วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

มหัศจรรย์แห่งภูพาน

ภูพานอีกเรื่องที่จะเล่าก็คือ เรื่องภูเขาฟอสซิลไม้

เราเห็นไม้ที่กลายเป็นหินนี่เยอะมาก เอามากองกันในวัดก็มี ตามสวนสาธารณะ ยิ่งตื่นตาตื่นใจก็ที่วนอุทยานไม้กลายเป็นหินที่ตาก ที่เจอเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ทั้งต้น หรือจะเป็นที่พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินที่โคราช นั่นก็ยิ่งมากมาย แต่พอฟังท่านทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เล่าให้ฟังถึงภูเขาลูกหนึ่งเชิงภูพานฝั่งกาฬสินธุ์ว่ามีไม้กลายเป็นหินกระจายกันอยู่ทั่วทั้งภูเขา ยิ่งเดินขึ้นไปก็จะเห็นมันเกลื่อนกลาดตามทาง เห็นเป็นท่อนๆ อยู่ทั่วไป แค่นี้ผมก็หูผึ่งละครับ พอมีโอกาสได้ไปย่านนั้น เลยขอไปให้เห็นกับตา


จุดหมายปลายทางของเราคราวนี้อยู่ที่อำเภอคำม่วง ทางเหนือของกาฬสินธุ์ มีผู้ช่วยชัยพงษ์ แสงจันทร์ จากการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกาฬสินธุ์ไปด้วยกัน คำม่วงเป็นอำเภอที่ติดเชิงเทือกเขาภูพานทางทิศใต้ ในอดีตสมัยที่ภูพานเป็นถิ่นที่หลบของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (เด็กสมัยนี้อาจไม่รู้จัก) คำม่วงจึงเป็นย่านที่สีชมพูระเรื่อๆ โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางที่ผมกำลังเดินทางไป ต.นาบอน เป็นตำบลเล็กๆ แล้วเดินทางไปบ้านนาอุดมที่มี ภูปอ เป็นภูเขาเล็กๆ สูงไม่มาก


พอรู้จุดหมายปลายทางแบบนี้ ความรู้เรื่องธรณีแบบงูๆ ปลาๆ ที่ผมครูพักลักจำจากนักธรณีบิ๊กเนมของบ้านเราที่จ้ำจี้จ้ำไช ไม่ว่าจะเป็น อ.นเรศ สัตยารักษ์, อ.ชัยพร ศิริพรไพบูลย์ รวมทั้ง ผอ.นิวัติ บุญนพ จากกรมทรัพยากรธรณีที่สอนสั่งอยู่บ่อยๆ ว่าย่านนี้เป็นกลุ่มหินโคราช ที่มีอยู่ 1 ใน 3 ของบ้านเรา โดยเฉพาะทางอีสาน แต่หินชุดนี้ก็ซอยย่อยเป็นหมวดๆ อีก เป็นหมวดหินน้ำพอง (200 ล้านปี) หินภูกระดึง (190-150 ล้านปี) หินพระวิหาร (140 ล้านปี) หินเสาขัว (130 ล้านปี) หินภูพาน (120 ล้านปี) หินโคกกรวด (100 ล้านปี) พอไปดูแผนที่ธรณีจึงรู้ว่าจุดหมายผมคราวนี้เป็นหมวดภูกระดึง แน่นอนว่าฟอสซิลไม้ที่กำลังจะไปดูก็จะมีอายุราวๆ190-150 ล้านปี เช่นกัน


รถเราวิ่งทะลุบ้านนาอุดมออกไปท้ายหมู่บ้าน ถามเขาไปตลอดทาง เพราะป้ายบอกทางหายากมาก จนรถแล่นไปบนทางลูกรังที่หน้าฝนชุกแบบนี้ทางเลยเละโดยปริยาย จนไปจอดหน้าปากทางเข้าที่มีป้ายบอก เห็นสภาพทางแล้วเลยจอดรถไว้ข้างนอกดีกว่า แล้วเดินเข้าไปอีก 100 เมตร จึงถึงศาลาที่ทาง อบต.เขามาสร้างไว้ในจุดเริ่มเดินเท้า มีป้ายบอกว่ามีอะไรบ้างในภูปอแห่งนี้ มีน้ำตกด่านสะคาม ลานหินตัด หน้าผาชมวิว ฯลฯ แต่คราวนี้ผมตั้งใจมาดูภูเขาที่ไม้กลายเป็นหินเท่านั้น


ป่าบนภูปอเป็นป่าเต็งรัง เบญจพรรณ หินเป็นหินทราย หินดินดาน หินโคลน หน้าฝนแบบนี้จึงดูเขียว ต้นไม้เล็กๆ ขึ้นกันรกพื้นไปหมด ทางชันไม่มากพอได้เหงื่อแค่นั้น เดินไปได้ครู่เดียวก็ต้องตื่นเต้นกับท่อนซุงที่เป็นไม้มาก่อน แต่ตอนนี้เป็นหินแล้ว ระเกะระกะตามพื้นที่มีหญ้าเพ็กขึ้นคลุม ก้อนใหญ่ๆ ก็จะเห็นชัดเจน ก้อนเล็กก็ถูกหญ้าเพ็กบังไป ยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นไปตลอดทาง ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้าง บางต้นเหมือนล้มแล้วหักออกเป็นท่อนๆ
ดร.ประเทือง จินตสกุล แห่งพิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหิน โคราช เคยอธิบายว่า เจ้าซากฟอสซิลไม้นี้นั้นเกิดจากสารละลาย (เหล็ก แมงกานิสไฮดรอกไซค์ แคลเซียมไบคาร์บอเนต) ที่ซึมเข้าไปในตัวเนื้อไม้ที่ตายลง มันจะแทรกเข้าไปแทนที่เยื่อไม้โดยที่โครงสร้างและรูปร่างไม่เปลี่ยน เราจึงเห็นว่าบางก้อนของไม้ที่กลายเป็นหินบางแห่งเห็นวงปีชัดเจน เสี้ยนไม้ เปลือกไม้ แต่ที่นี่ยังเห็นตุ่มตาไม้โดดเด่น ชัดเจนมาก ถ้ามาในหน้าแล้งที่บรรดาต้นไม้เล็กๆ ตายหมด เราจะเห็นกองฟอสซิลไม้ได้ชัดเจนมาก ยิ่งเดินก็ยิ่งเจอ จะเรียกว่าเป็นภูเขาฟอสซิลไม้ก็คงไม่ผิด


ผอ.นิวัติ เคยให้ข้อสังเกตง่ายๆ กับผมว่า ถ้ามีฟอสซิลไม้ที่ไหน ให้คิดไปก่อนเลยว่าตรงที่ต้นไม้นั้นตายลง(เมื่อในอดีต) อาจจะมีแหล่งน้ำใกล้ๆ น้ำถึงเป็นตัวทำละลายเข้าไปตามเซลต่างๆ ของต้นไม้ได้ อย่าเพิ่งดูปัจจุบันที่มันอยู่บนยอดเขา เพราะในอดีตมันอาจจะเป็นแอ่งน้ำ ริมลำธารก็ได้ แต่กระบวนการเกิดภูเขาทำให้มันมาอยู่บนยอดเขาในปัจจุบัน


ทีนี้อาจสงสัยตามมาเพราะต้นไม้จริงในปัจจุบันบนภูปอต้นมันเล็กๆ ไม่ใหญ่มาก แต่ซากฟอสซิลไม้นี่ต้นใหญ่ๆ ทั้งนั้น ก็บอกแล้วว่ามันไม่ใช่ไม้ในยุคนี้ แต่มันเมื่อ 190-150 ล้านปีก่อน ก็คงล้มตายลงแล้วถูกน้ำพัดพาตะกอนมาทับถมจมไป ในระหว่างนี้ก็ยังเกิดกระบวนการเกิดภูเขาอยู่ ทั้งแผ่นโลกมันเบียดกัน ดันกัน แรงบีบแรงเค้น ดันให้แผ่นดินยกตัวขึ้น ส่วนที่ถูกยกขึ้นก็เป็นภูเขาไป บังเอิญแผ่นดินตรงที่ยกตัวดันมีซากฟอสซิลไม้อยู่ มันก็เลยยกเอาฟอสซิลพวกนี้ขึ้นมาด้วย เราจึงเห็นซากฟอสซิลไม้ขนาดใหญ่มาโผล่บนเนินเขาที่ต้นไม้จริงมีแต่ขนาดเล็กๆ ทั้งนั้น ผิดวิสัยป่าไม้ธรรมชาติโดยทั่วไป


มาเห็นแล้วก็ต้องบอกว่า..มหัศจรรย์ครับ เป็นความมหัศจรรย์หนึ่งของบ้านเราที่มีภูเขาฟอสซิลไม้แบบนี้ ส่วนใหญ่จะเห็นที่เขาเอามารวบรวมไว้ในที่ต่างๆ แต่ที่นี่เห็นเป็นภูเขาเลย


ไหนๆ ก็มาถึง ต.นาบอนแล้ว ผมเลยแวะไปที่บ้านนาดินจี่ หมู่บ้านเล็กๆ ที่มีภูเขาล้อมรอบเกือบทุกด้าน ที่นี่มีอนุสรณ์ที่สร้างไว้ตรงริมทางก่อนเข้าหมู่บ้าน เป็นเหตุการณ์ที่ครู 3 คน ถูก ผกค.บนภูพานลงมายิงจนเสียชีวิต เมื่อครั้งคอมมิวนิสต์ยังคงเฟื่องฟูในบ้านเรา เดี๋ยวนี้คอมมิวนิสต์บางคนที่เคยเข้าป่ากลายมาเป็นครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นนักการเมืองก็หลายคน และเข้าใจว่าอุดมการณ์ก็ยังไม่เปลี่ยน


ผมทะลุเลยบ้านดินจี่ขึ้นไปทางภูเขาเตี้ยๆ ที่ชื่อ ภูน้อย ไปยังแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่นี่ ดร.วรวุธ สุธีธร เคยชวนผมมาดูหลายครั้งแล้วแต่ผมก็ไม่ได้มาสักที ไปวันนี้ไซท์งานขุดค้นเขาปิดไว้ชั่วคราวเพราะฝนตก แต่เขาล้อมรั้วเหล็กและฝาก อบต.ในพื้นที่ช่วยดูแล มีการหล่อซากฟอสซิล รวมทั้งมีพลาสติกคลุมไว้ในบางส่วน


ที่นี่ขุดพบทั้งโครงกระดูกไดโนเสาร์กินพืชซอโรพอต (ตัวใหญ่ๆ คอยาว หางยาว) เจอชิ้นส่วนของฉลามน้ำจืด กาฬสินธุ์เอนซีส (เจอที่กาฬสินธุ์เป็นครั้งแรก) แล้วยังเจอชิ้นส่วนเต่าชนิดใหม่ของโลก เขาตั้งชื่อว่าภูน้อยเชลีส ธีรคุปติ ตั้งชื่อตามแหล่งที่จุดพบและตั้งให้เป็นเกียรติแก่ ดร.กำธร ธีรคุปต์ ผู้เชียวชาญเรื่องเต่าในประเทศไทย ซากฟอสซิลเหล่านี้ อายุก็อย่างที่บอกว่า ประมาณตามหมวดหินภูกระดึงคร่าวๆ คือ 150 ล้านปี ถือเป็นปลายๆ ของยุคจูลาสสิค


ผมเดินดูพื้นที่ด้วยความระมัดระวัง เพราะพื้นที่บางส่วนนั้นชุ่มน้ำและน้ำไหลซึมเข้ามา แม้จะเป็นหินแต่ก็เป็นหินโคลนผุ ที่เอามือบี้ยังแตกได้ง่าย เสียดายที่ผมติดต่อ ผอ.นิมิตร ศรคลัง สำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 2( ขอนแก่น) กระชั้นไปหน่อย ทั้งตัว ผอ.นิมิตรเองและนักธรณีของพิพิธภัณฑ์สิรินธร ไม่มีใครว่างมาให้ความรู้ เลยต้องลุยไปดูก่อนแล้วมาซักถามกันทีหลัง


เรื่องทางธรณีนั้นสนุกครับ ไม่ต้องเรียนมาก็ได้ มาศึกษาหรือถามผู้รู้ ซึ่งผมเจอนักธรณีทุกคนพร้อมให้ความรู้ทั้งนั้นเลย น่ารักมาก ไม่ทำเป็นทรงภูมิที่กอดความรู้แน่นกับตัว นี่เป็นส่วนน้อยนิดที่เราเจอร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีตกาล ที่ยังคงมาบอกตัวตนผ่านการขุดค้นและศึกษาในยุคนี้ ทุกทีเราจะเห็นซากไดโนเสาร์เมื่อเขาจัดแต่งแล้วเอามาจัดแสดง แต่คราวนี้ได้ไปเห็นพื้นที่การขุดค้นภาคสนามจริงๆ เห็นสถานที่ที่ซากเขาถูกฝังอยู่ เห็นความลึกของชั้นดิน เห็นบรรยากาศพื้นที่ทำงาน รวมทั้งเห็นคุณค่าของความรู้ที่เราย้อนไปถึงช่วงอดีตกาลนับล้านๆ ปี และมั่นใจว่ายังมีที่เรายังขุดค้นไม่พบเจออีกมาก


นี่จะไม่เรียกว่าเป็นความมหัศจรรย์ของแผ่นดินนี้ได้อย่างไร...