชช.ร้องเรียน

จากกรณีที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับการร้องเรียนจาก ดร.สำเภา ใจผ่องใส อายุ 77 ปี กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ กลุ่มรักษ์ธรรมชาติกาญจนบุรี พร้อมชาวบ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งส่วนใหญ่มีบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำแควน้อย เป็นเส้นทางแพล่องเมืองกาญจน์ ผ่านไปจอดพักแพ บริเวณท่าแพตำบลหนองหญ้า หลังจากปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งนายกรัฐมนตรีได้สั่งก่ารให้ลดเสียงดังลง ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังแพล่องแพพัก บริเวณหน้าเมืองกาญจนบุรี มีแพจอดอยู่กว่า 400 หลัง พบว่า ทางเจ้าของแพได้สั่งให้พนักงานถอดลำโพงเครื่องเสียงขนาดใหญ่ออกให้เหลือเพียงขนาดเล็กแทน เพื่อเป็นการลดเสียงให้อยู่ในที่กฎหมายกำหนด

นายกสมาคมชาวเรือชาวแพจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า สมาคมชาวเรือชาวแพ ได้เชิญผู้ประกอบแพล่องแพพักทั้งหมด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้เชิญผู้ประกอบการแพล่อง มาพูดคุยตกลงให้ลดเสียงตามกฎหมายได้กำหนดไม่เกิน 90 เดซิเบน โดยให้ทุกแพดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เริ่มดำเนินการตั่งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาแล้ว และหากแพใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว

หากทางเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบแล้ว พบว่า แพใด ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงกันไว้ ทางเจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที ทั้งนี้ เพื่อให้แพทั้งหมด สามารถอยู่ได้ โดยได้ลดลำโพงขนาดใหญ่ออกไป เหลือเพียงลำโพงขนาดเล็กแทน เสียงก็จะไม่ดังเหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้อยู่กันได้ทั้งผู้ประกอบการและชาวบ้านที่พักอาศัยบริเวณโดยรอบ

ด้านนายภานุวัฒน์ ศีลแดนจันทร์ ผู้ประกอบการแพธาราบุรี กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นตนมองว่า จะต้องช่วยกันแก้ จริงอยู่ผู้เดือดร้อน ก็มีความหวังที่จะให้ธุรกิจการท่องเที่ยงเมืองการโตออกไป ฉะนั้น เศรษฐกิจชุมชนต้องพึ่งพาอาศัยธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ และตราบใดที่ยังต้องทำมาหากินทางด้านนี้อยู่ พวกตนก็พร้อมที่จะปรับตัว และเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ที่ปฏิบัติตามกฎกติกา ก็ยิ่งต้องกำชับให้พวกเราดำเนินตามกฎกติกาให้มากและเข้มข้นกว่าเดิม พร้อมทั้งต้องรับฟังและเพิ่มเติมในสิ่งที่ผู้เดือดร้อนต้องการ เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ดำเนินต่อไปได้

นายภานุวัฒน์ กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่ต้องคำนึงว่า ต้นทุนของธุรกิจไม่ใช่แค่เพียงเงินที่ได้ลงทุนลงไป เรากำลังหากินอยู่ในทรัพยากรที่คนอื่นไม่ได้มีโอกาสใช้ และความเดือดร้อนที่ชาวบ้านเดือดร้อนก็เป็นต้นทุนที่เราต้องลดลงไปให้ได้ นั่นก็เป็นกำไรที่เราสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน “ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ให้ความร่วมมือ เราก็มีกระบวนการตรวจสอบกันเอง เบื้องต้น จะลดตู้ลำโพงทั้งหมดให้เหลือเท่าที่พอได้ยิน เริ่มมีการตรวจสิอบวงรอบ มีการตั่งกลุ่มในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ตรวจสอบและดูและกัน มีการพูคุยกันอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งทำงานไปกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนด้วย เพราะที่ผ่านมา เราคิดเอง ตัดสินใจเอง กำหนดกฎกติกากันเอง ต่อไปนี้ผู้เดือดร้อนและผู้ประกอบการต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อที่จะอยู่กันได้ทั้งธุรกิจท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย ที่ต่างฝ่ายจะได้ไม่เดือดร้อนไปมากกว่าเดิม” ผู้ประกอบการแพธาราบุรี กล่าว