อัลบั้มชุดนี้มีความเกี่ยวพันกับวาระครบรอบ 40 ปีบนเส้นทางอาชีพนักกีตาร์ของเขา จึงมีการหยิบงานเพลงเก่าๆ มา revisit อีกครั้ง
พอได้เห็นชื่ออัลบั้ม A Twist of Rit ผมก็จินตนาการได้ล่วงหน้าทันทีว่า หนนี้ถึงคราวของตัวเขาเองบ้างแล้ว ผมกำลังหมายถึง ลี ริทนาวร์ (Lee Ritenour) กับอัลบั้มที่หยิบเพลงเดิมๆ ของตัวเองมาปัดฝุ่น แล้วชุบชีวิตขึ้นใหม่
ลี ริทนาวร์ เป็นนักกีตาร์ที่มิตรรักแฟนเพลงชาวไทยรู้จักกันดี เขาฉายแววตั้งแต่อายุ 16 จากการเล่นแบ็คอัพให้ วง ‘เดอะ มามาส์ แอนด์ เดอะ ปาปาส์’ ตามด้วยการเล่นในวงของ โทนี เบ็นเน็ตต์ และ เลนา ฮอร์น ก่อนจะก้าวมาเป็นนักดนตรีในสตูดิโอที่มีคิวจ้างงานชุกชุมที่สุดคนหนึ่งในยุคเซเวนตีส์
ลี มีชื่อเรียกว่า Captain Fingers ซึ่งเป็นฉายาที่มาจากชื่ออัลบั้มชุดที่ 2 ของเขา (ปี ค.ศ.1977) มีเรื่องเล่าว่า ในยุคสมัยหนึ่ง ควินซี โจนส์ จ้างเขาเล่นพาร์ทริธึ่มกีตาร์ในอัลบั้ม Give Me The Night ของ จอร์จ เบนสัน แต่ด้วยข้อขัดข้องทางเทคนิคในสตูดิโอ ทำให้ท่อนโซโลบางส่วนของ จอร์จ เบนสัน หายไป ขณะที่เจ้าตัวบินกลับไปถึงฮาวายแล้ว ดังนั้น ลี ริทนาวร์ จึงถูกเรียกตัวขึ้นมากลางดึก เพื่อให้มาซ่อมงานโซโลที่หายไปของ จอร์จ เบนสัน !
ที่ผ่านมา ผมคิดว่า ลี ริทนาวร์ เป็นเจ้าพ่อ ‘ทวิสต์’ เพราะเขาบิด , เขาดัด, เขาปรับเปลี่ยน , ประยุกต์ หรือจะเรียกแบบคนแจ๊สๆ หน่อยก็คือ เขา ‘รีฮาร์ม’ (มาจากคำว่า re-harmonize) บทเพลงของไอดอลตัวเองมาหลายชุดแล้ว
ขออนุญาตไล่เรียงดูว่า คุณผู้อ่านจะพอจำกันได้หรือไม่
เริ่มต้นจาก A Twist of Jobim (1997) กับบทเพลงของ อันโตนิโอ คาร์ลอส โจบิม ผู้สร้างสรรค์บทเพลงในแบบ ‘บอสซา โนวา’ มาตั้งแต่ยุคปลาย 50s ตามมาด้วย A Twist of Marley (2001) กับบทเพลงของ บ๊อบ มาร์ลีย์ เจ้าพ่อเพลงเร้กเก้แห่งจาเมกา จนถึง A Twist of Motown (2003) กับบทเพลงโซลคลาสสิกที่เคยถูกรังสรรค์ขึ้น ภายใต้สังกัดโมทาวน์
แต่สำหรับ A Twist of Rit (Rit มาจากชื่อนามสกุลของเขานั่นเอง) อัลบั้มชุดนี้มีความเกี่ยวพันกับวาระครบรอบ 40 ปีบนเส้นทางอาชีพนักกีตาร์ของเขา จึงมีการหยิบงานเพลงเก่าๆ ตั้งแต่อัลบั้มแรก ๆ อย่าง First Course (1976) ที่มีเพลง อย่าง Wild Rice, Fatback, A Little Bit Of This And A Little Bit Of That และ Sweet Syncopation ไล่มาจนถึงอัลบั้มยุคหลังๆ อย่าง Stolen Moments (1990) กับเพลง Waltz for Carmen หรือจะเป็นอัลบั้ม This Is Love (1998) กับเพลง Ooh Yeah ซึ่งทั้งหมดนี้ ถูกนำเสนอใหม่ให้สุ้มเสียงที่แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นดั้งเดิม (original album) โดยมีผองเพื่อนนักดนตรีมาร่วมสนับสนุนอย่างคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น เดฟ กรูซิน (ครองรางวัลแกรมมี่ร่วมกันจากอัลบั้ม Harlequin) , ปอลินโย ดา คอสตา, เดฟ เวคเกิล, เออร์นี วัตต์ส, บ๊อบ เชพพาร์ด จนถึง มาโคโตะ โอโซเนะ และมือกีตาร์อย่าง วาห์ วาห์ วัตสัน
เริ่มกันด้วยเพลงเก่าจากอัลบั้มแรกในชีวิตของเขา ตั้งแต่ Wild Rice ที่นำมารี-อะเรนจ์ใหม่ โดย ลี กับมือคีย์บอร์ดระดับพระกาฬ จอห์น บีสลีย์ ด้วยเทมโปที่เร็วขึ้น ขับเคลื่อนด้วยชีพจรฟังกี้ จึงให้ซาวด์สดใหม่อย่างน่าทึ่ง ตามมาด้วย Fatback กับวงขนาด 10 ชิ้น ที่ทำหน้าที่แบ็คอัพไลน์โซโลกีตาร์สวยๆ ของ ลี อย่างละเมียดละไม ด้วยการประสมประสานอย่างกลมกล่อมระหว่าง ฮอร์นเซ็คชั่นกับสตริงเซ็คชั่น
A Little Bit of This and A Little Bit of That คลี่คลายมาสู่ความสุขุมในลีลา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างไลน์กีตาร์กับฮอร์นเซ็คชั่น ให้จินตนาการเหมือนการแต่งแต้มสีสันลงบนผืนผ้าใบ ขณะที่ Sweet Syncopation เป็นฟังกี้ที่ดีดดิ้น บนจังหวะที่ไม่ปกติอย่าง 9/4 แต่พวกเขาทั้งทีมนำเสนอได้อย่างเรียบเนียน ไม่มีรอยตะเข็บ
เปลี่ยนจากฟังกี้ มาสู่ Ooh Yeah ให้อารมณ์ผ่อนคลาย ด้วยโซโลกีตาร์ที่เป็นลายเซ็นชัดเจนของ ลี ชนิดไม่มีใครเลียนแบบได้ ตามด้วย Waltz for Carmen ที่เจ้าตัวประพันธ์เพลงนี้ให้แก่ภรรยาของเขา งานนี้ ได้ โทนี แพสซไท (Tony Pusztai) มือกีตาร์รุ่นใหม่ชาวฮังกาเรียน ที่เพิ่งชนะเลิศจากการแข่งขันดนตรี Six String Theory Competition (คัดเลือกนักกีตาร์ 500 คน จาก 72 ประเทศทั่วโลก) เมื่อปี 2014 มาร่วมบรรเลงดูเอ็ทอย่างพอเหมาะพอดี
ในอัลบั้ม ยังมีไตเติลแทร็ค Twist of Rit นำเสนอสุ้มเสียงใหม่ๆ ในบริบทของ สมู้ธ แจ๊ส กึ่งฟังกี้ กึ่งแจ๊ส ที่ยังคงอัตลักษณ์ของ ลี เอาไว้อย่างเด่นชัด
ลี ริทนาวร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตลอดการทำงานอันยาวนาน เขาซ้อมและบันทึกเสียงกับผลงานมานับไม่ถ้วน โดยมักจะมองไปข้างหน้าเสมอ และไม่เคยย้อนกลับมาฟังผลงานอัลบั้มเก่าๆ ของตัวเอง ดังนั้น นี่จึงเป็นวาระที่แตกต่างไปจากทุกครั้ง กับการย้อนมองผลงานเพลงที่ผ่านมา
“ตอนที่ผมเสนอโครงการนี้ไปยังค่ายเพลง ผมไม่ได้ปรารถนาจะให้มันเป็นงานรวมเพลงทำนอง the best of ของผม” ลี เล่าถึงปูมหลังให้ฟัง “ผมรักที่จะเขียนเพลงใหม่ๆ นั่นจึงมีเพลงใหม่ๆ ในอัลบั้มนี้ด้วย แต่ผมก็อยากย้อนมองกลับไปถึงเพลงเก่าๆ ก่อนหน้านั้น ซึ่งอาจจะไม่ใช่เพลงฮิตบนคลื่นวิทยุ ผมอยากจะทำให้เหมาะสำหรับวันนี้ ด้วยการบิดหรือพลิกกลับ นี่คือผลงานชุดแรก ที่ทุกๆ เพลงมาจากการแต่งของผม มันสนุกดีนะที่ได้ย้อนกลับไปมองแคตตาล็อกเดิมๆ ของตัวเอง ซึ่งลากไปได้ไกลถึง 40 ปี แล้วได้เลือกเพลงที่ใช่สำหรับการออกสตาร์ทอย่างสดใหม่อีกครั้ง”
โดยภาพรวม นี่คืออัลบั้มสมู้ธแจ๊สอีกชุดหนึ่งที่ฟังสบาย แต่หากมองให้ลึกลงไป ยังมีรายละเอียดทางดนตรีที่น่าค้นหาเช่นกัน
แค่การหยิบวลีหนึ่งของเพลง A Love Supreme ของ จอห์น โคลเทรน มาบรรจุไว้เป็น parody ในเพลง Soaring ก็ถือเป็นความเท่ที่มีชั้นเชิงของ Captain Fingers คนนี้





