ปีนังแต่หนหลัง

ปีนังแต่หนหลัง

รัฐแห่งนี้ของมาเลเซีย ได้รับฉายาว่าเป็นไข่มุกตะวันออก (Pearl of the Orient)

ในอดีตเคยตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม แต่ได้ยกให้กับประเทศอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 1 คนไทยจึงคุ้นเคยกับปีนังกันพอสมควร


ในทางภูมิศาสตร์ ปีนังประกอบด้วยเกาะและแผ่นดินใหญ่เซเบรัง เชื่อมต่อกันด้วยสะพานปีนังที่ยาวถึง 13.5 กม. มีจอร์จทาวน์เป็นเมืองหลวงซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี คศ.2008


ปีนังเป็นเมืองเปี่ยมเสน่ห์ตั้งแต่ครั้งอดีต ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าอยู่ภายใต้การปกครองของสุลต่านแห่งเคดาห์มาหลายศตวรรษ กระทั่งกัปตันฟรานซิส ไลท์ (Francis Light) เข้ามาจอดเรือเทียบท่าที่ชายฝั่งของเกาะในนามของ บริษัท อินเดียตะวันออก ปีค.ศ. 1786 กัปตันไลท์ได้เจรจาขอเช่าเกาะปีนังและแผ่นดินส่วนเล็กๆ บริเวณตรงข้ามเกาะซึ่งได้แก่เมืองบัตเตอร์เวิร์ธในปัจจุบัน โดยมีสัญญาแลกเปลี่ยนในการปกป้องคุ้มครองสุลต่านจากการบุกรุกของประเทศอื่นๆ จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเกาะเป็น ‘เกาะปรินซ์ออฟเวลส์’ (Prince of Wales) เพื่อเป็นอนุสรณ์ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลส์


กัปตันไลท์คนนี้เองที่ได้ตั้งถิ่นฐานในเมืองที่เขาตั้งชื่อให้ว่า จอร์จทาวน์ เพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์จอร์จที่สามของอังกฤษ และเพื่อกระตุ้นให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีการอนุญาตให้ผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่สามารถถือครองที่ดินมากที่สุดเท่าที่สามารถจะถือครองได้ รวมทั้งประกาศให้เมืองนี้เป็นท่าเรือการค้าปลอดภาษี เปิดฉากการอพยพเข้ามาของคนจากภูมิภาคต่างๆ ในแถบเอเชีย โดยเฉพาะชาวจีน โดยภายในเวลาไม่ถึง 15 ปีเมืองจอร์จทาวน์มีจำนวนประชากร เพิ่มขึ้นถึง 10,000 คน


ความสำคัญของจอร์จทาวน์ได้ขยายตัวมากขึ้นในปีค.ศ. 1805 เมื่อกลายเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของดินแดนที่เป็นอาณานิคมช่องแคบซึ่งรวมถึงมะละกาและสิงคโปร์ แต่ความสำคัญดังหล่าวมีช่วงเวลาเพียงระยะสั้น เนื่องจากปีค.ศ. 1830 สิงคโปร์ได้กลายเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นมากกว่า ทำให้จอร์จทาวน์และพื้นที่ทั้งหมดของปีนังถูกลดความสำคัญเป็นเพียงเมืองอาณานิคมธรรมดา


ปีนังในฐานะเมืองอาณานิคมมีความร่ำรวยจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยางและดีบุก จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ปีค.ศ. 1941-1945 ญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองเกาะและถือเป็นจุดสิ้นสุดของความเจริญรุ่งเรืองทั้งหลายบนเกาะปีนัง ทั่วทั้งเกาะถูกระเบิดทำลายหลายครั้งในช่วงสงคราม แต่โชคดีที่อาคารและอนุสาวรีย์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงหลงเหลือรอดมาได้โดยไม่ถูกทำลาย


ประชากรของรัฐปีนังในปัจจุบันมีมากกว่าหนึ่งล้านคน ส่วนใหญ่มีเชื้อสายจีน อินเดีย และมาเลย์ ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนปีนัง นอกจากจะได้ชมความสวยงามของมรดกทางสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมและมรดกทางวัฒนธรรมที่หลากหลายแล้ว เมืองเล็กๆ แห่งนี้ยังมีชายหาดที่สงบสวยงาม รวมถึงงานศิลปะในเมืองจอร์จทาวน์ที่ช่วยเพิ่มเติมสีสันของปีนังให้ฉูดฉาดยิ่งขึ้น