สะกดคำว่าเหงาที่ 'เกาะยาวน้อย'

หลายคนออกเดินทางไปพร้อมกับความเหงา แต่สำหรับ “เกาะยาวน้อย” ทุกวินาทีที่นี่ ไม่มีใครสะกดคำว่า “เหงา” ออกเลย
พยายามเดินเตะเม็ดทราย มองไปที่ปลายขอบฟ้า ปั้นหน้าซึมๆ ให้เหมือนนางเอกในละครตอนหนีพระเอกมาอยู่เกาะคนเดียวแบบเหงาๆ แต่...ยิ่งบิลด์เท่าไรก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลคำว่า “เหงา” ออกไปทุกที
“ไปเล่นน้ำกัน” / “ตรงนั้นมีปีนผา” / “เดี๋ยวเราจะไปเดินป่าดูต้นไม้ยักษ์” / “ปั่นจักรยานไปบริจาคเครื่องเขียนที่โรงเรียน” / “โน่นๆ ตรงนาโน้นมีควาย” / “กินโรตีชาวเกาะกันมั้ย” / “ผ้าบาติกนี่เพ้นท์ยังไง” / “นั่งเรือไปดูอควาเรียมกลางทะเลกัน” / “ขนมบ้าบิ่นของมะย๊ะอร่อยที่สุดในโลก” / “มานี่เร็วๆ ป๊ะบ่าวกำลังจะเฉาะมะพร้าวน้ำหอมให้กิน” / “เล่นวอลเล่ย์บอลชายหาดกันเถอะ” / “เย้ๆ มีโต๊ะปิงปองด้วย” / “เรือจะออกแล้ว ไปดำน้ำที่เกาะผักเบี้ยกัน” / “ไม่เคยเจอนกเงือกเยอะขนาดนี้เลย” / “ป่าเกาะสวยมา อย่างนี้ต้องแชะแล้วแชร์” / ฯลฯ
กิจกรรมมากมายขนาดนี้ คุณๆ คิดว่า เราจะมีเวลา “เหงา” มั้ย
1.
แต่ก่อน...เวลามีคนมาเล่าให้ฟังว่า “เกาะยาวน้อย” ดีอย่างนั้น สนุกอย่างนี้ บอกตรงๆ นึกภาพไม่ออกเลยว่าเกาะเล็กๆ แห่งนี้มีทีเด็ดอะไร ทำไมใครๆ ก็ตกหลุมรัก จนเมื่อตกปากรับคำมาเยือนเกาะยาวน้อยกับเคทีซีในทริป “The 5th mini Chic Trip : Paradise เกาะยาว” จังหวัดภูเก็ต ฉันก็พบ “ทีเด็ด” ที่ทุกๆ คนเจอ แน่นอนว่า เผลอตกหลุมรักไปแล้วเช่นเดียวกัน
เรามาถึงท่าเรือยอร์ช เฮเว่น มารีน่า ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ตอนบ่ายเศษๆ แรกทีเดียวก็แอบจินตนาการว่าเจ้าของทริปจะเหมาเรือยอร์ชให้เรานั่งไปเกาะยาวน้อยกันเลยเหรอ แต่ยังไม่ทันมโนไปไกล เจ้าหน้าที่จากพาราไดซ์ เกาะยาว ก็มาหิ้วกระเป๋าแล้วเชิญเราไปขึ้นเรือสปีดโบ้ทของโรงแรมที่จอดรออยู่ทันที
เกาะยาวน้อย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จริงๆ มีท่าเรือโดยสารจากพังงามาด้วย แต่ใช้เวลาราว 1.30 ชั่วโมง ทริปนี้จึงย่นเวลาด้วยสปีดโบ้ทจากภูเก็ต เบ็ดเสร็จแล้วเรานั่งชิลๆ อยู่บนเรือเพียงแค่ 40 นาที ก็มาถึง พาราไดซ์ เกาะยาว ที่ตั้งอยู่บนหาดส่วนตัวทางตอนเหนือของเกาะยาวน้อย
พาราไดซ์ เกาะยาว เป็นบูติกรีสอร์ทที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่ ด้านหน้าติดชายหาดเป็นสวนมะพร้าว แต่ด้านหลังและด้านข้างแวดล้อมไปด้วยภูเขาหินปูนขนาดยักษ์ นึกถึงตอนสึนามิถล่มภาคใต้ หลายๆ พื้นที่ถูกคลื่นยักษ์ทำร้าย แต่พาราไดซ์ เกาะยาว ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เพราะอยู่ในมุมที่เป็นอ่าวและมีภูเขาบัง
เก็บข้าวของในห้องพักเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาสำรวจเกาะ ตามโปรแกรมเราต้องเดินป่า 2 ชั่วโมงเพื่อไปชมต้นไม้ยักษ์ แต่พอตั้งท่าจะออกเดินฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ จากเดินเท้าจึงต้องเปลี่ยนแผนไปนั่งเรือแทน แหม...เสียดายจริงๆ(เหรอ)
อ่าวเคียน เป็นอ่าวเล็กๆ มีพื้นที่ชายหาดไม่เกิน 60 เมตร แต่ลึกเข้าไปข้างในมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์สุดๆ เราค่อยๆ เดินตาม บังบ่าว เจ้าหน้าที่จากพาราไดซ์ เกาะยาวเข้าไปในป่า จากต้นไม้เล็กๆ สูงแค่เข่าก็เริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นไม้เถา ไม้เลื้อย และต้นบอนยักษ์ สักพักก็มาถึง “โพทะเล” ต้นไม้ขนาดใหญ่วัดรอบโคนต้นได้ถึง 32 เมตร
แหงนหน้ามองหาปลายยอดไม้ แต่หาเท่าไรก็ไม่พบ เพราะบริเวณนี้มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเยอะไปหมด ยอดไม้เลยเบียดกันไปมา สักพักเราก็ได้ยินเสียงลิงป่าร้องเรียกกันดังลั่น บังบ่าวบอกว่า เกาะยาวน้อยมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ทั้งฟ้า ป่า น้ำ มีสิ่งมีชีวิตที่อิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
“ที่นี่มีนกเงือกเป็นร้อยๆ ตัว” บังบ่าวบอกเราก่อนขึ้นเรือกลับรีสอร์ท แกว่า คนในเกาะยาวน้อยช่วยกันดูแลคุ้มครองทรัพยากรทุกชนิด โดยเฉพาะนกเงือก หรือนกแก๊ก นกที่คนแปลกถิ่นหาชมยาก แต่เจ้าถิ่นที่นี่พูดคุยสวัสดีกับนกเหล่านี้ทุกเช้าเย็น
เอาแค่บนพื้นที่ส่วนตัวในพาราไดซ์ เกาะยาว เราก็ได้เห็นนกเงือกบินไปบินมาจนคิดว่าเป็นนกเอี้ยง!!
อารมณ์นั้นจริงๆ อาจเพราะนกเงือก หรือนกแก๊กมีขนาดไม่ใหญ่มาก และมีมากมายจนนับได้ครั้งละ 10 กว่าตัว มันบินโฉบจากต้นมะขามไปต้นมะพร้าว จากต้นมะพร้าวไปต้นหูกวาง แล้วก็บินไล่กันไปเรื่อยๆ ช่างเป็นภาพที่สุขสรรหรรษาจริงๆ
มีเวลาในยามเย็นอยู่บ้าง บางคนจึงชวนกันไปเล่นวอลเล่ย์บอลชายหาดเพราะในรีสอร์ทมีสนามวอลเล่ย์บอลให้เล่นถึง 2 สนาม บ้างก็จับคู่กันเล่นปิงปอง 2-3 คนนั่งชิลอยู่ที่บาร์ริมสระ ส่วนเราเลือกใช้บริการสปา นวดน้ำมันสัก 30 นาที แค่นี้ก็สดชื่นขึ้นแล้ว
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเกาะยาวน้อย ถ้าไม่ติดต่อที่พักที่เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ก็อาจจะพักบังกะโลของชาวบ้าน หรือรีสอร์ทเล็กๆ ในชุมชน ซึ่งมีกิจกรรมทุกอย่างเพียบพร้อมเหมือนกัน
จำได้ไม่แม่นว่ามีกี่หมู่บ้าน 6-7 ประมาณนี้ แต่หมู่บ้านรับแขกดูเหมือนจะเป็น บ้านท่าเขา ที่อยู่ห่างจากที่พักเราไม่มาก แถมยังมี “ท่าเรือท่าเขา” ท่าเรือโดยสารขนาดใหญ่ที่เชื่อมไป “ท่าเรือท่าเลน” ในจังหวัดกระบี่ด้วย
2.
เช้าตรู่วันที่อากาศดีบังบ่าวเลยชวนเราปั่นจักรยานไปที่โรงเรียนบ้านท่าเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลมาก แต่ต้องเอาจักรยานลงเรือ แล้วปั่นต่อไปอีกประมาณ 1-2 กิโลเมตร เราเห็นว่าเป็นระยะที่น่าสนใจ จึงตอบตกลงแบบว่าง่าย แต่...
1-2 กิโลเมตรที่ว่านั้นเป็นทางขึ้นเขา!! สมกับชื่อหมู่บ้านท่าเขาจริงๆ กว่าจะถึงโรงเรียนเลยเล่นเอาเหงื่อท่วมตัว เราแวะเอาอุปกรณ์การเรียน รวมถึงเครื่องเขียนเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดตัวมาจากกรุงเทพฯ มอบให้เด็กๆ ไว้ใช้เพื่อการศึกษา โดยได้รับน้ำใจตอบกลับเป็นน้ำมะพร้าวหอมอร่อย แต่ยังไม่ค่อยจะหายเหนื่อยดี บังบ่าวก็ชวนปั่นต่อ จะท้อก็ไม่กล้า เราเลยต้องปีนขึ้นหลังอาน ปั่นตามหลังบังไปอย่างว่าง่าย
สภาพพื้นที่บนเกาะยาวน้อยมีทั้งภูเขาและที่ราบ บริเวณภูเขาก็เป็นป่าแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มีส่วนที่เป็นสวนยางพารา สวนมะพร้าว สวนผลไม้ ส่วนพื้นที่ราบชาวบ้านอยู่อาศัย และปันเป็นพื้นที่ทำนา ว่ากันว่า เกาะยาวน้อยมีพื้นที่ทำนามากถึง 500 ไร่เลยทีเดียว
กดเปลี่ยนเกียร์หนักเบาขึ้นเขาลงเขาอยู่พักใหญ่ จนบังพาเลี้ยวขวาผ่าน บ้านอันเป้า เข้ามาในท้องทุ่งนากว้างนั่นแหละ ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาจึงถูกละเลยไป อย่าเพิ่งว่าฉันโอเว่อร์ เพราะถ้าคุณ-เธอ-ท่าน มาเห็นความเขียวชอุ่มของทุ่งนาฟ้ากว้าง และมีฝูงควายนอนเกลือกกลิ้งอย่างสบายอารมณ์อยู่ตรงนั้น จะต้องคิดเหมือนฉันว่ามันธรรมชาติสุดๆ
แดดวันนี้ร้อนจริง แต่เราปั่นจักรยานตามกันไปด้วยรอยยิ้ม จนมาถึงบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งกลางทุ่งนา ใต้ชายคาเล็กๆ นั้น ป๊ะบ่าว (ไม่เกี่ยวกับบังบ่าว) กำลังเฉาะมะพร้าวรอต้อนรับเราอยู่หน้าเรือน แกส่งให้ทันทีที่เราเดินเข้าไป น้ำมะพร้าวหวานชื่นใจจากในสวนทำให้เราสดชื่นขึ้นมา 30 เปอร์เซ็นต์ แต่พอหันไปเห็น มะย๊ะ ภรรยาของป๊ะบ่าวกำลังง่วนอยู่กับการห่ออะไรบางอย่างหลังบ้าน เราจึงขออนุญาตตามไปดู
“ขนมบ้าบิ่น เคยกินม้าย” มะถามสำเนียงทองแดง ฉันพยักหน้า ก่อนจะบอกว่า “แต่ที่บ้านหนูไม่เอามาห่อแบบนี้นะคะ” มะย๊ะเลยบอกว่า นี่แหละ เอกลักษณ์ของขนมบ้าบิ่นเกาะยาวน้อย ว่าแล้วก็เอาขนมที่ห่อได้ลงไปย่างไฟในเตาที่ขุดจากดิน แล้วชี้ชวนให้พวกเราไปสนุกด้วย
หอมกรุ่น หวานมัน อร่อยกำลังดี แบบนี้ให้คะแนนเต็มร้อยได้เลย ยังไม่ทันจะชิมชิ้นต่อไป พี่ชาติ ผู้นำปั่นอีกคนก็เข้ามาดึงมือเชิงว่า พอแล้ว(อ้วนแล้ว) ต้องไปต่อ เท่านั้นแหละ เราเลยต้องขออนุญาตลาป๊ะกับมะแล้วปั่นต่อไป
เกาะยาวน้อยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอนุรักษ์ที่สำคัญของจังหวัดพังงา อย่างชาวบ้านในหมู่บ้านอันเป้าก็ยึดถือแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง “ป๊ะบ่าวกับมะย๊ะ” ก็มีสวนแบบพอเพียง แน่นอนว่า สวนของทั้งคู่มีโอกาสต้อนรับผู้มาเยือนแล้วนับไม่ถ้วน เราเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่เท่าที่สัมผัสด้วยอัธยาศัยไมตรีและวิธีคิดที่มีต่อการท่องเที่ยว ทำให้เราเข้าใจเลยว่าป๊ะกับมะอยู่ยั้งยืนยงกับการท่องเที่ยวที่โหมเข้ามาได้อย่างไร
“นักท่องเที่ยวเขาอยากเห็นอย่างที่เราเป็น เราจะเปลี่ยนทำไม” มะกับป๊ะ บอกแบบนั้น และนั่นก็ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมนักท่องเที่ยวทุกคนจึงกลับไปพร้อมรอยยิ้ม
3.
ลัดจากทุ่งนานั้นมาเรื่อยๆ เรามาจอดรถแล้วแวะกินอาหารกลางวันกันที่ “ร้านสวัสดีเกาะยาว” ร้านอาหารรสดีที่เต็มไปด้วยเมนูซีฟู้ดสดๆ ทั้งกุ้ง ปลา ปู เรียกว่าหรูเทียบเท่าภัตตาคารดังๆ ในกรุงเทพฯ เลยทีเดียว
อิ่มจนเกือบจะรับอะไรอีกไม่ไหว แต่พอพี่ชาติบอกว่า มาถึงเกาะยาวแล้วไม่ชิม “โรตีชาวเกาะ” เขาว่ามาไม่ถึง ไอ้เราก็บ้าจี้ขี้แพ้ไม่เป็น เลยปั่นจักรยานไปที่ร้านซึ่งอยู่ใกล้สามแยกตลาดเกาะยาวน้อยทันที
มะอาอีฉ๊ะ เจ้าของร้านโรตีชาวเกาะสุดสวยบอกว่า ปกติเปิดเย็นๆ เป็นสภากาแฟยามค่ำ แต่พอรู้ว่าเราจะมาเลยเปิดบ่ายซะเลย โห..เอาใจกันดีทีเดียว เห็นว่ามีเมนูมากว่ากว่า 80 รายการ เราเลยสั่งทีเด็ดของร้านเป็น “โรตีตบมะพร้าว” ไป 1 จานใหญ่ เอิ่ม...เมื่อกี๊ใครบอกว่าไม่ไหวกันนะ
ชาวบ้านบนเกาะยาวน้อย 95 เปอร์เซ็นต์เป็นมุสลิม เพราะฉะนั้นเวลามาเที่ยวจึงอยากให้ทุกคนเคารพในกฎ กติกา มารยาทของแต่ละชุมชนด้วย “น้ำเมา” ที่นักท่องเที่ยวบางคนมองหา อาจจะไม่มีให้เห็นบนเกาะนี้ ยกเว้นโรงแรมใหญ่ๆ แต่ “น้ำใจ” มีไม่จำกัด (ว้าว)
จากจุดนี้เราเปลี่ยนจากรถจักรยานมาเป็นนั่งรถสองแถว เพราะแว่วๆ มาว่าหลายคนออกอาการ “แย่” ก็ 15 กิโลเมตรที่ผ่านไปมันใช่สนามทดลองของเด็กเล่นที่ไหน มันคือสนามแข่งระดับชาติชัดๆ
“เกาะยาวน้อยมีแข่งจักรยานเสือภูเขาทุกปี มีนักปั่นจากทั่วประเทศมาปั่น เส้นทางรอบเกาะประมาณ 40 กิโลเมตร เป็นงานใหญ่ที่สนุกมากๆ” พี่ชาติบอกแบบนั้น ยิ่งยืนยันว่า เส้นทางที่เราผ่านมามันคือสนามแข่งจริงๆ
นั่งกินลมชมหมู่บ้านมาเรื่อยๆ กระทั่งรถมาจอดที่ “ท่าเรือแหลมไทร” จุดที่เราจะนั่งเรือไปชม อควาเรียมกลางทะเล จริงๆ มันคือกะชังปลาธรรมดานี่แหละ แต่แผนการตลาดของ บังหนีด-เกษม นิลสมุทร นั้นสุดยอดจริงๆ คือแกเอาสัตว์ทะเลที่หาชมยากๆ มาเลี้ยงไว้ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักชื่นชม ไม่ว่าจะเป็น กุ้งมังกร 7 สี, ปลาปักเป้า, ปลาไหลมอเรย์, ปลาการ์ตูน, ปลาสิงโต, ฉลามลายเสือดาว, ดาวทะเล ฯลฯ
“เราทำกระชังเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้งมังกรมานาน แต่ตอนสึนามิก็ไปหมด เลยต้องฟื้นกระชังขึ้นมาใหม่ แล้วก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเรื่อยๆ เลยมองว่า ตรงนี้น่าจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักสัตว์ทะเล จะได้ช่วยกันอนุรักษ์ เลยเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยว” บังหนีดว่า
ก่อนร่ำลาหลายคนบอกอยากลองจับกุ้งมังกรตัวเป็นๆ อยากลองเล่นกับปลาปักเป้า อยากเอาอาหารให้ฉลาม แน่นอนว่า ทุกคนได้ทำตามความประสงค์ เพราะปลาเหล่านี้ค่อนข้างเชื่อง เลี้ยงง่าย และไม่เป็นอันตราย ยกเว้นปลาไหลมอเรย์ เล่นไม่ได้ เดี๋ยวไฟช๊อต
เรานั่งรถสองแถวกลับมายังท่าเรือท่าเขา แต่ก็ต้องชะงักกับวิว “ป่าเกาะ” ที่งดงามราวกับภาพเขียนในจินตนาการ(เว่อร์อีกแต่ก็จริงอีก) ที่บริเวณ หาดป่าทราย และ หาดท่าเขา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวป่าเกาะที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะยาวน้อย ใครนึกภาพป่าเกาะไม่ออกขอให้จินตนาการตามนี้ คือเกาะกลางทะเลขนาดเล็กใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ไกลสลับกันไปกลางทะเลราวกับผืนป่า เมื่อยามที่มีหมอกขาวๆ ลอยซ้อนขึ้นมา นี่มันป่าในจินตนาการชัดๆ
ก่อนกลับ(จริงๆ) เราแวะไปนั่งอ้อยอิ่งดูชาวบ้านเพ้นท์ผ้าบาติกที่ ศูนย์หัตถกรรมกลุ่มแม่บ้านท่าเขา ซึ่งอยู่ติดกับท่าเรือท่าเขานั่นแหละ มีสมาชิกกลุ่ม 2 สาว กำลังยืนเพ้นท์ผ้าให้ชมอยู่ เราเข้าไปดูแล้วนึกคันไม้คันมืออยากลองบ้างเขาก็สอนให้อย่างน่ารัก สรุปว่าบางคนหลงใหลเสน่ห์ผ้าลายไทยๆ เลยได้ผ้าบาติกติดไม้ติดมือกลับมาฝากคนที่บ้านด้วย
ขอบใจฟ้าแดนใต้จริงๆ ที่มอบท้องฟ้าใสๆ มาให้เราได้ชื่นใจในเช้าวันสุดท้ายก่อนกลับเมืองกรุง แต่กิจกรรมของเรายังไม่หมด เช้านี้บังบ่าวเตรียมคายัคให้ แต่เราหมดแรงจากที่ลงเล่นน้ำทะเลเมื่อเย็นวานแล้วเลยปฏิเสธไป แกเลยมีข้อเสนอใหม่ ว่านั่งเรือไปดำน้ำที่เกาะผักเบี้ยกันมั้ย คราวนี้ทุกคนยินดีเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นชุดพร้อมลงน้ำ แล้วนั่งเรือไปยังจุดหมายปลายทางที่เอ่ยถึงทันที
เกาะผักเบี้ย อยู่ห่างจากเกาะยาวน้อยแค่ 15-20 นาที ถือเป็นจุดดำน้ำที่ได้รับความนิยมมาก ซึ่งเกาะผักเบี้ยอยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ เลยไปอีกนิดก็เป็นเกาะห้อง เกาะไข่ แต่เวลาอันจำกัดทำให้เราต้องหยุดตัวเองไว้เพียงเกาะผักเบี้ย แค่นี้ก็เล่นน้ำจนเพลียแล้ว
แหงนหน้ามองฟ้า พบว่าพระอาทิตย์ทำงานมาครึ่งวันแล้ว พวกเราต้องรีบกลับรีสอร์ทเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะมุ่งหน้ากลับไปขึ้นเครื่องบินที่ภูเก็ต ใครช้าอาจตกเครื่องได้ ว่าแล้วก็รีบขึ้นเรือกลับไปยังเกาะยาวน้อยอย่างไม่รีรอ
................
จนนั่งเรือขากลับนั่นแหละถึงคิดขึ้นมาได้ว่า ตอนนั่งเครื่องบินมาจากกรุงเทพฯ แอบพกความเหงามาเป็นเพื่อนด้วย เพราะในทริปนี้ไม่ค่อยรู้จักใคร แถมยังมีบางเรื่องกังวลในใจ แต่สุดท้ายไอ้ความเหงาที่พกมาดันกระโดดน้ำทะเลหายไปซะอย่างนั้น ตอนอยู่บนเกาะก็ไม่ได้คิดถึงมันเลย
หรือเกาะยาวน้อยจะเป็น “เขตปล่อยความเหงา” จริงๆ
....................
การเดินทาง
เกาะยาวน้อย ตั้งอยู่ในอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา สามารถเดินทางมาได้ทั้งจากจังหวัดพังงา โดยมีท่าเรือด่านศุลกากร ตำบลเกาะปันหยี ถึงท่าเรือสุขาภิบาลบนเกาะยาวน้อย ใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง จากกระบี่ให้นั่งเรือที่ท่าเรือท่าเลน อำเภออ่าวลึก เรือจะมาจอดที่ท่าเรือท่าเขา เกาะยาวน้อย ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง ส่วนจังหวัดภูเก็ตต้องนั่งเรือจากท่าเรือบางโรง ตำบลท่าป่าคลอก อำเภอถลาง มายังท่าเรือมาเนาะ บนเกาะยาวน้อย ใช้เวลา 1 ชั่วโมง หรือถ้าติดต่อเรือสปีดโบ้ทจากโรงแรมต่างๆ ก็จะง่ายต่อการเดินทางมากขึ้น
ส่วนการเดินทางบนเกาะมีรถสองแถวให้บริการเที่ยวรอบเกาะ หรือเรือประมงชาวบ้าน ส่วนมอเตอร์ไซค์ก็มีให้เช่า หรือดีที่สุดอีกทางของคนรักสุขภาพก็คือ จักรยาน ยืนยันว่าสนุกกว่าวิธีอื่นจริงๆ




