วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

วาดิม เรปิน จากพ่อมดน้อยสู่นักปรัชญาทางดนตรี

สนามวิจารณ์ เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับสาธารณะ เพื่อใช้แสดงความคิดเห็นที่มีต่อแวดวงศิลปะ วัฒนธรรม สังคม และสื่อ ส่งบทความมาได้ที่ jud.enterta

ผมรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ทันทีที่แรกทราบข่าวว่า การมาเยือนเมืองไทยครั้งแรก (ไหนๆ ก็จะมาทั้งที) ของศิลปินเดี่ยวไวโอลินระดับ ‘พ่อมดน้อย’ ในอดีตอย่าง วาดิม เรปิน (Vadim Repin) นั้นเลือกเอาเพียงแค่ ไวโอลินคอนแชร์โตหมายเลข 1 ของ มักซ์ บรูค (Max Bruch) มาบรรเลง เด็กอัจฉริยะ(Child Prodigy) ตัวอ้วนๆ กลมๆ เล่นไวโอลินอวดความเป็นเลิศทางเทคนิคอย่างแสนจะดุดัน สมบูรณ์พร้อมอย่างน่าทึ่งเมื่อราว 30 ปีก่อน ที่บันทึกไว้ในยูทูป (You Tube) จนเราต้องอ้าปากค้าง มาทั้งทีเล่นอะไรเพียงเท่านี้หรือ?

แม้จะเป็น 1 ใน 5 บทเพลงแนวโรแมนติกไวโอลินคอนแชร์โตที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล แต่บทเพลงนี้ไม่มีเทคนิคแบบจุดพลุตระการตาแบบ ‘ทางดนตรี’ ที่เราพึงคาดหวังจากนักไวโอลินขั้นสุดยอดสายพันธุ์รัสเซียเช่นเขา ยิ่งครั้นเมื่อนึกไปถึงเมื่อครั้ง ซาราห์ ชาง (Sarah Chang) เคยมาฝากฝีมือสมชื่อ ‘ระดับโลก’ ไว้ ณ เวทีแห่งเดียวกันนี้ เมื่อ 5 ปีก่อนกับวงบีเอสโอ (บางกอก ซิมโฟนี ออร์เคสตรา) เมื่อคืนวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2553 ก็ยิ่งให้น่าหนักใจแทนวาดิม เรปิน เขาจะเดินไปทางไหน? ซาราห์ ชาง บรรเลงเดี่ยวบทเพลงนี้ด้วยพลังทางดนตรีโรแมนติกอันเปี่ยมล้น เสียงไวโอลินอันทรงพลัง หลากหลายสีสัน น่าตื่นตาตื่นใจ ยังก้องกังวานอยู่ในหูผมจนทุกวันนี้ เทคนิคของเธอไม่ต้องพูดถึง แล้ว วาดิม เรปิน เล่าจะไปทางไหน? ไม่เสมอตัวก็ขาดทุน?

แต่แล้วในค่ำวันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2558 ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 17 วาดิม เรปิน ก็สอนเราด้วย ประสบการณ์ดนตรีอันสดใหม่ เขาอยู่เหนือระดับการแข่งขัน,เปรียบเทียบใดๆ ที่เราจะไปเอาความคิดแบบนี้มาใช้กับเขา เด็กตัวอ้วนๆ กลมๆ ที่เล่นไวโอลินอย่างดุดัน,สนั่นหวั่นไหวในยูทูบนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว เขากลายเป็นหนุ่มใหญ่ ผมหงอกขาว รูปร่างสูงโปร่ง เดินตัวตรงออกมาจากข้างเวที ด้วยบุคลิกทางกายภาพอันสง่างาม รัศมีที่เปล่งประกายออกมา ดูสุขุมเยือกเย็น สงบนิ่ง และเมื่อเขาเริ่มประโยคเพลงที่เดี่ยวขึ้นมาคนเดียว ในลักษณะร่าย(Recitative) นั้น มันสร้างความรู้สึกจนแทบอยากจะยกมือขึ้นพนม รับการฟังเทศนาธรรมะ หรือการอรรถาธิบายปรัชญาอย่างลึกซึ้ง เพื่อความเข้าใจโลกของพวกเรา

คำตอบเกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วว่า เหตุใด วาดิม เรปิน มาเยือนเมืองไทยครั้งแรกทั้งที จึงหยิบยกเอาดุริยางคนิพนธ์ที่ไม่โอ้อวดเทคนิคใดๆ และยังออกจะมีสีสันอันกระเดียดไปในทางทึมๆ แบบนี้ การสื่อสารธรรมะปรัชญาผ่านดนตรีของเขาในครั้งนี้ มีคุณงามความดีอีกส่วนหนึ่งที่เราต้องยกให้กับวง ปราก ซิมโฟนี ออร์เคสตรา (Prague Symphony Orchestra)และวาทยกรชาวลิธัวเนีย นาม รอแบร์ทาส เซอร์เวนิคัส (Robertas Servenikas) ซึ่งเป็น ‘ผู้ร่วมงาน’ ที่มีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนการแสดงออกในบทเพลงนี้อย่างนุ่มนวลราบรื่น ด้วยความเข้าใจทางดนตรีที่ตรงกัน และ ‘ชีพจรทางดนตรี’ ที่เต้นไปพร้อมๆ กับ วาดิม เรปิน อย่างแท้จริง

ตลอดการแสดงในท่อนแรก วาดิม เรปิน ดึงชีพจรทางดนตรีของผู้ฟังให้เต้นช้าลงและเบาลง เขาพยายามลดความตื่นเต้นน่าทึ่งใดๆ ลงไป และทดแทนด้วยความละเมียดละไมสุขุมในอารมณ์ ท่วงทำนองในส่วนต่างๆ ทั้งทำนองหลัก,ทำนองรอง,ส่วนเชื่อมต่อ....ฯลฯ มีการแสดงความแตกต่างเอาไว้อย่างละเมียด ยิ่งในช่วงย้อนกลับมาของแนวทำนองหลัก (Recapitulation) แล้ว เขานำมันกลับมาอย่างลึกซึ้งจนเสมือนกับจะนำผู้ฟังไปสู่ภวังค์แห่งความรู้สึกอะไรบางอย่างที่เราก็อธิบายไม่ได้

ในท่อนที่ 2 ซึ่งเป็นท่อนช้าดูจะเป็นการอวดกับเราว่าดนตรีในจังหวะช้าและมีเสียงเบาๆ นั้นทำปฏิกริยาทางอารมณ์อะไรกับเราได้บ้าง วาดิม เรปิน สำรวมภาษากายไม่โยกตัวไป-มา เพื่อแสดงว่าเขากำลังเข้าถึงอารมณ์ใดๆ การเข้าถึงภวังค์อันสงบในเสียงดนตรีของเขา ไม่ใช่สีหน้า-ภาษากายใดๆ กลุ่มเครื่องเป่าที่บ่งบอกฝีมืออันจัดจ้านและความตั้งใจแน่วแน่ในการบรรเลง ในท่อนสุดท้ายวงปรากซิมโฟนีฯ ไม่พยายามอวดความสะอาดในท่อนนี้จนเกินเหตุ วาทยกรเซอร์เวนิคัสปล่อยให้วงแสดงพลังทางดนตรีออกมาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการบรรเลงย้ำแนวทำนองหลัก (Rondo) อันหนักแน่นโดยวงออร์เคสตรา นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการให้วงแสดงออกในอีกด้านหนึ่งของศิลปดนตรีในท่อนนี้ นั่นก็คือพลังอันแจ่มใสและลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติในท่อนสุดท้าย ก่อนที่ดนตรีจะจบลงโดยสมบูรณ์

หลังจากมีเสียงปรบมือให้เกียรติ วาดิม เรปิน อย่างยาวนานสมกับเทศนาธรรมทางดนตรีที่เขามอบให้กับพวกเราแล้ว วาดิม เรปิน สร้างความประหลาดใจและให้แนวคิดใหม่กับคำว่า ‘เพลงแถม’ (Encore) เขาพยักหน้าให้คิวกับกลุ่มเครื่องสายดีด สายประโยคเพลงที่ฟังเสมือนวนไป-วนมาซ้ำๆ (แบบที่เรียกว่า “Ostinato”) แล้ว เขาจึงบรรเลงแนวทำนองเพลง ‘Carnival of Venice’ อันอ่อนหวานน่ารัก แล้วจึงผันแปรแนวทำนองนี้ไปในรูปแบบต่างๆ (Variations) ที่อวดสารพัดสารพันเทคนิคเม็ดพรายขั้นสูงของไวโอลิน แน่นอนมันรวมไปถึงการดีดสายด้วยมือซ้ายที่ให้ความรู้สึกราวกับ ‘ผีหลอก’ วาดิม เรปินกำหนดสัดส่วนในการแสดงออกของบทเพลงแถมไว้อย่างน่าศึกษา

แน่นอนที่สุด มันมิได้แสดงความคิดลึกซึ้งเชิงปรัชญาใดๆ แบบเพลงคอนแชร์โตที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่ในทางกลับกันเขาก็ไม่พยายามอวดเน้นเทคนิคพิสดารใดๆ ให้มันคมชัดที่จะมาตอกย้ำกับเราว่า “เห็นไหมๆ ผมทำได้นะ, เทคนิคผมเป็นเลิศนะ” ระดับความสามารถทางเทคนิคของเขา เลยขั้นอวดอภินิหารให้คนกราบไหว้เพื่อขอลาภสักการะใดๆ แล้ว เพลงแถมของเขาจึงเต็มไปด้วยเทคนิคที่สุกงอมด้วยวุฒิภาวะ ไม่ใช่เทคนิคแบบสุกๆ ดิบๆ ที่ไว้ใช้เพียงอวดกัน เทคนิคที่แสดงให้เห็นว่า “ผมผ่านพ้นมันมาหมดแล้ว” และผมใช้มันเพื่อเป็นสีสันในการสื่อดนตรีพื้นบ้านนี้อย่างสวยสดงดงามและให้ผู้ฟังมีความสุขกับดนตรีเท่านั้น

นี่คือแนวคิดครั้งสำคัญในเรื่องเทคนิคทางศิลปะ เทคนิคที่แสดงออก ต้องไม่ใช่เทคนิคดิบๆ แบบที่เรามักเรียกกันว่า ‘เทคนิคจ๋าเชียว’ (ก๋ากั่น) เทคนิคต้องบรรลุวุฒิภาวะเช่นเดียวกับวุฒิภาวะทางความคิดด้านศิลปะอื่นๆ แอบกระซิบให้สำหรับท่านที่มีโอกาสไปฟังสดๆ ในคืนวันนั้นทราบ ณ ตรงนี้ว่า ไวโอลินที่วาดิม เรปิน ใช้ในคืนวันนั้น เป็น ‘สตราด’ (Stradivarius) ที่ประดิษฐ์ขึ้นในช่วงทศวรรษ1720s อายุเกือบ 300 ปีมูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งเขาก็สามารถปลุกดวงวิญญาณที่สิงสถิตย์อยู่ภายในไวโอลินคันนี้ให้ออกมาแสดงตัวโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาได้อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งหมดนี้เป็น ‘ประสบการณ์ทางดนตรี’ ครั้งสำคัญสำหรับบทเพลงเก่าๆ อย่างไวโอลินคอนแชร์โตบทนี้ซึ่งเราฟังกันมาเป็นสิบๆ ปี ประสบการณ์ที่ยังยืนยันหนักแน่นกับพวกเราว่า การฟังผ่านชุดเครื่องเสียงชั้นยอดแค่ไหนก็ไม่อาจชดเชยมิติอันล้ำลึกหลากหลายแห่งศิลปะทางเสียงอันมีชีวิตชีวาที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้นสดๆ ได้

หากเรามาลองพิจารณาถึงลีลาและน้ำเสียงของวงปรากซิมโฟนีฯแล้ว คงจะเห็นได้ว่าวงดนตรีวงนี้มีน้ำเสียงและลีลาที่ไปในทางที่เราอาจเรียกได้ว่า ‘European Old Fashion’ ก็เป็นได้ เสียงของวงที่มิได้สะอาดใสกิ๊ก ผสมเนื้อเสียงสนิทเป็นเนื้อเดียวกันแบบทางดนตรีของวงซิมโฟนี ออร์เคสตราอเมริกัน หรือวงออร์เคสตรายุคใหม่ๆ ทั่วโลกที่นิยมอวดเสียงใสสะอาดและเทคนิคอันเป็นเลิศแบบนั้น หากแต่วงปรากซิมโฟนีฯนี้มี ‘ทางดนตรี’ อะไรบางอย่างที่ละม้ายคล้ายกับวงบีเอสโอของบ้านเราด้วยซ้ำไป (แน่นอนที่สุดเขายังตั้งอยู่บนพื้นฐานและระบบความเป็นมืออาชีพที่แข็งแกร่งกว่าบีเอสโอมากมายนัก) น้ำเสียงของวงที่ยังแฝงกลิ่นอายบางอย่างที่มี ‘ความดิบ’เอาไว้ด้วย (ความดิบในศิลปดนตรีไม่ใช่ความน่าเกลียด!) มาตรฐานการแสดงออกทางดนตรีที่มีลักษณะขึ้นๆ –ลงๆ ผันแปรไปได้หลากหลายตามบริบทแวดล้อมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หากเปรียบเทียบกับบุคลิกนักแสดงละคร หรือภาพยนตร์ วงออร์เคสตราแบบปรากซิมโฟนีฯ หรือ บีเอสโอบ้านเรานั้นไม่ใช่นักแสดงที่มีความหล่อหรือความสวยเป็นจุดเด่น หากแต่เป็น ‘เสน่ห์ภายใน’ หน้าตาที่อาจมองดูไม่สวยหรือหล่อมากนักหากแต่มี ‘บางสิ่ง-บางอย่าง’ ที่สะดุดความรู้สึกซ่อนอยู่ภายใน ที่ชวนให้จดจำและตราตรึงนี่แหละคือบุคลิกภาพของวงปรากซิมโฟนีออร์เคสตรา

และลักษณะอันขึ้นๆ-ลงๆผันแปรไปได้หลากหลายตามบริบทนี้เองได้แสดงออกในบทเพลงซิมโฟนีหมายเลข 9 (ที่มีชื่อเฉพาะว่า ‘From The New World’) ของ อันโตนิน ดวอชาค (Antonin Dvorak) ดุริยกวีชาวเช็ค บทเพลงปิดท้ายรายการที่เราคาดหวังอะไรบางอย่างที่แสดงถึงความเป็น ‘ของแท้’ หรือลักษณะพิเศษเฉพาะตัวที่วงออร์เคสตราสายพันธุ์เช็คด้วยกันจะถ่ายทอดและพิสูจน์ให้เราประจักษ์ แต่มันกลับมิได้เป็นเช่นนั้น ความละเมียดละไม-ละเอียดอ่อนในกระแสเสียงแบบการบรรเลงไวโอลินคอนแชร์โตในบทเพลงก่อนหน้านี้ ไม่ได้แสดงออกในบทเพลงเอกของรายการนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับฟังดูแห้งแล้ง,ห้วนกระชับ หรือแม้กระทั่งไปถึงขั้น ‘เย็นชา’ ด้วยซ้ำไป เป็นการบรรเลงที่ฟังดูว่าขาดแรงบันดาลใจพิเศษที่จะมาส่งสารบอกกล่าวกับผู้ฟัง การบรรเลงที่ว่ากันไปตามอักขรตัวบท

ขอยกตัวอย่างเช่น แนวทำนองที่ 3 (3rd Theme) ในท่อนแรกซึ่งช้าและอ่อนหวานที่เปิดขึ้นมาโดยฟลูท (Flute) และบรรเลงซ้ำโดยกลุ่มไวโอลินที่ฟังดูไม่มีกลิ่นหรือรสแห่งความหอมหวานทางดนตรีใดๆ, ท่อนที่2 (Largo) ในจังหวะช้าอันเป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้ฟังต่างตั้งตา-เงี่ยหูฟังรอคอยการบรรเลงเดี่ยวปี่คออังแกลส์ (Cor anglais) ในแนวทำนองอันแสนจะไพเราะแฝงความโศกเศร้าด้วยอารมณ์คิดถึงบ้าน ก็กลายเป็นการบรรเลงที่นิ่งสนิทและขาดความละเมียดของอารมณ์ในน้ำเสียง มีการสื่ออารมณ์นี้เกิดขึ้นชัดๆ เพียงครั้งเดียวในการย้อนกลับมาเที่ยวสุดท้ายของแนวทำนองนี้ก่อนจบท่อน (ประกายดนตรีที่ฉายวูบขึ้นมาแล้วก็ดับมอดลงอีก) ยังน่ายินดีอยู่บ้างที่ในท่อนสุดท้าย ก่อนจบนั้นวงสามารถเปล่งประกายรัศมีทางดนตรีออกมาได้อีก นับเป็นบทเพลงเอกของรายการที่ยังพอสร้างความทรงจำดีๆ ให้แก่เราได้บ้าง

ส่วนบทโหมโรงเปิดรายการเพลงแรก คือบทโหมโรงจากอุปรากรเรื่อง นอร์มา (Norma) ของวินเซ็นโซ เบลลินิ (Vincenzo Bellini) นั้น นับเป็นตัวเลือกบทโหมโรงที่ดีมากทีเดียว บทโหมโรงอันทรงพลังแบบโรแมนติกแห่งศตวรรษที่19 ซึ่งกลับไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเสมือนบทโหมโรงจากอุปรากรอิตาเลียนโรแมนติกแบบของรอสซินิ (Rossini)

บทเพลงแถม Slavonic Dance No.2,op72 ของ อันโตนิน ดวอชาค ที่ทางวงแถมท้ายให้กับเรามีอะไรบางอย่างเสมือนกับบทเพลงเต้นรำไลท์คลาสสิกในตระกูลชเตราส์ (Strauss Dynasty) กับวงเวียนนาฟิลฮาร์โมนิก กล่าวคือเพลงแบบนี้กับวงออร์เคสตราแบบนี้ วาทยกรรับเชิญแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะวงดนตรีรู้จักบทเพลงดีอย่างทะลุปรุโปร่ง,ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ บางทีก็แทบจะกล่าวได้ว่าต่อให้ไม่มีวาทยกร พวกเขา (วงออร์เคสตรา) ก็จะบรรเลงได้อย่างงดงามเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

ประเด็นเรื่องความขึ้นๆ-ลงๆในการบรรเลงและบุคลิกภาพเฉพาะตัวของวงปรากซิมโฟนีฯนี้ น่าจะสรุปไปในทิศทางใดดี? ผมคิดว่ามันยังคงเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘ผู้นำจิตวิญญาณทางดนตรี’ (ซึ่งผมมักจะกล่าวถึงเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง) ที่ว่า บ่อยครั้งผู้นำทางดนตรีก็ไม่ใช่วาทยกรที่ยืนถือไม้บาตอง (Baton) กำกับจังหวะอยู่หน้าวงเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวาทยกรยังไม่มีรัศมี,บารมีหรือ ‘พลังจิตทางดนตรี’ ที่เข้มข้นและแรงพอ ซิมโฟนีหมายเลข 9 ของดวอชาค นี้เป็น เพลงคลาสสิกยอดนิยมที่คนฟังรู้จักกันมาอย่างดีแล้ว มันจึงเป็นการยากที่จะหาแง่มุมการนำเสนอใดๆ ที่จะเป็นสิ่งใหม่ๆ สดๆ ชุบความมีชีวิตชีวาให้กับบทเพลงอีกได้ครั้ง แต่วาทยกรสุดยอดตำนานชาวเช็คผู้ยิ่งใหญ่อย่าง วาคลาฟ นอยมันน์ (Vaclav Neumann) หรือ คาเรล แองเชิล (Karel Ancerl)ได้ฝ่าฟันปัญหานี้ล่วงหน้ามาก่อนหลายสิบปี งานบันทึกเสียงของทั้งสองท่านในซิมโฟนีบทนี้ (กับวง Czech Philharmonic) บ่งชี้แน่ชัดว่าสองท่านนี้มีมุมมองทางดนตรีที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลย วุฒิภาวะและมุมมองทางดนตรีที่สามารถปลุกความมีชีวิตชีวาและโฉมหน้าใหม่ๆ ให้แก่บทเพลงที่ผู้ฟังคุ้นชินกันมานานแล้ว มาตรฐานการบรรเลงอันมีชีวิตชีวาน่าทึ่งด้วยคุณภาพทางศิลปดนตรีในบทเพลงไวโอลินคอนแชร์โต ในครึ่งแรกนั่นเองที่เราน่าจะสรุปได้โดยไม่ผิดว่า นั่นเป็นเพราะพลังจิตทางดนตรีหรือรัศมี-บารมีทางดนตรีในตัวของ วาดิม เรปิน นั่นเองที่สร้างมาตรฐานและชุบชีวิตชีวาวงดนตรีวงนี้ในครึ่งแรกขึ้นมาได้

  เรื่องราวชีวิตและความสำเร็จทางดนตรีของ วาดิม เรปิน สะท้อนความจริงแห่งความสำเร็จในชีวิตได้ดี เมื่อวัยเด็กเขาได้แสดงความมหัศจรรย์ราวกับพ่อมดน้อยผ่านมาแล้ว ในวัยหนุ่มใหญ่ 44 ปี เขาควรเติบโตขึ้นและเดินไปในวิถีทางดนตรีอย่างไร? (เขาไม่เลือกที่จะเป็น พ่อมดใหญ่’) สำหรับผมแล้ว ไม่เขาก็ผม,ไม่ใครก็ใคร หากไม่ตายจากกันเสียก่อน ผมปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ชม วาดิม เรปิน บรรเลงไวโอลินอีกครั้ง เมื่อเขามีอายุเลย 60 ปีไปแล้ว

........................................................

เกี่ยวกับผู้เขียน : บวรพงศ์ ศุภโสภณ เป็นผู้ดำเนินรายการ Music Talk ที่เอฟเอ็ม 100.5 เขาสอนวิชาวิจารณ์ดนตรีที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย