ชีวิตหลังม่าน พยาบาลพิเศษ

ชีวิตหลังม่าน พยาบาลพิเศษ

หากชีวิตเปรียบดังละคร อีกบทบาทของนางพยาบาลหลังม่านไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบสีขาว ถือแฟ้มประวัติคนไข้เดินตามคุณหมอแบบสวยๆ

ทว่าเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีเพียงใจรัก เมตตา ใจเย็นและมีความอดทน รักในอาชีพพยาบาลจากใจที่แท้จริง

 

ใครเคยผ่านประสบการณ์มีผู้ป่วยอยู่ในบ้านย่อมเข้าใจดีว่าจะต้องเอาใจใส่ดูแลเขาละเอียดแค่ไหน แต่หากไม่มีเวลาดูแลล่ะต้องทำอย่างไร จ้างพยาบาลวันหนึ่ง 1,500 บาท กลางคืนอีก 1,500 บาท เดือนหนึ่งเบาะๆ ต้องจ่ายเกือบแสน งานนี้หลายคนจึงต้องหันหน้าไปพึ่งพาพยาบาลพิเศษไร้ปริญญา บริการด้วยใจแถมราคาไม่แพง

 

สุขใจที่ได้ดูแล

ไม่ว่าจะทำงานอะไร หากทำแล้วมีความสุขถือว่าเป็นกำไรชีวิต สาวโสดวัยเกษียณ มีความสุขกับการทำงานแม่บ้านปัดกวาด เช็ดถูทำความสะอาด มีเวลาว่างก็รับนวดตามบ้านแบบเดลิเวอร์รี่ ช่วงหลังเธอผันตัวไปรับงานดูแลผู้ป่วยเพราะมีผู้มาว่าจ้าง

“ก็คนที่เราไปนวดๆ ให้เขานี่แหละคุ้นกันอยู่แล้ว ลูกหลานเขาบอกว่าให้ไปช่วยดูแลหน่อย ก็เลยเริ่มอาชีพนี้มาตั้งแต่นั้น” แดง-กัญญนก กุลกิตติโกวิท เล่าว่าทำอาชีพนี้ได้ 2 ปีกว่าๆ ตอนแรกรับดูแลผู้ป่วยหลายคนต้องจัดสรรเวลา การดูแลก็ไม่มีอะไรมาก อาบน้ำ เช็ดตัว เปลี่ยผ้าอ้อม จากนั้นก็นวด ตัดผม ตัดเล็บ ยอมรับว่าไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เพราะ้พ่อแม่ของเธอแข็งแรงดี พอถึงวาระสุดท้ายก็นอนหลับจากไปแบบสงบ

“ถึงแม้เราไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน พอทำแล้วก็มีความสุขที่ได้ดูแลผู้ป่วย แถมยังได้ตังค์อีก งานแบบนี้ถ้าเราไม่สงสารก็คงไม่อยากท ำไหนจะอุจจาระเหม็น ปัสสาวะก็เหม็น เราต้องทำเพราะความสงสาร เขาช่วยตัวเองไม่ได้ ทุกวันนี้ยังตื่น 7 โมงเช้าไปทำงานที่ศูนย์กีฬาบางขุนเทียน เป็นแม่บ้านทำความสะอาด พอเลิกงาน 5 โมงเย็นก็ไปดูแลคนแก่ ใครโทรตามให้ไปนวดก็ไปรับจ้างนวดตามบ้าน บางครั้งทำงานถึงเที่ยงคืน คนก็ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรนักหนา ตัวคนเดียว เป็นโสดลูกเต้าก็ไม่มี เราเองก็มีค่าใช่จ่าย ไหนต้องเก็บไว้ตอนแก่ ถ้าเราเป็นแบบนี้ไม่มีเงินจ้างคนมาดูแล เราจะทำยังไง จริงไหม”

ปัจจุบันดูแลคนแก่สองพี่น้อง อายุ 80 กับ 83 ปี คนหนึ่งเป็นอัมพฤกษ์ อีกคนกระดูกหลังหายไปสองข้อไม่สมประกอบช่วงกลางวันน้องสาวดูแล หาข้าวปลาอาหารให้ทาน หากมีธุระก็ตั้งอาหารไว้ให้ ตกเย็นพยาบาลวัย 60 ปีคนนี้ก็ไปปฏิบัติหน้าที่โดยอุ้มผู้ป่วยไปอาบน้ำ ขณะที่คนหนึ่งอาบน้ำคนหนึ่งไปนั่งส้วม อาบน้ำคนหนึ่งเสร็จก็ไปเช็ดตัวอีกคน เปลี่ยนเสื้อผ้าใส่แพมเพิส ทำให้เรียบร้อยทั้งสองคน หาน้ำให้ดื่ม คอยบีบนวดให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ฯลฯ จากนั้นแปลงร่างเป็นแม่บ้านไปปัดกวาดเช็ดถู ล้างจาน เสร็จเรียบร้อยแล้วไปรับงานนวดบ้านอื่นต่อ

คุณสมบัติของคนที่มาทำหน้าที่นี้ เธอคิดว่าต้องเป็นคนที่รักความสะอาด ใจเย็น ช่างพูด หากผู้ป่วยช่างบ่น ช่างซักถาม ก็ต้องใจเย็นตอบคำถามไปอย่างไม่เบื่อหน่าย

“เคยเจอผู้ป่วยบ่นโน่นบ่นนี้เหมือนกัน เราก็บอกไปว่าอย่าพูดมาก รำคาญ บอกไปเขาก็ไม่หยุดหรอก ก็พูดต่อไปเรื่อยๆ คนแก่ไม่เหมือนเด็ก เมื่อก่อนเคยเลี้ยงเด็กมาก่อน ถ้าเราดุเด็กเขาจะเชื่อไม่ทำ แต่คนแก่จะดื้อกว่าเด็ก บอกไม่ให้ทำ เคยมีครั้งหนึ่งคนแก่ตกเตียงหัวแตก เราก็เรียกหลานเขาออกมาดูก็พากันไปโรงพยาบาล จากนั้นเราก็ต้องพาเขาออกไปล้างแผลทุกวัน 

ครั้งหนึ่งเผลอไม่ได้จับเบรครถเข็น ดันไปเปิดประตู ยายกลิ้งลงไปข้างล่าง นึกว่ายายตายต้องติดคุกแน่ๆ แต่ไม่ตายนะ เจ้าตัวยังบอกว่านึกว่าไม่รอดซะแล้ว คนแก่รายนี้ชอบออกไปเที่ยว รบเร้าให้พาไปเดินห้างบิกซี เราก็บอกว่าไปทำไมเหนื่อยเปล่าๆ ยายไปถึงก็นั่งหลับตาจะไปเห็นอะไร แล้วก็ซื้อน้ำแค่กระป๋องเดียวแล้วก็กลับบ้าน วันหลังอยากกินอะไรก็บอกจะไปซื้อให้”

แม้ตอนนี้อายุ 60 ปีแล้ว เธอเองรู้สึกว่ายังสาวอยู่ คงจะทำอาชีพนี้ต่อไปเรื่อยๆ ขยันทำงานเก็บเงินเอาไว้ใช้ในยามที่ไม่มีเรี่ยวแรงทำงานอีกต่อไป วันนี้มีความสุขที่ได้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ พร้อมกับได้แง่คิดกับตัวเองว่าถ้าแก่แล้วอยู่ในสภาพนี้ไม่มีเงินจ้างพยาบาลมาดูแลก็คงแย่แน่ๆ

จากสาวโรงงานมาเป็นพยาบาลส่วนตัว

เคยเป็นนักข่าวท้องถิ่น จนไปเป็นสาวโรงงาน บัดนี้ค้นพบว่าเป็นพยาบาลส่วนตัวคืองานที่ใช่ จึงใช้เวลาอยู่กับอาชีพนี้มายาวนานนับ 18 ปี

สุนีย์ สาวโสดจากสระแก้ววัย 55 ปี เล่าว่าเธอทำอาชีพนี้มาตั้งแต่ปี 2540 จากสาวโรงงานพลาสติก เริ่มเกิดอาการแพ้สารเคมีนิดหน่อยจึงลาออกจากโรงงาน เพื่อนชวนมาทำงานด้านดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสวัดดิการยาสูบ ของโรงงานยาสูบ เป็นสวัสดิการสำหรับพ่อแม่พนักงานที่ป่วย ลูกไม่มีเวลาดูแลก็จะหาคนมาคอยดูแลให้ โดยมีพยาบาลตัวจริงเป็นคนถ่ายทอดความรู้เบื้องต้น ซึ่งหลังจากได้ทำงานนี้ก็รู้สึกรักและทำเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

“ผู้ป่วยรายแรกยังจำได้ไม่เคยลืม เพราะว่าเป็นเคสที่หนักมาก เป็นผู้ป่วยชายเกิดอาการฉี่ไม่ออก ทีแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเป็นอะไร ลุงเป็นคนใจดีน่ารัก ยังดูแลตัวเองได้ เข้าห้องน้ำเองได้ ตอนหลังแกปวดมาก ก็เลยไปตรวจร่างกายอีกที ปรากฏว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากต้องผ่าตัด พอออกจากห้องผ่าตัดก็ไม่รู้สึกตัว ออกจากไอซียูก็ยังไม่รู้สึกตัว ไม่ถึงอาทิตย์ลุงก็เสียชีวิต เราร้องไห้เลย นั่นเป็นเคสแรกในชีวิต ต่อมามีเคสหนักๆ เช่นมีแผลกดทับ 3 ที่ สะโพก 2 ก้นกบ 1 แผลกว้างมาก ดูแลแผล 13 เดือนแล้วตามไปดูแลเขาต่อที่บ้านอีก 3 ปี จากที่เราไม่รู้อะไรก็ได้เรียนรู้ไปเรื่อยๆ คนไข้แต่ละเคสก็ไม่เหมือนกัน”

เธอว่าเจอผู้ป่วยอาละวาดก็ต้องอดทน บางคนป่วยหลายโรคทั้งความดัน สมอง จิตเวช ตั้งแต่เริ่มทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ดูแลมานับร้อยรายแล้ว เจอเคสหนักๆ กว่า 10 เคส ส่วนมากจะเป็นแผลกดทับ เบาหวาน ล้วนแล้วแต่เป็นผู้สูงวัยที่ลูกหลานไม่มีเวลาดูแล

“คนที่จะทำอาชีพนี้ต้องใจเย็น มีใจรักจริงๆ สนุกที่จะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ผู้ป่วยบางคนเขาอยู่บ้าน เคยชินกับการทำแบบนี้ พอมาอยู่ที่โรงพยาบาลก็จะทำแบบที่อยู่บ้าน ด้วยความเคยชิน บางคนเราต้องดูแลอาหารการกิน ดูแลจิตใจด้วย บางคนซึมเศร้ามา เราก็ต้องพยายามหาอะไรให้เขารู้สึกดี บางคนร้องหาลูกตลอด เราก็ต้องชวนพูดคุย เล่าเรื่องขำๆ บ้าง คนไข้ไม่มีใครเหมือนกันเลยสักคน เราก็ต้องมีจิตวิทยาในการดูแลเขา อีกอย่างต้องดูแล 24 ชั่วโมงไม่มีเวลาผ่อนคลายเลย อาจจะเครียดได้เราต้องหาวิธีผ่อนคลายตัวเอง เช่นหาหนังสือมาอ่าน อ่านหนังสือให้ผู้ป่วยฟังบ้าง เล่าเรื่องขำๆ บ้าง

บางคนเป็นอิสลามเราก็ทำตัวเป็นอิสลามไปด้วย ไม่พูดถึงหมูเลย (หัวเราะ) ไม่เอ่ยถึงพระ เราจะไหว้ก็แอบทำไป เพราะบางคนเขาเคร่ง กลัวเราแอบกินหมูย่างข้างๆ เตียงเขา ถ้าเจอคนพุทธเราก็พูดแบบพุทธ พาเขาสวดมนต์ อยู่กับคริสต์เราก็ให้เขาสวดหาพระเจ้า อาเมนกับเขาไป ถ้าเป็นอิสลามก็ ซาลาม มาเลย์กุม กับเขาเหมือนกัน อันนี้ไม่มีในตำรา ทุกอย่างต้องสัมผัสเอง อยู่ด้วยกันแล้วจะรู้ว่าเขาชอบแบบไหน บางคนไม่ชอบดูทีวีก็ไม่เปิดทีวี บางคนชอบเปิดทีวีเสียงดังเพราะหูตึง เธอก็หาที่อุดหู หรือไม่ก็ตกลงกันว่าดูทีวีทั้งวันทั้งคืนจนไม่ได้พักคงไม่ได้ เจอกันครึ่งทางไหม เธอว่าอาชีพนี้ไม่มีวันเกษียณ จะทำจนกว่าจะทำไม่ไหว

เรียนไป พยาบาลไป

เคยเป็นสาวโรงงานทำงานหนักกับเครื่องจักรและผู้คนมากมาย วันนี้เธอเรียนหนังสือหลังจากหยุดชะงักไปพักหนึ่ง พร้อมกับรับงานดูแลผู้ป่วยเป็นพยาบาลไร้วุฒิบัตร ทว่าดูแลผู้ป่วยด้วยใจรัก

รุ่งทิวา ธรรมสุข สาววัย 33 ปี จากแดนอีสาน เล่าว่าปัจจุบันเธอเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยเหตุว่าพ่อแม่ที่เมืองสุรินทร์ไม่รู้กฏหมายก็เลยถูกเอาเปรียบเรื่องต่างๆ เธอจึงใฝ่ฝันเป็นผู้รู้กฏหมาย ได้เป็นผู้พิพากษา ทว่าวันนี้เรียนอยู่ปีสุดท้ายใกล้จบ พบว่าการดูแลผู้ป่วยคืองานพิเศษที่มีรายได้ระหว่างเรียน

“คนป่วยที่ดูแลอยู่รายแรกเขาเป็นโรควูบ ก็เลยได้เรียนรู้วิธีการดูแลคนไข้ติดเตียง มีนักโภชนาการมาสอนฟีดอาหาร สอนทำอาหารเหลว แล้วแต่สูตรที่โรงพยาบาลให้มา หน้าที่ของเราอีกอย่างคือต้องคอยดูดเสมหะ อาบน้ำ เช็ดตัว ซึ่งไม่ได้เป็นงานหนักสำหรับเรา ถ้าเทียบกับงานโรงงานที่เคยทำ ลำบากกว่าเยอะ ต้องทำงานต่อเนื่องไม่ได้หยุดเลย อย่างเก่งได้หยุด 5 นาที 10 นาที งานดูแลคนไข้ จัดอาหาร จัดยา ทุกอย่างเป็นเวลา ที่เหลือเราสามารถอ่านหนังสือเรียนได้ ไม่ค่อยมีปัญหากับผู้ป่วย เพราะชอบหยอกเล่นให้ผู้ป่วยเขาอารมณ์ดี ”

ป้อมเล่าว่าเคยเจอผู้ป่วยเจ้าปัญหาเป็นฝรั่งชายวัย 70 กว่าๆ เขาเป็นโรคอัลไซเมอร์ เธอมีหน้าต้องที่อาบน้ำ เช็ดตัว ป้อนข้าว ปัญหาอยู่ที่เวลาเธอเดินผ่านเพื่อทำงานอย่างอื่น เขาจะแต๊ะอั๋งอย่างไม่ทันตั้งตัว ตอนหลังป้องกันด้วยการมัดมือไว้ เขาก็พยายามใช้เท้าแต๊ะอั๋งแทน ใช้สายตาโรคจิตลวนลามบ้าง เธอว่าแบบนี้ทนไม่ไหวทำให้เสียสุขภาพจิต ทำได้ 7 วันต้องลาออก

“คนไข้รายล่าสุดเป็นผู้ป่วยน่ารัก ป่วยเป็นเนื้องอกที่คอ เราต้องดูแลพาไปอาบน้ำ เช็ดตัว จัดยา ฟีดอาหาร ดูแลทั่วๆ ไป เรามีนิสัยขี้เล่นอยู่แล้วก็คอยกระเซ้าเย้าแหย่คนไข้อย่างน้อยให้เขารู้สึกสดชื่น ไม่เครียด เราเองก็ไม่เครียดด้วย งานแบบนี้คนส่วนใหญ่จะบอกว่าฉันทำไม่ได้หรอก เพราะวันๆ ไม่ได้ไปไหนเลย แต่ป้อมชอบทำงานคนเดียว รับผิดชอบคนเดียว ถ้าเป็นโรงงานมีคนหลายประเภทวุ่นวายกว่าเยอะ” เป็นอีกหนึ่งทัศนะของผู้ประกอบอาชีพพยาบาลไร้เครื่องแบบ

พ่อ-แม่ฉันป่วย ช่วยดูแลหน่อย

ครอบครัวเล็กที่ลูกทุกคนต้องช่วยกันทำงานหาเงิน มีภารกิจประจำวันมากมายจนต้องมองหาใครสักคนมาช่วยแบ่งเบาดูแลบุพการีอันเป็นที่เคารพรัก บางครั้งพยาบาลไร้เครื่องแบบใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ เก่ง-กิ่งกาญจน์ วิจิตรศรีวงศ์ คุณแม่ลูกหนึ่งที่มีภารกิจรอบตัวเล่าว่า

แม่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ตอนแรกดูแลกันเอง อัมพาตครึ่งซีกซ้าย ลิ่มเลือดอุดตัน พอให้ยาแล้วลิ่มเลือดหลุดออกไปอาการเริ่มดีขึ้น แต่ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ สองปีต่อมาพบว่าเป็นมะเร็งเต้านม จึงไปรักษาจนครบคอร์ส ต่อมาปรากฏว่ามีอาการชัก เนื่องจากยาละลายในลิ่มเลือดไม่พอเพราะแผลที่สมองใหญ่มาก คุณแม่จากที่เคยโต้ตอบอะไรได้ก็เริ่มเบลอไม่เหมือนเดิม พอ 3 ปีผ่านไปท่านก็ผอมมากจากน้ำหนัก 70 เหลือแค่ 34 กิโลกรัม เริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เธอจึงมองหาผู้ที่จะมาช่วยดูแลคุณแม่ เนื่องจากคุณแม่ต้องการคนอยู่เคียงข้างตลอดเวลา

“ เราไม่สามารถอยู่กับเขาได้ตลอดเวลา ต้องออกไปทำงาน มีภาระรับส่งลูก พี่น้องทุกคนทำงานไม่สามารถดูแลตรงนี้ได้ ทีแรกคิดถึงศูนย์พยาบาลเหมือนกัน ในที่สุดก็คิดว่าให้แม่อยู่ที่บ้านดีกว่า อย่างน้อยเราก็ได้เจอกัน ได้เห็นลูก แม่คงอยากอยู่กับเรามากกว่า สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน มีสวน พาท่านออกไปเดินเล่นได้ แต่ก็เจอปัญหาคนที่มาช่วยตรงนี้อยู่ไม่ทน ส่วนมากจะเป็นเด็กสาวๆ เขาคงไม่อยากอยู่กับคนแก่ บางทีถามอะไรซ้ำๆ กลางคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เดี๋ยวก็เรียกเปลี่ยนผ้าอ้อม สุดท้ายก็ทนไม่ได้ลาออกกันไป 

ตอนที่ท่านลุกเดินไม่ได้ ให้อาหารทางสายยาง เราก็ไปหาที่ศูนย์พยาบาลพิเศษ จนได้คนล่าสุดมาชื่อป้าอิ้ง อายุ 58 แล้วเขาจะบอกเลยว่าเขายกผู้ป่วยไม่ไหว ได้แค่ป้อนข้าวป้อนน้ำ โอเคไหม เราก็ต้องโอเค แค่พยุงเข้าห้องน้ำ เปลี่ยนแพมเพิส ตอนนี้แม่เดินไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนคนใหม่ ยังหาไม่ได้เลย ”

เคยมีสาวพม่ามาดูแลคุณแม่ได้แค่ 2 เดือน ทนไม่ไหวก็เลยหนีไป พอมีคนใหม่ทำงานดีมากแต่อยู่ได้ 3 เดือนก็ต้องกลับพม่าเพราะพ่อป่วย เธอมองว่าคนวัยหนุ่มสาวไม่มีใครอยากทำอาชีพนี้ ผู้ที่ทำได้ดีกลับเป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 55-60 ปี ที่มีสถานะโสด ไม่มีภาระ เนื่องจากต้องอยู่เฝ้าไข้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทุกวันนี้จึงหาคนดูแลยากมาก

“ค่าใช้บริการเดือนละ 13,000 บาท ตกประมาณวันละ 500-600 บาท ไม่รวมค่าอาหาร อาทิตย์หนึ่งหยุดหนึ่งวัน ถ้าเราไม่ให้หยุดก็ต้องจ่ายพิเศษ อาหาร 3 มื้อต้องเตรียมไว้ให้เขา ถ้าไม่เตรียมก็จ่ายค่าอาหารให้เขาวันละ 120 บาท วันหยุดอย่างวันพ่อ วันแม่ เข้าพรรษา ออกพรรษา วันปิยะ ปีใหม่ 3 วัน สงกรานต์ 3 วัน ต้องจ่ายพิเศษเพราะเป็นวันหยุด ”

ถ้าแม่ช่วยเหลือตัวเองพอได้ เธอเลือกที่จะให้แม่อยู่บ้านเพราะภาวะจิตใจดีกว่า ไม่รู้สึกเหมือนพาแม่ไปปล่อย ถ้าแม่ต้องนอนไม่รับรู้ใช้อ็อกซิเจน ให้อาหารทางสายยางก็ควรให้แม่นอนที่โรงพยาบาล หรือศูนย์ดีกว่า เพราะหากอยู่บ้านถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินไปโรงพยาบาลไม่ทันก็จะส่งผลเสียมากกว่า พอแม่ป่วยเธอหาข้อมูล เซอร์เวย์ดูศูนย์ต่างๆ มีหลากหลายระดับมาตรฐาน ไปจนถึงระดับบ้านเดี่ยว บรรยากาศดี แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ธรรมชาติ

ด้าน ปุ่น-คิรินทร์ ทุมมานนท์ ดูแลคุณพ่อวัย 83 ซึ่งป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบและมีภาวะโรคหัวใจ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมาได้ 3 ปี เป็น เล่าว่า ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนผู้ดูแลมาแล้วหลายคน จนเจอสองแม่ลูกคู่หนึ่งสลับกันมาดูแล รับเงินรายวัน วันละ 800 บาท

“ช่วงนี้คุณพ่อต้องให้อาหารทางสายยาง ต้องให้ยาตามที่คุณหมอจ่าย มีมื้อเที่ยงคืนที่เขาต้องตื่นมาทำ เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม ดูแล 24 ชั่วโมง นอนห้องเดียวกันเลย ส่วนใหญ่คุณพ่อนอนกลางวัน แล้วกลางคืนตื่น ทำให้คนดูแลอยู่ไม่ทน ผมดูแลเองไม่ได้ เช้าต้องทำงานกว่าจะกลับบ้าน 3 ทุ่ม คุณแม่ผมก็ไม่สบายเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว ต้องการเพื่อน คอยหาข้าว นั่งอยู่ใกล้ๆ พาไปห้องน้ำ ผมจ้างคนมาดูคนละคน ทำงานบ้านอีก 1 คน รวมเป็น 3 คน ถ้าจ้างพยาบาลเขาจะคิดเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมง 800 บาท จ้างแบบนี้ประหยัดกว่าเยอะ”

สุดท้ายข้อคิดของผู้มีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยในวัยชรา ก็คือการวางแผนเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของตนเองใช่หรือไม่