วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ก้าวกระโดด สไตล์สตาร์ทอัพ

กล้าที่จะทำตามฝันและไปให้ถึง ต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำและรู้จริง กล้าเสี่ยง กล้าทำสิ่งที่แตกต่าง

ถ้าไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทุกอย่างต้องแลกด้วยมันสมองและสองมือ เหมือนเช่น กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล นักปลุกปั้นสตาร์ทอัพเมืองไทย กว่าจะมีวันนี้ เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย เพื่อทำตามความฝัน

แม้การไปเรียนเอ็มบีเอที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อเมริกา จะต้องฝ่าด่านอรหันต์หลายชั้น แต่เขาก็ผ่านมาได้ด้วยดี จนมีโอกาสทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด กูเกิล สำนักงานซิลิคอน วัลเล่ย์ อเมริกา รวมๆ แล้วอยู่อเมริกากว่า 7 ปี

เจ็ดปีนั้นมีความหมายต่อเขามาก เปลี่ยนทั้งวิธีคิด วิธีการมองโลก และมีเครือข่ายเพื่อนเก่งๆ ในวงการสตาร์ทอัพมากมาย แต่เขาก็เลือกที่จะกลับมาเมืองไทย เมื่อลาออกจากกูเกิล ก็มาก่อตั้ง Disrupt University ศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย ,เป็น Managing Partner ของ Tuk Tuks ,Venture Partner(ธุรกิจเงินร่วมลงทุน) ของ 500 สตาร์ทอัพ รวมทั้งเป็น Commercial Director Telenor Digital และอะไรอีกมากมายที่เขาอยากทำ
ต้องยอมรับว่า กระทิงที่เรียนจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากจุฬาฯ คนนี้ เป็นคนมีไอเดีย มีความกล้า มีความฝัน และที่สำคัญมีความรู้ รวมถึงเข้าใจตลาด
กว่าจะมีวันนี้ กระทิง บอกว่า เพราะครูสมัยประถม พ่อแม่และการเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รวมถึงการทำงานกับกูเกิล การตั้งบริษัทตัวเองที่ซิลิคอน วัลเล่ย์ ฯลฯ

แต่ทั้งหมดเป็นเพราะเขาคิดได้ตั้งแต่เด็ก เป็นนักเรียนทุนที่อึด ขยัน และรู้ว่า จะเรียนรู้ยังไง ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เหรียญทองจากการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิก
ลองค่อยๆ อ่าน แล้วคุณจะรู้ว่า ประตูความฝันเปิดกว้างสำหรับทุกคน ขอเพียงมีความกล้า มีความรู้ มีความเข้าใจชีวิตและสังคม

คุณเปิดศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพไทย เพื่ออะไร
Disrupt คือ การเรียนรู้รูปแบบใหม่ เราอยากปฎิวัติการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย จากที่เราเห็นและจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เราอยากเอาความรู้และแนวคิดที่เรียนและทำงานทั้งหมด 7 ปีที่ซิลิคอน วัลเล่ย์ มาสอนคนไทย เราต้องการให้เป็นมหาวิทยาลัยทางเลือก เพื่อการเรียนรู้ด้านสตาร์ทอัพ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องมีสถานที่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ วัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันเป็นชุมชน

ไม่จำเป็นที่คนเรียนต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วยกัน สิ่งที่ยึดคนเข้าด้วยกัน คือ วิญญาณการเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นดีเอ็นเอของคน สตาร์ทอัพที่ผมผลักดันยังไปไม่สุด แต่ปีหน้าเห็นแน่นอน ไม่ใช่แค่สตาร์ทอัพ แต่เป็นการสร้างดิจิตอลดีเอ็นเอให้คนไทยด้วย คนที่ใช้ประโยชน์จากโลกดิจิตอล เราสอนการวางแผนเรื่องนี้ สิ่งเหล่านั้นไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ผมยังสอนความคิดสร้างสรรค์ปีละครั้ง หลักการคือ ปฎิวัติความคิด ปฎิวัติเชิงธุรกิจ เราสอนดีไซน์ความคิด และการคิดเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็เอาความรู้ที่เคยทำงานบริษัทมาสอน การคิดแบบครีเอทีพหลายๆ แบบ เพราะผมเคยเป็นคนไทยคนแรกที่เข้าอบรมในโครงการการศึกษาของนักลงทุนระดับโลก โดยคัดจากนักลงทุนทั่วโลก 30 คน ที่ซิลิคอน วัลเล่ย์ มีกองทุนที่ทุกคนบริหารร่วมกัน

ตอนเริ่มทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ปี2012 คุณกลัวล้มเหลวไหม
ตอนนั้นไม่รู้ว่า คนจะสนใจหรือเปล่า ทำเอามัน เพราะนี่คือความฝันของเรา แม้จะมีคนเรียนที่ Disrupt University สิบคน ผมก็สอน และเราไม่จำกัดอยู่ที่คำว่า สตาร์ทอัพ นักเรียนของผมหลายคนก็เอาวิธีการของสตาร์ทอัพไปใช้กับองค์กร ผมต้องการนักเรียนที่หลากหลาย คนเรียนมีทั้งพนักงานบริษัท ผู้บริหารบางคนลาออกมาทำบริษัทรูปแบบใหม่ บางคนก็ประสบความสำเร็จ

คุณให้คำจำกัดความ "สตาร์ทอัพ" อย่างไร
ธุรกิจเปิดใหม่ในยุคดิจิตอลที่สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว โดยการหาสูตรที่ช่วยในการเติบโต แล้วทำสูตรนั้น เมื่อทำซ้ำๆ สามารถเร่งการเติบโตอย่างไม่จำกัด ถ้าธุรกิจเอสเอ็มอี เติบโตตามขั้นตอน สตาร์ทอัพ ก็จะเติบโตเร็ว ไม่จำกัดรูปแบบ

ยกตัวอย่างสักนิด ?
ยกตัวอย่าง GrabTaxi เป็นธุรกิจที่เติบโต 10 เท่าต่อปี ทั้งๆ ที่ตอนแรกมูลค่าธุรกิจไม่เท่าไหร่ แต่ตอนนี้มูลค่าบริษัท 700,000 ล้านบาท จุดเริ่มต้นอยู่ที่มาเลเซีย ตอนนั้นเล็กมาก เรายังปฎิเสธเป็นพาร์ทเนอร์กับเขาด้วย เราไปเลือกอูเบอร์ (ปี 2012 มูลค่าประมาณกว่าสามแสนล้านบาท ) เพราะมูลค่าเยอะกว่า ซึ่งช่วงนั้นผมเป็น Senior Vice President บริษัทดีแทค บริหารทีมนั้นอยู่ เขามาคุยกับผม แต่ผมปฎิเสธ GrabTaxi จนเมื่อคนทำ GrabTaxi หาสูตรเจอ ทำซ้ำแล้วลงทุนจนบริษัทเติบโตเร็วมาก

อย่างเมืองไทย แอพพลิเคชัน Ookbee ร้านหนังสือออนไลน์ เปิดมา 4 ปี มูลค่ารอบล่าสุด 3,000 ล้านบาท เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับสตาร์ทอัพ เริ่มจากเล็กๆ แต่พอโตเป็นสิบเท่า จากร้อยล้านเป็นพันล้านหมื่นล้านได้ โดยใช้เครื่องมือดิจิตอล แม้กระทั่งการตลาดของสตาร์ทอัพ ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด เดือนละ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในธุรกิจต่างจากเอสเอ็มอี ซึ่งเติบโตปีละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าดีแล้ว แต่สตาร์ทอัพโตเร็วกว่า ด้วยความคิด วิธีการ แหล่งเงินทุน เป็นการร่วมทุนแบบเวนเจอร์ แคปปิตอล(Venture Capital) ทั้งๆ ที่ตอนแรกยังไม่มีรายได้เลย แต่ผมบริหารกองทุนก็เอาเงินมาลงทุน แล้วเสี่ยงไปด้วยกัน ผมก็เอาวิธีการ พันธมิตรและดึงนักลงทุนที่อื่นๆ มาร่วมทุน ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอี หลักๆ คือเอาสินทรัพย์ไปกู้ธนาคาร จึงต่างจากสตาร์ทอัพ 

จำเป็นไหมที่คนเรียนต้องเป็นผู้ประกอบการ
เป็นพนักงานบริษัท เป็นฟรีแลนด์ก็ได้ เรียน 1 เดือน เฉพาะเสาร์-อาทิตย์แค่ 5 วัน ผมสอนเป็นหลัก และเชิญผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนผมที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดมาบรรยาย บางคนเป็นผู้ประกอบการ มีมูลค่าบริษัทกว่า 7,500 ล้านบาท บางคนเป็นเพื่อนสมัยตอนทำงานกูเกิล บางคนเป็นคนที่ทรงอิทธิพลที่สุด 30 คนแรกของโลกที่อายุน้อยกว่า 30 ซึ่งบินจากซิลิคอน วัลเล่ย์ มาสอนที่นี่

ผมสอนตั้งแต่การหาไอเดีย การแปรไอเดียเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ แปรผลิตภัณฑ์ต้นแบบเป็นผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบ หาโมเดล หานักลงทุน สอนการลงทุน เริ่มจากศูนย์ถึงหนึ่ง ซึ่งสตาร์ทอัพระดับแถวหน้าเมืองไทยเกิดจากตรงนี้หลายคน พวกเขาเป็นนักเรียนที่มาจากโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการ
ผมสอนให้รู้เรื่องความเป็นจริงของผู้ประกอบการ แทนที่จะพูดเรื่องสวยหรู ผมบอกว่า สตาร์ทอัพ อัตราความสำเร็จแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ชีวิตความเป็นจริงไม่ได้สวยงาม ผมเล่าให้ผู้ประกอบการฟัง ระหว่างเรียน ก็ต้องเรียนรู้อ่านหนังสือ ทำงาน และการจำลองชีวิตสตาร์ทอัพ เริ่มตั้งแต่ 9 โมง บางวันเลิก 4 ทุ่ม

ตอนที่คุณเริ่มทำสตาร์ทอัพ เป็นอย่างไรบ้าง
สมัยที่ผมทำงานที่กูเกิล โครงการที่ทำสำเร็จจริงๆ แค่ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ไม่สำเร็จ กูเกิลจะตั้งโจทย์ไว้ใหญ่มาก เหมือนสตาร์ทอัพ โจทย์ใหญ่มาก คือ การปฎิวัติอุตสาหกรรม อย่าง Grab Taxi สร้างธุรกิจมหาศาล ถ้าทำสำเร็จ เปลี่ยนแปลงโลก แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็ไปไกลกว่าบริษัทอื่น มีบางบริษัทตั้งเป้าไว้เพื่อให้ทำไม่สำเร็จ ถ้าสำเร็จคุณเปลี่ยนโลกได้ สตาร์ทอัพก็เป็นแบบนั้น

เป็นวิธีคิดที่ท้าทาย ถ้าทำสำเร็จก็ไปไกล ไม่สำเร็จก็เจ๊ง?
ต้องท้าทายมากๆ สตาร์ทอัพ ใจต้องถึง เพราะ 2 ปีแรกอาจไม่มีรายได้เข้ามาเลย ถ้าให้เปรียบเทียบสตาร์ทอัพ ก็เหมือนการกระโดดจากเหว แล้วต้องประกอบเครื่องบินให้เสร็จก่อนจะตกถึงก้นเหว แต่พอประกอบไม่เสร็จ ต้องเปลี่ยนเป็นเครื่องร่อน แล้วพอหล่นลงไป เครื่องร่อนใช้ไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นร่ม นั่นคือ สตาร์ทอัพ

อยากให้ยกตัวอย่างสตาร์ทอัพไทยที่ประสบความสำเร็จ
ณัฐวุฒิ บุญเจริญพงษ์ ซีอีโอของ Ookbee ร้านหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาเป็นพาร์ทเนอร์ในกองทุน Tuk Tuks ทำธุรกิจมา 14 ปี ช่วง10 ปีแรกเหมือนกรรมกรไอที แต่เป็นกรรมกรที่ร่ำรวย เป็นตัวแทนสตาร์ทอัพไทย ตอนนี้มูลค่าบริษัท 3,000 กว่าล้านบาท ซึ่งผมว่าประสบความสำเร็จ

ถ้าเอาเงินเป็นตัวขับเคลื่อน สตาร์ทอัพจะไปได้ไกลแค่ไหน
หลักๆ ต้องมี Passion ถ้าตั้งโจทย์ด้วยเงิน ผมจะบอกเขาว่า มาผิดทาง เพราะสตาร์ทอัพ คือ งานควาย รายได้ไม่ดี แต่มีอนาคต บางคนเคยมีเงินเดือนสามแสน ออกมามีเงินเดือนเหลือแค่สามหมื่นบาท เพื่อทำธุรกิจเอง

โอกาสที่ธุรกิจสตาร์ทอัพจะสำเร็จมากน้อยเพียงใด
สตาร์ทอัพ โอกาสสำเร็จน้อยกว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี เพราะเป็นธุรกิจใหม่ แต่สามารถสร้างธุรกิจแสนล้านในสี่ปีก็เป็นไปได้ ซึ่งธุรกิจเอสเอ็มอี ผมไม่เคยเห็นแบบนั้น แต่สตาร์ทอัพถ้าไปได้ก็ใหญ่เลย แต่ถ้าไม่ใหญ่ ก็เจ๊งเลย สตาร์ทอัพกลางๆ ไม่มี ถ้ากลางๆ เรียกว่า ธุรกิจซอมบี้

ทำไมคุณเลือกที่จะสอนสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะทำเงินเยอะ
วินาทีที่นักเรียนสตาร์ทอัพชนะที่หนึ่งของเอเชีย เมื่อปี 2014 แอพพลิเคชั่น Taamkru (ถามครู) สำหรับใช้สอนเด็กอนุบาล เป็นเกมที่ทดสอบทักษะของเด็กแต่ละด้าน มีทั้งเลข ภาษาอังกฤษ และการเคลื่อนไหวของเด็ก สามารถเปรียบเทียบทักษะเด็กไทยกับเด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ด้วย ถ้าลูกคุณไม่เก่ง สามารถดาวโหลดบทเรียนมาพัฒนาเด็กได้เลย เป็นเกมทักษะให้เด็กเล่นสนุกๆ ต่างจากบทเรียนในสถาบันศึกษา แอพพลิเคชั่นนี้มีคนเข้ามาดูกว่าสองแสนคน เพิ่งทำขึ้นปี 2014 (http://taamkru.com) คนคิดแอพเป็นคนไทยที่ไปชนะที่หนึ่งในเอเชีย จากคนสองพันกว่าที่ส่งงานเข้าประกวด และหลักๆ คือ เป็นกองทุนที่ผมร่วมทุนกับสตาร์ทอัพ โดยการระดมทุนจากนักลงทุนที่หลากหลาย

การลงทุนรูปแบบนี้ มีความเสี่ยงแค่ไหน
ผมรับนักลงทุนที่เข้าใจโลกสตาร์ทอัพเท่านั้น เพราะความเสี่ยงเยอะมาก ลงทุนไปสิบบริษัท อาจเจ๊งทันที 5 บริษัทใน 9 เดือนข้างหน้า แต่ 5 บริษัทที่เหลือจะโตขึ้นเป็นพันเท่า ไม่มีใครรับรองได้ เหมือนการลงทุนในหุ้นไม่มีใครรับรองได้ เราเชื่อว่า สตาร์ทอัพในเมืองไทยเพิ่งเกิด ตั้งแต่ปี 2012 แนวโน้มสตาร์ทอัพเมืองไทยโตขึ้นสองเท่าทุกปี อย่างมาเลเซียมีธุรกิจสตาร์ทอัพมูลค่ากว่าแสนล้าน อินโดนีเซีย เวียดนาม ก็มีแล้ว ประเทศไทยยังตามหลังคนอื่น อยู่ที่เวลา ซึ่งธุรกิจเหล่านั้นต้องเกิดขึ้นช่วงนี้ อย่างแอพพลิเคชัน Stock Radars, เวปไซต์ www.priceza.com เปรียบเทียบราคา และwww.thinkofliving.com ก็ลูกศิษย์ผม

ปีที่แล้วทั้งปีสตาร์ทอัพไทยระดมได้ 25 ล้านเหรียญ ปีนี้แค่ครึ่งปี ระดมได้ 25 ล้านเหรียญแล้ว (750 ล้านบาท) แนวโน้มโตขึ้นแน่ๆ เรียกว่า โตเร็ว ปี 2013 มีสตาร์ทอัพ 300 คน ตอนนี้มี 2000 บริษัท เราโตช้ากว่าประเทศอื่น สิงคโปร์สตาร์ทอัพ มีเงินทุน 600 ล้านเหรียญ มาเลเซีย 400 ล้านเหรียญ

คุณคิดว่า มาถูกทางหรือยัง
เรามาถูกทางแล้ว มีคนช่วยเผยแพร่ความคิด ผมมองไปถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา เพราะเราต้องการปฎิวัติการศึกษาในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ทางด้านอินโนเวชั่น สตาร์ทอัพ เอนจิเนียริ่ง เพราะหลักสูตรในมหาวิทยาลัย เรียนอะไรก็ไม่รู้ ผมก็เคยไปสอนตามมหาวิทยาลัย ผมสงสารคนที่ผมสอน เรียนจบออกมาแล้วสู้คนอื่นไม่ได้

ทำไมสู้คนอื่นไม่ได้
มีอาจารย์หลายคนที่เรียนจบมาระดับท็อป แต่พอมาเจอระบบการศึกษาไทยที่ห่วยมากๆ เหมือนลิงแก้แห เพราะเราแก้แหไม่ได้ เราต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา เราแก้ในระบบไม่ได้ เราต้องหาทางเลือกให้นักเรียน สร้างทางเลือกให้ใหญ่ขึ้น

เป้าหมายหลักคือ เปลี่ยนประเทศไทย นั่นไม่ใหญ่เกินไปหรือ
การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจะเปลี่ยนได้ ถ้าเราเปลี่ยนแปลงคน เราเปลี่ยนคนได้ผ่านการศึกษา เปลี่ยนทัศนคติ เพิ่มความรู้ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีฐานรากเอสเอ็มอีกับด้านเกษตร สิ่งที่ผมกำลังสร้างคือ การสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ วิธีการก็คือ เราเลือกคนที่มีลักษณะแบบน้ำครึ่งแก้ว พร้อมที่จะเรียนรู้ แทนที่จะเป็นพวกน้ำเต็มแก้ว แล้วคนที่เหลือก็จะรู้สึกว่า ต้องทำอะไรสักอย่าง แล้วจะเปลี่ยนเอง เราต้องสร้างฮีโร่ให้สร้างแรงบันดาลใจก่อน สอนให้ลงมือทำ เราวางวิสัยทัศน์ไว้ใหญ่มาก แต่ก้าวทีละก้าว วางแผนปีต่อปี

ทำไมคิดว่า ธุรกิจรูปแบบใหม่จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้
เพราะคนใช้ชีวิตอยู่กับการทำธุรกิจ 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดของคน ในยุคนี้ธุรกิจเพื่อสังคม ไม่จำเป็นต้องรับเงินบริจาคตลอดไป สามารถทำกำไรได้ ทำกำไรแค่ 7 เปอร์เซ็นต์ต่อปีก็พอแล้ว จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อลงมือทำ สตาร์ทอัพสามารถเติบโตเป็นสิบเท่าในทุกปี ผมเชื่อว่า เรามาถูกทางแล้ว จะทำยังไงให้ใหญ่ขึ้น คนเราต้องเริ่มจากธุรกิจที่เราถนัดก่อน พอทำไป มีแพลตฟอร์ม เราก็ไม่ต้องบริหารเอง ก็ส่งต่อให้คนอื่นจัดการ แล้วเราก็ไปโฟกัสเรื่องใหม่ ผมสนใจเรื่องการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับประถมเลย

ถ้าจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ต้องพัฒนากระบวนการคิดตั้งแต่เด็ก ?
ชีวิตผมเปลี่ยนไป เพราะกระบวนการคิด ผมเป็นตัวเล็กๆ โดนเพื่อนแกล้ง ไม่ฉลาด ไม่มีความมั่นใจ ย้ายโรงเรียนก็ไม่มีเพื่อน แต่สุดท้ายอาจารย์สองคนที่โรงเรียนวัดคูยาง กำแพงเพชร อย่างอาจารย์จันทร สุวรรณรัตน์ เขาให้ความมั่นใจกับผม เขาบอกว่า "ไม่ว่าเราอยากทำอะไร เราทำได้หมด" ส่วนอาจารย์ชื่นชนกสอนให้ผมรักวิทยาศาสตร์ ทั้งๆ ที่โรงเรียนวัดไม่มีอุปกรณ์อะไรสอนเด็ก แต่เวลาสอนเรื่องแรงตึงผิว เขาชี้ให้ผมดูแมงมุมน้ำในบึง หรือสอนเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า ครูเอาเข็มไปวางบนแก้ว เข็มก็ชี้หมุนไปมา ผมคิดว่า ถ้าครูมีทัศนะที่ถูกต้อง ก็พัฒนาเด็กได้

ระบบการศึกษาก็ต้องแก้ไข การแก้ปัญหาที่ครูแก้ยาก ต้องยอมรับว่าครูหลายๆ คนถูกระบบครอบ จนเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้แล้ว ครูต้องถูกวัดผลการสอน ทั้งๆ ที่ครูควรใช้เวลากับการคิดเรื่องการสอนและการวัดผลการเรียนของเด็ก ก็เป็นไปอย่างผิดๆ

กรณีของคุณ คือหนึ่งในล้านที่เจอครูดีสอนให้เด็กคิดเป็น ถ้าอย่างนั้นคุณจะเสนอแนะอย่างไร
ต้องมีโรงเรียนทางเลือกมากกว่านี้ มีองค์กรที่มีระบบคุณครูออนไลน์ โดยให้ครูถือหุ้น เหมือนธุรกิจเพื่อสังคม แล้วเลือกครูที่สอนดีที่สุดของประเทศในสาขาต่างๆ มาสอนทางอินเตอร์เน็ต ผมมองว่า เป็นโมเดลธุรกิจที่ลงตัว ผมคิดว่า พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง มีหน้าที่ไกด์ลูก รวมถึงมีออนไลน์ฟอรั่ม ให้เด็กเข้าไปโพสต์คำถามและมีคนตอบคำถาม ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่มีแรงทำ อยากโฟกัสไปที่คนจบมหาวิทยาลัยก่อน

ผมอยากให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม เพราะผมไม่เชื่อโมเดลการกุศล โดยบริจาคเงิน ผมมองว่า ต้องทำแบบยั่งยืน คุณก็เห็นโรงเรียนกวดวิชา มีผลกำไรรวมๆ เป็นพันล้าน เราต้องการแค่ผลตอบแทนในธุรกิจปีละ 7 เปอร์เซ็นต์ เพราะธุรกิจทั่วไปมีผลตอบแทน 20-30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผลตอบแทนแค่นี้เราสามารถจ้างคนที่เรียนจากฮาร์วาร์ด หรืออีกหลายสถาบันมาสอนหนังสือทางออนไลน์ได้ เท่าที่ผมเห็นในออนไลน์ มีคนทำแบบนี้แล้ว แต่ทำเล็กๆ ถ้าไม่มีใครทำเรื่องนี้ ผมทำ มันเหมือนเป็นโมเดลชีวิตของผม แต่ถ้ามีคนทำ ผมก็จะเข้าไปลงทุนด้วย

นอกจากแรงผลักดันจากครู พ่อแม่เป็นโมเดลด้านไหนของคุณ
พ่อผมทำงานในโครงการพระราชดำริ ปีหนึ่งพ่อกลับบ้านสองครั้ง หลักๆ คือไปช่วยพัฒนาที่ดินรกร้างแถวชายแดนให้คนชายขอบ สร้างบ้าน สร้างโรงพยาบาล ปิดเทอมพ่อจะพาผมไปด้วย พ่อเป็นหัวหน้าหน่วย ผมได้เห็นสิ่งที่พ่อทำ มันมีความหมาย ตอนนั้นพ่อเอาหมาชื่อ หอยแครง ไปเลี้ยงที่หน่วย วันหนึ่งมันเหลือแต่หัว เพราะถูกเสือกิน แต่พ่ออยู่ตรงนั้นได้ด้วยอุดมการณ์

ครอบครัวเราไม่ได้รวย พ่อเป็นข้าราชการ แม่ผมไม่แข็งแรง เป็นหอบหืด ในชีวิตแม่เคยหยุดหายใจ 6 ครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมต้องเข้าไปลากแม่ไปหาหมอ แม่เคยถูกปั๊มออกซิเจนที่เสียบผ่านคอถึงก้านปอด แม่ชนะแม้กระทั่งความตาย ดังนั้นเราเป็นลูก ก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น เรามีเลือดนักสู้จากแม่ อุดมการณ์จากพ่อ

ฺฺถ้าอย่างนั้น เล่าความฝันของคุณสักนิด
ผมไม่ได้ฝันอยากเป็นเศรษฐีพันล้านหมื่นล้าน ผมเชื่อว่า ถ้ามีไอเดียดีๆ เดี๋ยวเงินมาเอง จำได้ว่า ตอนเด็กๆ เราไม่ได้ใช้เงินเยอะ น้ำท่วมบ้าน พ่อแม่ก็ช่วยกันวิดน้ำ ชีวิตมีความสุขมาก ทั้งๆ ที่ขี้โคลนเต็มบ้าน ตอนเด็กๆ อยู่ในห้องเล็กๆ ห้าคน ก็มีความสุข ผมเป็นเด็กชิงทุนเรียนตั้งแต่อายุ 10 ปี เคยชนะที่สองของจังหวัดในการอ่านร้อยกรอง ได้เงิน 5000 บาท และทุกปีจะสอบชิงทุนของสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ถ้าผมชนะทุกปี ผมจะได้ปีละห้าพันบาท นั่นคือ ค่าเทอมทั้งปี และผมเคยสอบได้ที่หนึ่งเหรียญทองจากการสอบฟิสิกส์แห่งประเทศไทย

มีวิธีการทำฝันให้เป็นจริงอย่างไร
ผมเชื่อว่า พระเจ้าจะช่วยคนที่พยายามเต็มที่ ผมเป็นพุทธนะ สมัยเด็กๆ ผมก็ลำบาก แต่มีความสุข อย่างตอนไปเรียนที่ม.สแตนฟอร์ด ได้ทุนครึ่งหนึ่ง ออกเงินเองครึ่งหนึ่ง เพื่อนคนอื่นๆ ขับรถยนตร์ ผมปั่นจักรยาน 12 กิโลเมตรไปซื้อของใช้ อากาศก็หนาว เงินก็ไม่มี ก็ต้องทำงาน มันอยู่ที่ความคิด ถ้าเราคิดว่า ไม่ลำบาก มันก็ไม่ลำบาก เพราะเรามีความสุข ได้เรียนกับคนเก่งๆ ซีอีโอของกูเกิล เคยเรียนกับมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ค เขาลากรองเท้าแตะมาสอน และสตีฟ จ็อบ ก็เคยมากล่าวสุนทรพจน์ตอนนักศึกษาเรียนจบ พอเราได้ฟังคนเหล่านี้พูด มันสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้เราคิดว่า ฉันก็น่าจะทำอะไรดีๆ ได้เหมือนกัน

สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนความคิดคุณอย่างไร
กูเกิล อินสตาแกรม ยูทูบ เกิดจากเด็กที่เรียนในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของซิลิคอน วัลเล่ย์ เพื่อนร่วมชั้่นที่เรียนด้วยกัน บางคนที่เคยอยู่บ้านหลังเล็กๆ ด้วยกัน ตอนนี้เป็นหนึ่่งในสิบของคนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอาฟริกา เรียนที่นั่นต้องเปลี่ยนตัวเอง ทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือ เขาสอนให้คิดว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด

อะไรคือจุดเปลี่ยนในชีวิตคุณ
จุดเปลี่ยนครั้งแรก ก็คือ สมัยเรียนประถม อาจารย์จันทร พูดกับเราทุกวัน กอดเราทุกวัน เจ็ดร้อยกว่าวัน มันทำให้เราเปลี่ยน เพราะเจอครูดี และที่ม.สแตนฟอร์ด ผมได้เรียนรู้ทั้งเรื่องทัศนคติและวิธีคิด ได้ทำงานซิลิคอน วัลเล่ย์ เขาสอนให้เราเป็นคนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และเราก็ไม่กลัวความเสี่ยง ต่างจากเมื่อก่อน เวลาจะทำผลิตภัณฑ์อะไร เราเสี่ยงไม่ได้ แต่พอเรียนที่นั่น อาจารย์จะชี้หน้าให้ตอบ นักเรียนต้องเตรียมตัวมา ถ้าตอบไม่ได้ อาจารย์ช่วย ซึ่งต่างจากคนไทย ถ้าเราตอบคำถามโง่ๆ ออกไป คนก็จะหัวเราะ

อีกคนที่เปลี่ยนผมคือ โค้ชชิงชาวต่างชาติ เราคุยกันแค่สามสิบนาที มีช่วงหนึ่งผมย่ำแย่ เขาบอกว่า ชีวิตคนมีสองอย่าง คือ Good Day คือวันที่ตึงนิดๆ ตื่นเต้นหน่อย กับ Bad Day คือวันที่สบายๆ ชิลๆ นึกออกว่าวันนี้จะเป็นยังไง Bad Day เป็นวันที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย พอผมฟัง ผมก็เปลี่ยนวิธีคิด

ตอนนี้คุณวางเป้าหมายระยะสั้นไว้อย่างไร
ผมต้องสร้างสตาร์ทอัพในเมืองไทย และเปลี่ยนประเทศไทยโดยการใช้การศึกษา คนไทยจะมีปัญหาเวลาฝันอะไรใหญ่ๆ คนจะมองว่า เป็นไปไม่ได้

ทำไมคุณคิดว่า เป็นไปได้
ผมจะไม่ยุ่งกับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตผมทำอะไรที่คนบอกว่า เป็นไปไม่ได้มาเยอะ ผมเป็นเด็กกำแพงเพชรคนแรกที่ได้เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิค ผมสามารถสร้างสตาร์ทอัพที่เป็นมือหนึ่งของเอเชียได้ ทำงานที่กูเกิลได้ จากเด็กไม่เก่งภาษาอังกฤษ ผมเข้าเรียนม.สแตนฟอร์ดได้ ผมเป็นเด็กบ้านๆ ไม่ได้ฉลาด ผมไปอยู่เมืองนอก เห็นคนไทยเก่งๆ เยอะแยะ และกลับมาก็เจอคนไทยเก่งๆ แต่มีบางอย่างกดศักยภาพของพวกเขาเอาไว้

อะไรที่กดทับศักยภาพพวกเขา
บรรยากาศที่คนไทยชอบพูดว่า เป็นไปไม่ได้ เวลาคนทำอะไรดีๆ หรือทำใหญ่ๆ คนก็จะหมั่นไส้ ผมคิดว่า คนไทยยังเชื่อเรื่องดวงมากเกินไป ทำไมเราไม่เชื่อศักยภาพตัวเอง เราเชื่ออะไรก็ไม่รู้

ปัญหามาจากไหน
ระบบการศึกษา เด็กต้องท่องจำ ไม่ได้สอนให้คิดแตกต่าง หรือคิดใหญ่ๆ สิ่งที่ถูกต้องสำหรับพวกเขาคือ กาข้อสอบให้ถูกจากการจำที่ครูสอน ก็เท่านั้นเอง ซึ่งถูกบ่มเพาะมาสิบสองปีในระบบการเรียน เป็นไม่ได้ที่เด็กจะกล้าคิดนอกกรอบ เหมือนเจนเนอเรชันก่อนหน้า ก็จะเชื่อว่า เรียนหมอเป็นอาชีพที่มีเกียรติ หรือเป็นลูกจ้างมีเงินเดือนเข้ามาทุกเดือน คือ มั่นคง เป็นสิ่งที่่บ่มเพาะมานาน ผมโชคดีที่ครอบครัวสนับสนุนความฝัน และเจอครูที่ดี

ถ้าคนรุ่นใหม่คิดจะพัฒนาศักยภาพตัวเอง ต้องทำอย่างไร
ต้องรู้ว่า จุดแข็งของตัวเองคืออะไร พยายามหาความฝันให้เจอ ขยายเน็ตเวิร์คคนรู้จัก ผมว่าสิ่งแวดล้อมมีผลต่อชีวิตมาก พยายามอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องเพื่อพัฒนาตัวเอง

ถ้ามีคนบอกว่า ไม่มีเงินจะทำธุรกิจได้ยังไง คุณจะแนะนำอย่างไร
สมัยนี้คนที่มีความรู้ ความสามารถ มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ คุณแปลงไอเดียเป็นธุรกิจด้ เวทีเป็นของคุณ บางคนมีความเก่งด้านใดด้านหนึ่ง สามารถแชร์ความรู้ ทำเป็นธุรกิจขายความรู้ อย่างบางคนฝันอยากเป็นนักการตลาดที่เก่งที่สุดของเมืองไทย คุณหาความรู้ได้เอง เพราะมีความรู้ฟรีๆ ในอินเตอร์เน็ตเยอะมาก คุณเริ่มศึกษาหรือยัง ต้นทุนในการพัฒนาทักษะความรู้สมัยนี้มีอยู่เยอะ สิ่งที่คุณเสียคือ เวลาและสมอง ทุนอาจยังไม่จำเป็น

ผมขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง What I Wish I Knew When I Was 20 (น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่ตอนอายุ 20 )ของ Tina Seelig ผมเคยเรียนกับคนเขียนคนนี้ด้วย เขาบอกให้เริ่มทำธุรกิจ โดยมีเงินแค่สิบเหรียญ คือตัวเรามีทุกอย่างครบแล้วที่จะเปิดธุรกิจ มีเวลา มีกำลัง มีแรงงาน ซึ่งบางทีการเปิดธุรกิจไม่ใช่เงินสิบเหรียญนั้นหรอก เพราะมันไม่พอ แต่เขาสอนวิธีคิด อีกอย่างหนึ่งก็คือ คนรุ่นใหม่น่าจะลองฟัง Ted Talk หรืออาจเข้าไปเรียนคอร์สฟรีของมหาวิทยาลัยระดับโลกทางอินเตอร์เน็ต ประเด็นคือขวนขวายหรือเปล่า

สำหรับคุณทางเลือกมีมากกว่าหนึ่ง
คนส่วนใหญ่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรต่อไป เพราะไม่กล้าคิด อย่างแรกต้องถามตัวเองก่อนว่า ความสุขของตัวเองคืออะไร ต้องแยกความสุขกับความรับผิดชอบ ถ้าจะลาออกจากงานก็ต้องคิดก่อน ถ้าไม่มีงานทำ คุณยังมีเงินใช้จ่ายเพียงพอไหม ผมพบว่า เพื่อนฝรั่งที่เรียนม.สแตนฟอร์ดด้วยกัน พวกนี้่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ไม่หลอกตัวเอง หลายคนพยายามสะกดตัวเองว่า ฉันมีความสุขๆๆๆ แต่หาตัวเองไม่เจอ ลองจินตนาการว่า ถ้าคุณทำอะไรได้ทุกอย่างในโลก คุณจะทำอะไร โดยไม่หลอกตัวเอง อย่างผมคิดอยากเปลี่ยนประเทศไทย ถ้าอีก 20-30 ปีมีคนบอกว่า กระทิงเป็นคนหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนประเทศไทย ผมตายได้แล้ว ดังนั้นทุกๆ วัน ผมต้องทำให้เต็มที่

เป็นคำพูดเท่ๆ หรือเปล่า
ถ้าผมอายุ 60 แล้วหลานมาเคาะข้างเตียง แล้วบอกว่า "ทั้งชีวิตตา ทำได้แค่นี้เองหรือ" คุณจะรู้สึกยังไง ถ้าผมคิดอย่างนี้ ผมก็ต้องคิดเรื่องการใช้ชีวิต และคิดต่อว่า ผมต้องทำอย่างไร ถ้ามันไม่ใช่จริงๆ ผมก็หลอกตัวเอง ว่า สิ่งที่ผมทำมีความสุขแล้ว