30 ปี เธียเตอร์ ดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

 30 ปี เธียเตอร์ ดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา

ใครที่เป็นแฟนคลับห้องเสื้อเธียเตอร์ (Theatre) รู้ดีว่า ไม่ว่าจะหยิบเสื้อผ้าของเธียเตอร์ออกมาสวมใส่ในเวลาไหน ไม่เคยมีคำว่าล้าสมัยหรือตกยุค เป

เธียเตอร์ เป็นแบรนด์ไทยระดับตำนานที่มีความผูกพันกับลูกค้า ถึงขนาดที่บางคนยกมือไหว้พนักงานขายด้วยความคุ้นเคยเนื่องจากเป็นลูกค้ามาตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่พนักงานขายก็ยังดูแลกันอย่างอบอุ่น

เช่นเดียวกับสถานที่ตั้งปักหมุดอยู่บนชั้น 3 สยามเซ็นเตอร์ และเป็นแฟลกชิปสโตร์แห่งแรกและแห่งเดียวมานานหลายสิบปี

หากชีวิตเปรียบเสมือนการเดินทาง  คุณจ๋อม ศิริชัย ทหรานนท์ ดีไซเนอร์และเจ้าของห้องเสื้อเธียเตอร์ นิยามชีวิต 30 ปีบนถนนสายแฟชั่นไว้ด้วยรหัส 3:30 A Journey Through the Continents

ถอดรหัสเส้นทางสายไหม

  แฟชั่นโชว์ 3:30 A Journey Through the Continents ตามรอย 30 ปี แห่งเส้นทางสายไหม ในงาน Mercedes-Benz Presents L’Optimum Cool Boy’s Club (9 ตุลาคม 2558 สยามพารากอน) ไม่เพียงแต่จะเป็นโชว์ที่สุดตระการตาและน่าประทับใจแล้ว ยังถือว่าเป็นงานเฉลิมฉลองในโอกาสที่เธียเตอร์เดินทางมาถึงปีที่ 30 อีกด้วย

“ เมื่อครั้งที่ครบรอบ 25 ปี เรานำศิลปะเข้ามาวางคอนเซ็ปต์ มาถึงปีที่ 30 จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอีกมุมหนึ่งของเธียเตอร์ โดยครั้งนี้เราจะพูดถึงการเดินทางกับสิ่งที่เราชอบนำมาสร้างเป็นแรงบันดาลใจในคอลเลคชั่นนี้ที่มีชื่อว่า ซิลค์โรด

พี่จ๋อมชอบเดินทาง การเดินทางเราจะไปในสถานที่ซึ่งมีคัลเจอร์แรงๆ เช่น อิหร่าน จอร์เจีย ประเทศที่คนไม่ค่อยได้นึกถึงเท่าไหร่นัก จากการเดินทางไปสถานที่เหล่านั้นเป็นแรงบันดาลใจ เราชอบไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม เท็กซ์ไทล์นำมารวมกัน เกิดเป็นไอเดียที่เราอยากนำเสนอเรื่องราวการเดินทางของ คนกลุ่มหนึ่งที่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันจากเอเชียไป เปอร์เซีย ไปจนถึงเมดิเตอร์เรเนียน” คุณจ๋อม ศิริชัย กล่าวถึงที่มาของแฟชั่นโชว์ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน

         โดยเริ่มต้นการเดินทางจากเอเชียตามเส้นทางสายไหม ผ่านแหล่งอารยะธรรมเก่าแก่คือเปอร์เซีย มุ่งหน้าไปสู่เมดิเตอเรเนียน เล่าผ่านเครื่องแต่งกายที่มีสไตล์เป็นเอกลักษณ์ หากมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีศิลปะ

เส้นสายลายฝรั่งปนแขก

         แม้ว่าจะมีกลิ่นอายของศิลปวัฒนธรรมของอินเดีย อาหรับ และฝรั่ง หากเส้นสาย ลวดลายที่นำมาใช้นั้นในงานออกแบบนั้นยังคงแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของเธียเตอร์ได้อย่างชัดเจน

         “เป็นมาก... เพราะว่าเราเอาเสื้อที่เป็นโครงของความเป็นเบสิกนำมาแอพพลายด้วยการใช้ผ้าของท้องถิ่น แต่ไม่ใช่ทุกชิ้น เราใช้ลวดลายหรือว่าการทอ หรือนำผ้าเหล่านั้นมาอยู่ในโครงสร้างซึ่งเป็นฟอร์มอล เช่น สูท โค้ท เป็นต้น แล้วนำงานที่เราถนัดเกี่ยวกับงานเดคเคอเรทีฟต่างๆไปใช้ อันนี้จะเห็นได้มากมายในโชว์ครั้งนี้

   ในโชว์ครั้งนี้จ๋อมได้ทำคอลเลคชั่นเสื้อผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เป็นเพราะว่าเราทำร่วมกับหนังสือ ผู้ชาย L’Optimum เราเลยวางไว้ว่า เธียเตอร์ครบ 30 ปี L’Optimum ครบ 3 ปี เราเลยคิดว่า ลุคทั้งหมดจะมาจบลงที่ 33

    ความน่าตื่นเต้น คือ การใช้โทนสีที่เธียเตอร์ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือโทนสีพาสเทล เพราะเราคิดว่าพาสเทลน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นแฟชั่นมากกว่าที่จะเป็นอะไรที่ดาร์กๆ นี่คือความเปลี่ยนแปลง”

ลูกค้าต่างแดน

     อีกหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ชัดเจนในห้องเสื้อของเธียเตอร์ คือ พื้นที่สำหรับเสื้อผ้าผู้ชายที่เพิ่มมากขึ้น คุณจ๋อมกล่าวว่า

      “เสื้อผ้าของเรามันค่อนข้างชัดเจนในเรื่องของเพศ เพราะว่าเราเอาความเป็นเฟมมินีน (feminine)นำมาใส่ในลุคของผู้ชาย ซึ่งความต้องการมันตรงเป้าหมายของลูกค้า ในที่นี้ยกตัวอย่างเช่น เสื้อที่มีงานเดคเคอเรถีฟ (decorative) เป็นงานปักก็ดี เป็นงานนำเอาวัสดุอะไรก็ดี หรือว่าลูกไม้ มาประดับตกแต่ง เป็นต้น

        สิ่งที่เราทำปรากฏว่าฟีดแบ็คออกมาดี บอกว่าเราทำมาถูกทางแล้วสำหรับตลาดที่เป็นเมโทรเซคช่วลแบบนี้ หลังจากนั้นเลยคิดว่าเราก็น่าจะนำเสนอต่อไป ทำให้เกิดคอลเลคชั่นเสื้อผู้ชายมากขึ้น”

ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่คุณจ๋อมบอกว่า 85 % เป็นต่างชาติ

        “คนจะชอปปิงเสื้อผ้า ถ้าซื้อแบบปกติ ในทีนี้หมายถึงฟอร์มอลต่างๆอาจมีให้เลือกมากมาย แต่ว่าสิ่งที่เรานำเสนออยู่มันเป็นดีไซน์ ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี ประกอบกับราคาของเราค่อนข้างสมเหตุสมผล อาจเป็นที่พอใจของต่างชาติด้วยเพราะ หนึ่ง เธียเตอร์ไม่ได้เป็นสินค้าที่ขายในห้าง เรามีแฟลกชิปสโตร์ที่สยามเซ็นเตอร์ เป็นราคาที่จับต้องได้ถ้าเปรียบเทียบกับแบรนด์เมืองนอก

          ถ้าเป็นนักช้อปปิ้งจะรู้เลยว่าราคาเสื้อผ้าเราต่างชาติซื้อได้ในราคาที่ไม่ต้องคิดมาก

ลูกค้าเก่าแก่ก็ยังมีกันอยู่ แต่ต้องบอกก่อนว่า ณ ปัจจุบัน ลูกค้าคนไทยลดลง เพราะกำลังการซื้อมากกว่า ในความรู้สึกของจ๋อมนะ อาจเป็นเพราะว่าดีไซเนอร์ไทยเก่งและมีให้เลือกมากขึ้น ช้อยส์ที่ลูกค้ามีให้เดินหามากขึ้น แต่สำหรับต่างชาติเหมือนเค้ามีไดเร็คชั่นที่จะต้องมาซื้อของที่นี่ มาถึงซื้อๆๆ

           ลักษณะของเราตอนนี้คือจับกลุ่มลูกค้าต่างชาติทั้งชายและหญิง ผู้หญิงกับผู้ชายต่างชาติเกือบเท่าๆกัน แต่ลูกค้าคนไทยผู้ชายมีมากเหมือนกัน”

30 ปีบนเส้นทางสายแฟชั่น

        “คิดว่าผ่านอะไรมาก จ๋อมก็โตขึ้น ความที่เราเริ่มต้นเร็วสิบปีแรกของเธียเตอร์เป็นความแอคถีฟ ด้วยธุรกิจและกำลังการซื้อทำให้เราสนุก ในการทำงานเพราะเศรษฐกิจดี ทำสินค้าออกแบบมาขายดี

สิบปีที่สองเป็นช่วงที่มีแบรนด์นอกเข้ามาในบ้านเรา ทำให้แบรนด์คนไทยดรอปลงไปนิดนึง เมื่อมาถึงวันนี้แบรนด์นอกเข้ามามากขึ้นการแข่งขันก็สูงขึ้น เราต้องยิ่งพยายามsurvive ให้เรารู้สึกว่า เราต้องยืนอยู่ตรงนี้ให้ได้”

      ส่วนกำลังใจที่เป็นแรงผลักดันให้มีพลังสร้างสรรค์สิ่งใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ดีไซเนอร์เจ้าของตำนาน เธียเตอร์ บอกกับเราด้วยรอยยิ้มว่า

       “ คือ ความปลาบปลื้มของลูกค้าที่กลับมาบอกเราว่าได้ใส่เสื้อของเราไปในที่ๆคนต่างชาติใส่แต่แบรนด์เนม เสื้อของเรามีความเป็นยูนีคที่ไม่เหมือนใครเลย ส่วนมากจากบอกมาในแนวนั้น”

        แฟชั่นโชว์ 3:30 A Journey Through the Continents นับเป็นงานเปิดตัวในการฉลองวาระ 30 ปีของห้องเสื้อเธียเตอร์ ก้าวต่อไปคุณจ๋อมเตรียมตัวเปิดคอลเลคชั่นชุดพิเศษที่จะคัดเลือกเสื้อผ้าที่เป็นไฮไลท์ในแต่ละคอลเลคชั่นที่เคยออกแบบมา แล้วทำออกมาใหม่จำนวน 30 ดีไซน์ โดยนำมาจัดแสดงให้ชมกันเป็นแคปซูลโชว์ที่สยามเซ็นเตอร์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ แฟนคลับเธียเตอร์โปรดติดตามชม

ก่อนจากกันคุณจ๋อมกำชับว่า

      “ฝากขอบคุณลูกค้าและผู้ติดตามผลงานมาโดยตลอด คิดว่าจะคงจะมีผลงานที่ประทับใจผู้ชมอีกต่อๆไป”

ภาพ : สุกล เกิดในมงคล,สยามพิวรรธน์