สิขเรศ ศิรากานต์ เดดล็อคทีวีดิจิทัล

สิขเรศ ศิรากานต์  เดดล็อคทีวีดิจิทัล

การเปลี่ยนผ่านเป็นทีวีดิจิทัล ยังมีเงื่อนปมที่ยุ่งเหยิงอีกเยอะ ถ้าอย่างนั้นลองอ่าน การถอดเงื่อนปมของนักวิชาการคนนี้



สถานการณ์ทีวีดิจิทัล ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องการคนช่วยปลดล็อค ทั้งเรื่อง การอยู่หรือการไปของผู้ประกอบการ ปัญหานโยบายกฎหมาย เรตติ้งรายการทีวี การจ่ายเงินค่าประมูล ฯลฯ ภายใต้บรรยากาศที่คุกรุ่น ยังมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น มีรายการดีๆ ให้ชมมากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภค 

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการพูดคุยกับ ดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อดิจิทัลและสื่อใหม่ อาจารย์พิเศษสาขาวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสื่อสารมวลชน ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร/การผลิตสื่อ และผู้วิจัยอิสระสาขาสื่อสารมวลชน สื่อดิจิทัลและสื่อใหม่

จากประสบการณ์ด้านวิชาชีพกว่า 10 ปี เคยเป็นหัวหน้าแผนกภาพยนตร์และโสตทัศนูปกรณ์ SIGNIS และร่ำเรียนด้านนี้โดยตรงตั้งแต่ปริญญาตรี- เอก จนเป็นที่มาของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ตอนเรียนที่ออสเตรเลีย เรื่อง “Digital Television in Thailand 2006-2007”
เพราะมีทั้งประสบการณ์ด้านวิชาชีพ และการศึกษาด้านสื่อดิจิทัลอย่างเข้มข้น จึงไม่แปลกที่ใครๆ มักจะขอความเห็นจากเขา

"ตอนผมตัดสินใจออกจากวงการทีวี เพราะผมไม่ได้รับเช็คใบสุดท้าย นักธุรกิจคนที่บอกว่าจะให้ไม้กอล์ฟผมแทน ทุกวันนี้ผมยังไม่ได้เลย (หัวเราะ)" ดร.สิขเรศ เล่าอย่างขำๆ และบอกว่า ถ้ายังทำงานด้านนี้ต่อ ก็คงอยู่ในห้องตัดต่อ

และล่าสุด เขากำลังทำงานวิจัยระดับชาติ ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ.2558-2559) รายงานตามมาตรา 73 ของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ประจำปี 2558 ด้านกิจการโทรทัศน์ในเรื่องข้อสังเกต และเรื่องอื่นๆ ที่เห็นสมควรรายงานให้กสทช. รัฐสภา หรือ ประชาชนทราบ

หนึ่งปีหกเดือนในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัล เขาบอกว่า "ตอนนี้ไม่ใช่เวลาบ่น แต่ต้องหาทางออกให้ประเทศชาติ"

จากคนทีวีหันมาเป็นนักวิชาการ ความได้เปรียบส่วนนี้ อาจารย์นำมาใช้กับงานวิชาการอย่างไร
หลังจากมีประสบการณ์ในโลกวิชาชีพ ผมก็อยากมีประสบการณ์ในโลกวิชาการ ผมทำงานโปรดักชั่นมาครึ่งชีวิต อยู่ในยุคอนาล็อครุ่นสุดท้าย จำได้ว่า ปี 2000 ถ้าพูดถึงดิจิทัล ดูจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นมีหลายประเทศเริ่มเปลี่ยนมาสู่ดิจิทัลแล้ว ซึ่งตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่อังกฤษ ผมทำวิจัยเรื่องนี้ตั้งแต่คนยังมองไม่เห็น ก็เลยต่อยอดมาถึงเมืองไทย และตอนนี้มีประโยชน์ต่อผมมาก ในวันที่คนยังไม่สนใจดิจิทัล ผมมองว่า มันเป็นเรื่องท้าทาย ถ้าผมยังเป็นโปรดิวเซอร์อยู่ ผมก็คงยังอยู่ในห้องตัดต่อ ผมเชื่อว่า คนจะทำเรื่องนโยบายการสื่อสารให้ดีได้ ต้องมีความรู้เรื่องโปรดักชั่นด้วย ผมคิดว่านโยบายการสื่อสารหรือองค์กรที่ทำงานด้านการกำกับดูแล มองเรื่องนี้แค่อุตสาหกรรมเฉพาะด้าน แต่ยุคนี้ไม่ใช่แล้ว เหมือนเวลาผมสอนหนังสือ จะมีแค่ปรแกรมเพาเวอร์พ้อย สไลด์ มันไม่สามารถตอบโจทย์ในทางปฎิบัติได้

ในยุคที่คนยังไม่สนใจเรื่องดิจิทัล แต่ตอนนั้นอาจารย์มองว่า เรื่องนี้จะมาแรง?
หลังปี 2540 เทคโนโลยีเติบโตเร็วมาก กล้องรุ่นต่างๆ เปลี่ยนผ่านเร็วมากๆ ผมเห็นว่ามีเทรนด์บางอย่างที่กำลังมา ผมเป็นคนทำงานในห้องมืดรุ่นสุดท้าย เพราะการตื่นรู้ ตื่นตัว ตอนนั้นมีเรื่องบูรณาการแล้ว แต่ในปี 2015 เรื่องบูรณาการชัดเจนมาก เรื่องทีวีดิจิทัล ผมไปศึกษาในต่างประเทศเมื่อปี 2004 ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเคี่ยวเข็นในเรื่องวิชาการมาก ผมมีเวลาอ่านหนังสือเยอะมาก และสองสามปีที่ผ่านมาผมคลุกกับทีวีดิจิทัลเยอะมาก เมื่อสังคมต้องการความเห็น เราเป็นนักวิชาการต้องให้ข้อมูล ปัญหาของทีวีดิจิทัลมีมายาคติเยอะ อย่างเรื่องฟองสบู่ดิจิทัล ผมบอกมาหลายครั้งแล้ว

ฟองสบู่ดิจิทัลเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนอย่างไร
หลายคนมองว่า มูลค่าโฆษณาจะเพิ่มสองเท่าบ้าง สามเท่าบ้าง แต่มันไม่เพิ่ม ผมเคยถามนักศึกษาว่า ตอนเป็นทีวีอนาล็อคต่างจากทีวีดิจิตอลอย่างไร ค่าโฆษณาจะเพิ่มไหม ผมให้เด็กติดตามว่า ประชากรเท่าเดิม เม็ดเงินโฆษณาก็เท่าเดิม มันคงไม่เพิ่ม สองปีที่ผ่านมา มันเป็นฟองสบู่ดิจิทัล ตอนนั้นผู้ประกอบการทุกคน มีฝันที่สวยงาม ลืมมองความเป็นจริงว่าอีก 15 ปีจะเป็นยังไง ผมบอกตั้งแต่เริ่มต้นว่า โมเดลการทำทีวีดิจิทัลจำนวนช่องเท่านี้ หรือการเปลี่ยนผ่านเพื่อสู่ความพร้อม ถ้าจะเร่งให้เติบโต มันฝืนตลาดมากเกินไป ผมศึกษาแบบจำลองของหลายประเทศ อเมริกาใช้เวลา 13ปีในการเปลี่ยนผ่าน อังกฤษพลาดสองครั้ง ญี่ปุ่นใช้เวลานานมากกว่าจะมีทีวีดิจิทัลที่สมบูรณ์ นี่คือประเทศพัฒนาแล้ว เราพยายามเตือนสังคมแล้ว ผู้ประกอบการมองสูงเกินไปหรือเปล่า

ผมน่าจะเป็นคนแรกๆ ที่พูดเรื่องฟองสบู่ดิจิทัล แต่ถามว่า ผมสนับสนุนทีวีดิจิทัลไหม ผมสนับสนุน ซึ่งมีหลายโมเดล ผมเองก็เข้าใจรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มีการถือครองคลื่นความถี่ ซึ่งก่อนที่จะมีการประมูลได้มีการศึกษามากพอแล้วหรือยัง นี่คือที่มาของปัญหา

ดังนั้นการบ่นเรื่องของปัญหา น่าจะพอแล้ว ตอนนี้เป็นจุดสำคัญที่จะเสนอทางออก ทีวีดิจิทัลวิกฤติแล้ว มีการปลดพนักงานในค่ายสปริงส์นิวส์และค่ายไทยทีวี นี่คือสัญญาณเตือน แต่เราไม่ฟัง ถ้ามองอย่างสมน้ำหน้า อาจพูดว่า นี่ไงวิถีทุนนิยม แต่เราต้องมองว่า การเปลี่ยนผ่านคือผลประโยชน์ประเทศ เพราะการคืนคลื่นความถี่จากระบบอนาล็อคสู่ดิจิทัล จะตอบแทนประเทศได้เยอะมาก คลื่นโทรทัศน์ช่องหนึ่งสามารถซอยยิบย่อย ใช้ในเชิงพาณิชย์หรือเชิงสาธารณะประโยชน์ได้เยอะ ในต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่าน ก็ผ่านการเจ็บปวดเหมือนกันะ ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการเรียกคืนคลื่นความถี่ ยังถกเถียงกันระหว่างภาคคมนาคมและภาคดิจิทัล ถ้าจะเอาไปประมูลต่อจะมีรายได้มากกว่าพวกเขาลงทุนเอง ผมคิดว่ามีทางออกเยอะ แต่ก็มีเดดล็อคเยอะด้วย

ถ้าอย่างนั้นลองเสนอทางออกในการแก้ปัญหา ?
ทีวีดิจิทัลที่กำลังมีปัญหาเวลานี้ ผมอยากให้ทุกภาคส่วน อย่าเพิ่งปิดประตูทั้งหมด ทางออกในแง่นโยบายที่ผมศึกษากว่าสิบปีในหลายประเทศ นอกจากนโยบายทางด้านกฎหมาย ยังมีนโยบายในการส่งเสริมสนับสนุนโทรทัศน์ดิจิทัล ถ้าเรามองแค่ตรงนี้ ก็จะคิดว่า ผลประโยชน์ไม่ควรตกที่เอกชน ในอเมริกาก็ให้ผลประโยชน์เอกชนได้ ภายใต้เงื่อนไขที่่ไม่ผิดกฎหมาย ในเยอรมันก็มีการสนับสนุนโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ซึ่งในเมืองไทยก็มีคนสะท้อนว่ามาตรฐานไม่เหมือนกัน บางโมเดลที่คืนความถี่เร็ว รัฐสามารถนำคลื่นความถี่มาใช้ในกิจการพาณิชย์ นำมาสร้างรายได้ให้ประเทศได้เยอะมาก

เราใช้คำว่า บูรณาการ มานานแล้ว แต่ในเชิงนโยบายหรือบริหารยังไม่บูรณาการ มีโครงสร้างทับซ้อนกัน ยกตัวอย่าง การกำกับโมบายทีวี หน่วยงานไหนควรจะเป็นผู้กำกับดูแล ระหว่างโทรคมนาคมและผู้กำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ ใครจะเป็นคนส่งเสริมโมเดลธุรกิจตรงนี้ คุณต้องยอมรับ คนยุคนี้ไม่ดูทีวีแบบเดิมแล้ว แต่เมืองไทยยังไม่มีนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เราไม่ได้มองเป็นภาครวม เรายังมองโทรทัศน์เป็นโทรทัศน์

ถ้าผู้ประกอบการไปถึงเป้าหมายได้ โอกาสที่รัฐจะเก็บเงินได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยห้าหมื่นล้าน ก็เป็นจริง แต่ถ้ามีปัญหาเกิดการถอนใบอนุญาติหรือปิดสวิทต์กันเอง ง่ายๆ เลยผมพูดโดยไม่ได้ละเมิดอำนาจศาลนะ กว่าจะฟ้องร้องกันจบ นั่นคือรัฐสูญเสียโอกาสทางด้านการเงินของประเทศ นี่เรี่องเชิงพาณิชย์ ส่วนภาคประชาชน การปฎิรูปล้มเหลว ถ้าเราเชื่อมั่นว่า หากมีช่องข่าว หรือ ช่องรายการเด็กเพิ่มขึ้น มองในเชิงปรัชญา จะทำให้คนมีทางเลือก แต่ถ้าไม่ได้มองภาครวม มันยุ่งเหยิงเกินไป

จะเรียกว่า ปัญหามาจากผู้กุมนโยบายได้ไหม
ผมไม่ได้ปรามาสท่านขนาดนั้น แต่เป็นการออกแบบยุคหนึ่งคือ ปี 2540 ผมไม่ได้บอกว่า ต้องเป็นเรกกูเลเตอร์ (หน่วยงานกำกับ)ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยๆ ต้องเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตอนนี้มีสองแนวคิดคือ แนวคิดสมัยก่อน บอกว่าควรมาจากทุกภาคส่วน แต่ตอนนี้มีคำถามว่า ควรเป็นผู้รู้ อย่างในอเมริกาก็มีส่วนผสม อย่างเรกกูเลเตอร์ กสทช.ของอเมริกา เขาเคยเป็นผู้บริหารกิจการโทรคมนาคม เขายอมรับว่า คนที่เป็นเรกกูเลเตอร์ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้น ก็ต้องทบทวนแล้ว โมเดลที่เราสร้างมาปี 2540 อีก 15 ปี มันสอดคล้องกันไหม ปัญหาเรื่องการข้ามพรมแดน จากสื่อโทรคมนาคมมาโทรทัศน์ โทรศัพท์มาวิทยุมีมากขึ้น

เงื่อนปมนี้ต้องแก้อย่างไร
ถ้ามองในแง่เศรษฐศาสตร์การเมือง โครงสร้างส่วนบนเป็นผู้กำหนด แต่ตอนนี้ปัญหาเฉพาะหน้า เราต้องแก้ปัญหารายวันหรือรายเดือน อย่างปัญหาของเจ๊ติ่ม ผู้บริหารไทยทีวีเมื่อสามเดือนที่แล้ว กับวันนี้ก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น มันชัดว่า เราไม่มีกลไกแก้ปัญหา หรือมีกฎหมายว่า ไม่อยากให้ใบอนุญาติเปลี่ยนมือ เดดล็อคในเชิงนิติบุคคล ซึ่งในต่างประเทศ ไม่มีใบอนุญาติช่องรายการข่าว หรือ รายการช่องเด็ก แต่ตลาดเป็นตัวกำหนด

อย่างซีเอ็นเอ็นไม่ต้องขออนุญาติเป็นรายการช่องข่าว การ์ตูนเน็ตเวิร์ค ไม่ต้องขออนุญาติเป็นช่องรายการเด็ก นักวิชาการเคยเสนอว่า ให้กลไกตลาดพาไป การบังคับให้มีไลเซ่นต์อย่างนี้ หนึ่งปีหกเดือนที่ผ่านมา เราเห็นแล้ว ดังนั้นภาควิชาการต้องมาช่วย ผมเองต้องเลิกด่า ต้องช่วยสังคมในการถอดชิ้นส่วน ตอนนี้เรกกูเลเตอร์มีเดดล็อคเยอะ ผู้ประกอบการแย่แล้ว นักวิชาการต้องช่วยคิด เพื่อนำเสนอผู้มีอำนาจ

เมื่อก่อนผมมองว่า เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน แต่วันนี้ผมมองโลกตามความเป็นจริง การแปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ถ้ามนุษย์ไม่รับและไม่เข้าใจ ก็จบ ไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แม้โครงสร้างส่วนบนจะดีเลิศ ถ้าไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนในการเปลี่ยนแปลงได้ ก็มีปัญหา

ถ้าจะบอกว่า กสทช.ล้มเหลวในการสื่อสารกับประชาชนได้ไหม
ตรงๆ เลยครับ ล้มเหลว ทั้งๆ ที่มีปัจจัยเกื้อหนุน ก่อนหน้านี้เรามีโทรทัศน์ดาวเทียม มีเอเยนซี่มากมาย แต่ปัญหาคือการสื่อสาร แล้วองค์การที่กำกับดูแลไม่สามารถสื่อสารกับประชาชน ไม่สามารถทำให้คนรู้ว่า ทีวีดิจิทัลคืออะไร มันแตกต่างจากเดิมยังไง เอาง่ายๆ เลย คุณเดินเข้าบ้านไหนก็ได้ คุณป้าคุณลุงยังงง เรื่องการจูนติดตั้งสัญญาณ นี่คือพื้นฐานเลย การสื่อสารขั้นแรกทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้ก็ทำเหมือนเดิม ตอนนี้ยังไม่มีงานวิจัยว่า แลกคูปองไปแล้ว ประชาชนนำไปใช้หรือไม่ หลายประเทศทำแบบคู่ขนานกัน กิจการทีวีดาวเทียม เคเบิ้ล กิจการภาคพื้นดิน แต่ตอนนี้ทุกคนฟ้องกัน ทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ลฟ้องกสทช. เพราะเราไม่มีโมเดลการบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนไปสู่ทีวีดิจิทัล เหมือนที่หลายประเทศทำ

ในอนาคต ปัญหาฟองสบู่ทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไร
ตอนนี้ผลประกอบการแต่ละไตรมาสของผู้ประกอบการขาดทุนระเนระนาด บางแห่งขาดทุนกำไร ยักษ์ใหญ่สถานีช่อง 3 ก็เปิดเผยว่า ขาดทุนกำไรไปเยอะมาก วันนี้ยังมีเวลาและโอกาส แล้วข้อมูลที่เป็นฟองสบู่ทั้งหมดเลิกซะที โฆษณาสองเท่าบ้าง ออกมาจากปากเรกกูเลเตอร์ เป็นการโฆษณาเกินจริง ยอดบิลลิ่งไม่มีมาตรฐาน และโมเดล ซื้อสื่ออย่างหนึ่งแถมอีกสื่อ ไม่มีใครรู้ความจริงหรอกว่า มันคืออะไร ถ้าจะยุติฟองสบู่ ต้องพูดความจริง อีกส่วนคือ ผมเชื่อว่า นักวิชาการหลายคนไม่เห็นด้วยกับการงดจ่าย ไม่จ่าย แต่มีวิธีการไหนที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการจ่ายได้ครบ อย่ามองว่า เป็นเรื่องของนายทุนหน้าโง่ แต่เป็นเรื่องภาคประชาชนด้วย เพราะมีคนอยู่ในอุตสาหกรรมนี้เยอะมาก พวกเขาต้องทำงาน ส่งเสียครอบครัว นักวิชาเศรษฐศาสตร์เก่งๆ ต้องมาช่วยกันคิด ถ้าจะช่วยผู้ประกอบการ มีวิธีการอื่นไหม

มาตรฐานการวัดเรตติ้งต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร
ไม่ว่าจะทำการสำรวจกี่ครั้ง คนไทยก็ชมละครเป็นอันดับหนึ่ง เพราะสังคมเราเป็นอย่างนี้ ละครในออสเตรเลีย เน่ากว่าเราตั้งเยอะ แต่เขามีข้อห้าม ยกตัวอย่างห้ามมีฉากการข่มขืน หรือเหยียดผิว นั่นเป็นบรรทัดฐานของประเทศเขา เรื่องใดที่สังคมไทยยอมรับไม่ได้เลยเราต้องหาให้เจอ บางประเทศมีโมเดลรายการเพื่อผู้พิการ โดยมีเงินกองกลางจากภาครัฐ ไม่ได้ให้ช่องทั้งช่องโดยตรง แต่สนับสนุนรายการ ผมมองว่าการชี้วัดเรตติ้งโฆษณา ต้องแม่น ต้องถูกต้องตามวิชาการ ต้องมีคู่แข่ง แต่ทีวีบ้านเรามีข้อกังขามายี่สิบปี ทั้งๆ ที่บางช่องบางช่วงถ่ายทอดฟุตบอลมีคนดูเยอะ แต่เรตติ้งแพ้อีกช่อง ดังนั้นระบบเรตติ้งต้องปฎิรูปด้วย

การทำทีวีต้องมีทุนสนับสนุน แต่ก็มีทีวีอีกรูปแบบที่ใช้ทุนน้อย ?
ง่ายๆ เลย ผมเอากล้องไปตั้งถ่ายในโรงเรียนชั้นนำของประเทศ สวนกุหลาบ เซนคาเบรียล ฯลฯ แล้วออกอากาศให้ชาวเขาดู กล่องก็แจกไปแล้ว ใช้เงินทุนเท่าไหร่ครับ น้อยมาก วิธีการเล่าเรื่องน้อยกว่าเงินทุนที่เจ๊ติ๋ม ผู้บริหารไทยทีวีลงไปร้อยกว่าล้านไหม แทนที่จะปล่อยให้จอดำ ทำแบบนี้มีประโยชน์กว่าไหม แค่เราติดคำว่า กฎหมาย ซึ่งเป็นเดดล็อค ทำไมเราไม่มองผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับหนึ่ง

เรื่องใดเร่งด่วนต้องแก้ปัญหาอันดับแรก
เรื่องความเจ๋งหรือไม่เจ๋งของผู้ประกอบการ จะโทษกสทช.อย่างเดียวไม่ได้ ผู้ประกอบการต้องยอมรับ เพราะมีการปั่นฟองสบู่ด้วยความฝัน ด้วยข้อมูลบางส่วน ก็เลยหนักเป็นสามเท่า วันที่ผู้ประกอบการประมูลเสร็จดีใจกันหมด มีผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ผม ผมบอกว่า แค่จุดเริ่มต้น ปฎิรูปในที่นี่ ไม่ใช่เขี่ยใครออก ปฎิรูปเรตติ้งก่อน โปร่งใสไหม การสุ่มตัวอย่างเพียงพอไหม หลายเรื่องต้องพูดความจริง ถ้าจะเลย์ออฟ ก็ต้องพูดความจริง จะได้ไม่มีดราม่า ผมไม่ได้จบเศรษฐศาสตร์ แต่เศรษฐศาสตร์ 101 ต้องเข้าใจตรงกัน

คุณภาพรายการ อาจารย์คิดเห็นอย่างไร
คุณภาพรายการ กับ ประชานิยมอาจจะเฉียดๆ กัน อย่างไทยรัฐทีวี มีทั้งประชานิยม และ รายการข่าวที่มีคุณภาพ ต่างจากรายการข่าวที่เคยทำ อันนี้ไม่ได้พูดเรื่องการซื้อตัวคนข่าว เพราะซื้อทุกค่ายเหมือนทีมฟุตบอล แต่ผู้บริหารไทยรัฐทีวีรู้ว่า ประชาชนต้องการอะไร จึงเอามาผสมผสานกับโปรดักชัน แล้วทำบางส่วนให้มีคุณภาพ ใช้เทคโนโลยีเล่าข่าว ได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเขาเล่าตั้งหลักได้เร็ว ผมมองว่าประชานิยมกับคุณภาพมันไปด้วยกัน อย่างในต่างประเทศ ค่ายฟ็อกซ์ถือว่ามีฐานประชานิยม แต่ก็มีคุณภาพ รายงานข่าวก็ดราม่า แต่โปรดักชั่นดี แต่ละค่ายต้องมีสูตรของตัวเอง เพราะประชาชนบางส่วนก็ชอบกินปลาร้า

ในส่วนของรายการข่าวล่ะ
กลายเป็นว่าช่องที่ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นช่องข่าว กลับได้รับความนิยมในการดูข่าวมากกว่าช่องที่ประกาศตัว อย่างช่อง 3 ช่อง 7 ไม่ได้ประกาศตัวเป็นช่องข่าว หรือแม้กระทั่งที่เพิ่งจอดำไป ถ้าเราเชื่อเนลสัน ไทยทีวีของเจ๊ติ๋มก็ยังนำหน้าหรืออยู่แกนกลางที่ประกาศตัวเป็นช่องข่าวบางช่อง เรื่องเหล่านี้อยู่ที่ความถนัดของแต่ละค่าย แต่ถ้าเรามองแบบสมการว่า ต้องมีข่าวไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่บางเรื่องเราไม่สามารถใช้สูตรแบบนี้ มันเป็นเรื่องครีเอทีฟ

ละครทีวี ก็เริ่มเห็นแตกต่างจากเมื่อก่อนมากขึ้น ?
ผมคิดว่าคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ประสานกันได้แล้ว คนรุ่นใหม่มีฝีมือทางดิจิทัลเยอะมาก พวกเขามีฝีมือด้านกราฟฟิค เราเห็นกราฟฟิคดีๆ อย่างละครข้าบดินทร์ ที่กรีดทั้งบ้านทั้งเมือง กราฟฟิคเรือดีมาก ผมเองก็เป็นอาจารย์ด้านโปรดักชั่น แค่ซีนนั้นดีมาก เราเห็นพัฒนาการตรงนี้ ก็ต้องชม หรือเรื่องเครื่องแต่งกายมีการออกแบบดี เราเห็นละครช่องใหม่ๆ อย่าง ปริศนา รัตนาวดี ยกกองไปถ่ายต่างประเทศ ถ่ายแบบหนังใหญ่ใช้กล้องเดียว ค่าใช้จ่ายสูง ก็ทำออกมาให้ชม
แม้กระทั่งละครสไตล์มหาชน ก็มีความชัดเจน ถ้าคุณไปดูรายการทีวีในอังกฤษ ละครก็ยังครองใจมหาชน ผมมองว่าถ้าช่องไหนคิดจะช่วงชิงตลาดละครที่คนดูเยอะที่สุด ก็ต้องเข้าใจตัวเองด้วย ในแง่ช่องวาไรตี้ ยังไม่ค่อยขยับ เพราะคนที่ทำด้านนี้ต้องเก่งจริงๆ ผมมองว่า ตลาดเป็นตัวผลักดัน แต่ผู้ผลิตก็ต้องตีความวาไรตี้ในมุมของเขา ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ต้องใช้เวลา บางทีก็ 3-5ปี บางทีสิบปี มันยากถ้าจะบอกว่า เราจะเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลให้เร็วที่สุดในโลก

ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชมมากขึ้น ?
มีความหวัง นี่คือส่วนดีของการมีคู่แข่งในการผลิตรายการมากขึ้น ต้องให้กำลังใจ ผมมองว่า โครงสร้างเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้มาจากโครงสร้างส่วนบนซะทีเดียว อย่างประเทศเสรีนิยม มีช่องเฉพาะ กลุ่มเพศ ไบโอเซ็กซ์ช่วล มีพูดถึงวิถีชีวิตเกย์ หรือช่องเมารี ก็คิดดูว่าคนเมารีในประเทศในนิวซีแลนด์ดูอยู่แล้ว

นั่นคือ สิ่งที่อาจารย์พูดอยู่เรื่อยๆ เรื่องทีวีชุมชน ?
ถ้าทีวีดิจิทัลล้มเหลว ทีวีชุมชนก็ไม่เกิด อย่างไทยพีพีเอส คืนคลื่นความถี่ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากคืน เพราะหากำไรก็ไม่ได้ ต้องแบกภาระ อยากจะคืนเพื่อทำคลื่นชุมชน ก็ทำไม่ได้ เพราะตอนนี้ยังเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลยังไม่สมบูรณ์ คลื่นเหล่านี้ไม่สามารถทำได้ ทีวีเรื่องการศึกษาก็ยังไม่เกิด ถ้ามองจากกลไกเล็กๆ ไปสู่กลไกใหญ่ๆ คนที่มีเชี่ยวชาญแต่ละด้านต้องรวมตัวกันเพื่อกอบกู้สถานการณ์ทีวี แต่ตอนนี้ ค่าโฆษณาไม่เข้า ผู้ประกอบการ ก็แค่เอาตัวรอดไปวันๆ
ในอนาคตทีวีชุมชนต้องเกิด ?

ผมไม่อยากให้เร่งรัดโดยคนใดคนหนึ่ง ถ้าศึกษาดีๆ มีทีวีชุมชนที่มีความพร้อม ในอังกฤษไม่ได้ประกาศว่าต้องมีทีวีชุมชนตูมเดียว เขามีบรอดคาสติ้ง 12 เขต ดูความพร้อมแล้วค่อยประกาศ มีการสำรวจความพร้อม ทีวีที่พะเยาและอุบลราชธานี ก็มีกลไกบางส่วนที่ทำได้จริงๆ ก็น่าจะให้พวกเขาทำ พวกเขามีแกนนำทั้งเอ็นจีโอ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการเคเบิ้ล รวมตัวกัน แชร์เนื้อหา ยกตัวอย่าง ปัญหามะนาว ในชุมชน ทีวีชุมชนสามารถตอบปัญหาที่ลึกกว่าการส่งนักข่าวส่วนกลางที่มีจริตว่า ฉันรู้เรื่องมะนาว เรื่องเขื่อนดีทุกอย่าง แต่คนตรงนั้น บ้านเขาไม่มีน้ำ เขารู้ว่า แล้งเป็นไง ซึ่งคนจากส่วนกลางลงไปไม่นาน ก็รายงานว่า เป็นแค่ฤดูกาล แต่คนทำทีวีชุมชน เขาอยู่ตรงนั้น เขารู้ปัญหาจริงๆ แต่ต้องวางระบบดีๆ เพราะเราเคยมีประสบการณ์วิทยุชุมชนกับปัญหาเรื่องการเมือง เราต้องให้โอกาสคำว่าชุมชน หรือสังคมร่วมสมัยด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ติดกัน เพราะนี่ยุคโพสท์โมเดิร์นแล้ว

ถ้าจะพัฒนาการทีวีดิจิทัล ต้องบูรณาการอย่างไร
นักสังคมศาสตร์ นักมนุษยวิทยา ต้องมาช่วยด้วย เพราะมันมีภาษาวิชาการ ถ้าจะให้นักวิชาการ นิเทศศาสตร์และวารศาสตร์กำหนดอย่างเดียว มันแย่มาก ผมเองก็ไม่เข้าใจชุมชน ตอนนี้ผมมองว่า เงินทุนการประมูล เงินอะไรก็แล้วที่เก็บจากภาคสื่อสารทีวียังนำหน้าภาคโทรคมนาคม เงินที่เก็บได้ห้าหมื่นล้าน เราจะเป็นDigital Economy (ดิจิทัลอีโคโนมี่) แต่เราไม่มีทรัพย์สินสนับสนุนนโยบายในภาคธุรกิจทีวีดิจิทัล ผมไม่ได้พูดให้ภาคธุรกิจนะ แต่ผมพูดให้ประเทศ ทั้งๆ ที่ห่วงโซ่ง่ายๆ เรื่องนี้ คนที่เก่งกว่าผม น่าจะเข้าใจ แต่พวกเขาไม่เข้าใจ ผมก็พูดเรื่องเดิม


""""""""""""""""""""""""""

นิวมีเดีย อีกโอกาสทางธุรกิจ

"นี่เป็นโลกคู่ขนาน เรามีทีวีดิจิทัลในนิยามใหม่ แต่เรากลับไปเอาแนวคิดทีวีดิจิทัลในสมัยที่ผมยังทำวิทยานิพนธ์ เพราะคิดว่าโลกมีแค่ดาวเทียม เคเบิ้ล ภาคพื้นดิน แต่ตอนนี้มีดิจิทัลที่มีระบบดูรายการย้อนหลัง มีกล่องรับชมทีวีสารพัดแบบ มีธัมไดร์ฟเสียบชมได้เลย

เราวิเคราะห์ผิดในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิตัล โลกแบบประเพณีนิยมอย่างนั้นก็ยังไม่นิ่ง อีกส่วนคือ การเสพสื่อแบบใหม่ คือโลกยุคใหม่ที่สอดคล้องกับDigitalEconomy อย่างเกาหลีเติบโตได้ เพราะดิจิทัลความบันเทิง ทำให้คนต้องไปเที่ยวเกาหลี หรืออุตสาหกรรมบันเทิงผ่านสมารท์โฟนแบรนด์ซัมซุง มีแอพที่เอื้อทุกอย่างที่ประเทศเขามี หรือไลน์ทีวี ซีรีย์ญี่ปุ่นที่ร่วมกับบริษัทไทย มีเรตติ้งการชมเยอะกว่าเรตติ้งทีวีไทย ผมว่าเราต้องตีโจทย์ให้แตก เราต้องมีโมเดลธุรกิจใหม่ๆ โดยรัฐส่งเสริม รัฐก็ได้ทั้งภาษีทางตรงและทางอ้อม 

ผมมองว่า ผู้ผลิตที่ไม่เคยมีโอกาสทางช่องทีวี ยังมีโอกาสทางนิวมีเดีย ถ้าไม่มีเงินทุนเป็นล้านๆ มีห้าหมื่นบาทก็ทำหนังสั้นได้ ตอนนี้้ถ้าใครคิดจะเปิดตัวใหม่ๆ ให้แทงใจวัยรุ่น ไม่ใช่ทางทีวีแล้ว แต่ทางสื่อออนไล์ก็ทำได้ ทีวีกลายเป็นสื่อรอง หลายเนื้อหาออกทางไลน์ทีวีก่อน แล้วมาออกอากาศทางทีวี

ถ้าโทรทัศน์และนิวมีเดียประสานกัน มีการพัฒนาไปสู่สื่อแบบใหม่ ในอเมริกามีการเอาเนื้อหามาใส่ในรูปแบบใหม่ผ่านธัมไดร์ฟ เซ็นทรัลบล็อก ทำให้มีอัตราการเติบโต กลุ่มคนที่ดูทีวีแบบใหม่มีอัตราสูงขึ้น ตอนนี้แกรมมี่ จีเอ็มเอ็ม เป็นพันธมิตรกับไลน์ทีวี ถ้ามองในเชิงปริมาณ บางซีรีย์มียอดวิวสูงกว่าทีวีบางรายการ ช่องทางทางสื่อออนไลน์มีเยอะมาก แค่"อีเจี๊ยบ เลียบด่วน"ในเฟสบุ๊คมีล้านวิว หรือจ่าพิชิต แค่แฟนเพจ สามารถทำการค้าแจกไอโฟนหรืออะไรก็ได้ แสดงว่ารายรับดีมาก บริษัทใหญ่ๆ กล้าแจกไอโฟนไหม ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน คงเป็นเรื่องเพ้อฝัน วันๆนั่งเล่นแต่โซเชียลมีเดีย แต่กลายเป็นช่องทางทำกิน

อัตราการเติบโตนิวมีเดีย พุ่งขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่รายการทีวี อัตราการโฆษณาคงที่กับตก เพราะคนรุ่นใหม่ปฎิเสธการดูทีวีแบบประเพณีนิยมแล้ว จะดูย้อนหลังในแอพลิเคชั่น สำรวจได้เลย ถ้าจะดูข่าวที่เราอยากรู้เชิงลึก คนสมัยนี้เช็คจากออนไลน์ได้หลายช่องทาง และไม่ดูทีวีแบบกดรีโมทแล้ว ตอนนี้คนที่ถือไอแพคมากที่สุดคือ สว. (สูงวัย)