ถ้าต้องตอบแบบสอบถามเรื่องอาชีพในฝัน
อาชีพหนึ่งที่จะอยู่ในอันดับต้นๆ คืออาชีพที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ พบปะผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา เหตุผลส่วนหนึ่งก็เพราะได้เดินทางไปต่างแดนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง
อาชีพที่เกี่ยวข้องคือ อาชีพที่เกี่ยวกับสายการบิน เช่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กัปตัน นอกจากนี้ยังมีไกด์ นักธุรกิจในบริษัทข้ามชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจจะไม่สนุกหรือได้ท่องเที่ยวอย่างที่วาดฝันไว้ แอร์โฮสเตสหลายคนก็บ่นว่า เมื่อเดินทางไปต่างประเทศก็ไม่มีเวลาเที่ยว เพราะเวลาจำกัดและต้องการพักผ่อนระหว่างรอบินกลับ นักธุรกิจส่วนใหญ่ที่บินไปต่างประเทศก็มักจะเช้าไปเย็นกลับ หรือถ้าไปหลายวันก็จะยุ่งเหยิงกับธุรกิจจนไม่มีเวลาเที่ยวในประเทศนั้นๆ
แต่ในปัจจุบัน กำลังเกิดกระแสใหม่ของผู้ที่เดินทางเพราะอาชีพการงาน คือพวกเขาใช้โอกาสลาท่องเที่ยวพักผ่อนต่อเมื่อทำงานเสร็จแล้ว หรือเดินทางไปก่อนเวลางานเพื่อท่องเที่ยว โดยต่างกับก่อนหน้านี้ที่มุ่งไปเพื่อทำงานและบินกลับทันทีเมื่องานเสร็จ
เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น รายงานเรื่องนี้โดยสัมภาษณ์ มาเรียน เทียร์ ผู้ก่อตั้งของบริษัทให้คำปรึกษาความเป็นผู้นำด้านธุรกิจ เธอต้องเดินทางตลอดเวลาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เธอเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เธอบินไปบรรยายที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เครื่องลงตอน 6 โมงเช้า เธอเดินทางไปกล่าวบรรยายและตรงกลับไปสนามบินเพื่อบินกลับสหรัฐฯ ในตอนเย็นวันเดียวกัน
“แต่ตอนนี้ดิฉันไม่ต้องการทำอย่างนั้นอีกแล้ว ดิฉันต้องการการเปลี่ยนแปลง” เธอเล่าว่า เธอเลือกเดินทางไปก่อนวันทำงานหรือไม่ก็อยู่ต่อหลังงานเสร็จเพื่อท่องเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ และเพื่อไม่ให้ร่างกายเหนื่อยเกินไป
เรื่องนี้ทำให้เกิดการเดินทางแบบใหม่เป็นการทำงานกึ่งพักผ่อน คำที่ใช้เรียกกันคือ Bleisure มาจากคำว่า Business (ธุรกิจ) และ Leisure (พักผ่อน) รวมกัน การทำแบบสอบถามกับนักเดินทางนานาชาติซึ่งได้รับการตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วพบว่า กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของนักเดินทางได้อยู่พักผ่อนและท่องเที่ยวหลังงานเสร็จ นอกจากนั้น พวกเขากว่าครึ่งที่ทำอย่างนั้นบ่อยๆ และ 6 ใน 10 คน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สัก 5 ปี พวกเขาไม่เคยคิดทำเลย
สจ็วตบรูซ ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ชาวอังกฤษ กล่าวว่า หน้าที่การงานของเขาทำให้ต้องเดินทางไปทั่วโลก “การเดินทางแบบนี้ช่วยให้ผมผ่อนคลายและรับกับความเครียดจากการทำงานได้ เขาเล่าว่า เขาอยู่เที่ยวทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรักนิรันดร์หลังทำงานที่กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดียเสร็จเรียบร้อย หรือไปล่องเรือผ่านช่องแคบฟอสฟอรัสที่อิสตันบูล ประเทศตุรกีก่อนเริ่มเจรจางาน
“มันช่วยให้ผมทำงานดีขึ้น ผมผ่อนคลายขึ้นและช่วยให้ผมมีความเข้าใจเมือง ผู้คนและวัฒนธรรมที่ผมกำลังทำงานด้วยดีขึ้น” บรูซ กล่าว
เทียร์กล่าวเสริมว่า ลูกค้าของเธอพร้อมที่จะออกค่าใช้จ่ายให้เธอเดินทางมาก่อนวันงานและท่องเที่ยวรู้จักบ้านเมืองก่อน พวกเขาต้องการให้เธอมีเวลาพักเพื่อที่จะได้ทำงานอย่างสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
“พวกลูกค้าเชื่อว่า เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด คนที่ทำงานไม่ควรเหนื่อยล้าจากการเดินทาง การทำอย่างนี้เป็นการประหยัดเงินและเวลาเสียด้วยซ้ำเพราะทุกคนสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่”
นักเดินทางแบบใหม่นี้มักจะไม่เดินทางคนเดียว พวกเขาจะพาครอบครัวหรือแฟนไปด้วย ซาร่าห์ โคลนินเกอร์ นักอบรมด้านองค์กรซึ่งมีบล็อกเกี่ยวกับการเดินทางแบบนี้กล่าวว่า เธอมักจะพาครอบครัวไปด้วยทุกครั้งที่ทำได้
“สามีของดิฉันเดินทางด้วยแทบจะทุกครั้งที่ดิฉันเดินทางไปทำงาน เมื่อเรามีลูกชาย เขาก็ไปกับพวกเราด้วย พวกเราได้ไปเที่ยวที่สนุกๆ หลายแห่งเช่น ลาสเวกัส หาดทรายและภูเขา”
นักเดินทางที่ฉลาดสามารถทำให้การเดินทางเพื่อทำงานกลายเป็นทริปที่น่าจดจำสำหรับคนสองคน แฮเรียต บาสกาส ผู้สื่อข่าวและนักเขียนจากซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “ครั้งหนึ่ง ดิฉันเดินทางไปทำงานที่สิงคโปร์ เราแลกไมล์สะสมให้สามีเดินทางไปเจอกันที่นั่นและพักด้วยกันที่โรงแรม พวกเราอยากไปสิงคโปร์กันมานานแล้ว
นักเดินทางประเภทนี้เห็นพ้องต้องกันว่า การค้นคว้าหาข้อมูลล่วงหน้าเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้การเดินทางไปทำงานและท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัดนี้คุ้มค่าที่สุด บรูซ กล่าวว่า เขามักซื้อซิมของประเทศนั้นๆ เพื่อหาข้อมูล เขาแนะนำให้เดินทางด้วยรถสาธารณะเพราะจะได้เห็นบ้านเมืองและพบปะผู้คนมากกว่าเดินทางด้วยแท็กซี่ เขาว่า แต่ถ้าเวลากระชั้นชิดหรือต้องเดินทางไปสนามบินให้ทันเวลาก็ปฏิเสธแท็กซี่ หรือรถไฟฟ้าไม่ได้
ส่วนโคลนินเกอร์ กล่าวว่า เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ เขามักจะค้นหาร้านอาหารท้องถิ่นจากเว็บไซต์ที่มีการรีวิวร้านอาหารหรืออ่านเว็บบอร์ดเพื่อหาสถานที่ท่องเที่ยว เมื่อถามเทียร์ว่า การเดินทางแบบนี้สนุกจริงหรือ เธอตอบว่า
“ตอนนี้การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของงาน ดังนั้น อะไรก็ตามที่คุณสามารถทำให้คุณผ่อนคลายและตั้งใจทำงาน นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการมากกว่าแน่นอน”


