วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้อนรอย 9 รัชกาล กับจักรยานและเด็ก-ฟื้น-เมือง

พอเอ่ยถึงกรุงเทพฯ ความรู้สึกแออัดยัดเยียดผสมปนเปกับความเจริญทางวัตถุก็ผุดขึ้นในหัวก่อนสิ่งอื่นใด

อาจไม่ใช่ภาพโทนสีทึมๆ เทาๆ ไปเสียหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงความเป็นเมืองหลวงที่วุ่นวายและไม่น่าพิศมัยนัก


นี่กระมังอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่คนเมือง ทั้งคนเมืองโดยกำเนิดและคนที่มาทำงานและใช้ชีวิตในเมือง ต่างโหยหาการพักผ่อนแบบเนิบช้า อย่างที่คนยุคนี้เรียกกันว่าสโลว์ไลฟ์


ถึงแม้คนจะปรารถนาการพักผ่อนมากแค่ไหน แต่ใช่ว่าปัจจัยในชีวิตจะเอื้ออำนวยให้เจียดเวลาไปเที่ยวไกลๆ ได้บ่อยๆ งานก็รัดตัว เวลาก็รัดติ้ว บางทีลองตีลังกากลับหัวคิด อาจมีที่ชิลๆ ในเมืองฟ้าอมรแห่งนี้สักแห่ง


สาทร ชื่อนี้การันตีความเป็นเมือง เพราะเป็นทั้งย่านธุรกิจ ละแวกนี้มีออฟฟิซมากมาย มีถนนสายหลัก มีรถไฟฟ้า มีทางด่วน สรุปได้เลยว่าสาทรคือเงาสะท้อนความเป็นเมืองหลวงอย่างที่หลายคนพอจะนึกออก แต่ท่ามกลางความวุ่นวายและเร่งรีบ สาทรยังมีพื้นที่ที่หลายคนมองข้าม (บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำ) นั่นคือสาทรมีชุมชนเก่าแก่ เมื่อมีชุมชนย่อมมีชีวิต มีวิถี มีอาคารบ้านเรือน มีศิลปะ มีเรื่องราว...ทั้งเก่าและใหม่


‘เด็ก’ คือผลผลิตของอดีตที่อยู่ในปัจจุบันและเป็นผู้สร้างอนาคต...จากโครงการ ‘ไฟ ฟ้า’ ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมของธนาคารทหารไทย (TMB) ก่อเกิด ‘เยาวชนไฟ ฟ้า’ พลเมืองรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆ ตามประสา ทว่าสร้างสรรค์สิ่งดีๆ แก่สังคม เช่น การรวมตัวกันในนามกลุ่ม ‘เด็ก-ฟื้น-เมือง’ จับมือกับชุมชนออกแบบทริปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้นักท่องเที่ยวและนักปั่นได้ซื้อทัวร์ที่มี ‘เยาวชนไฟ ฟ้า’ เป็นมัคคุเทศก์


อย่างเช่นทริปนี้ ‘ย้อนรอย 9 รัชกาล’ ราคา 1,800 บาท เหมือนราคาจะแพงแต่สิ่งที่ได้กลับไปนับว่าคุ้ม...


พวกเราปั่นจักรยานออกจากอาคาร ไฟ ฟ้า จันทน์ ในซอยจันทน์ 16 ย่านสาทร ไปตามถนนจันทน์จนถึง วัดสุทธิวราราม เพื่อชมงานปูนปั้นหน้าบรรณที่ไม่ซ้ำใคร เช่น รูปปั้นครุฑ ด้วยเหตุผลที่ว่าช่างอยากเติมพื้นที่หน้าบรรณโล่งๆ ให้สวยงาม


วัดสุทธิวรารามเดิมชื่อวัดลาว เนื่องจากลาวเวียงที่ถูกกวาดต้อนมาจากเวียงจันทน์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 อาศัยอยู่ละแวกนี้จำนวนมาก แต่ตอนนี้แดดสายอันร้อนแรงก็ไล่ต้อนให้เรารีบไปยังสถานที่ถัดไป จักรยานแต่ละคันจึงปั่นตามกันไปเป็นขบวนมุ่งหน้าสู่ วัดยานนาวา วัดสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อมาวัดนี้พลาดไม่ได้ที่จะต้องขึ้นไปกราบสักการะหลวงพ่อขนุน พระพุทธรูปที่สร้างจากต้นขนุนอายุราว 200 ปี ขึ้นชื่อลือชาว่าขอสิ่งใดก็สมใจหวัง แต่ถ้ายังไม่อุ่นใจในวัดยานนาวายังมีพระไตรปิฎกหินอ่อนจำลองไว้ให้อธิษฐานแล้วยกเสี่ยงทาย วิธีการคือตั้งจิตให้มั่น อธิษฐานและขอพร 3 ครั้ง ครั้งแรกถ้าสำเร็จขอให้หินเบาเหมือนปุยนุ่น ครั้งที่ 2 ถ้าสำเร็จขอให้หนักเหมือนหินผา ครั้งที่ 3 ถ้าสำเร็จขอให้เบาเหมือนปุยนุ่น


“เอ้า! ยก!”


ต้องบอกเลยว่าวัดยานนาวาจัดให้พุทธศาสนิกชนผู้หลงใหลการขอพร เสี่ยงทาย อธิษฐาน ไว้เต็มเหนี่ยวเลยทีเดียว เพราะนอกจากหลวงพ่อขนุนและพระไตรปิฎกหินอ่อน ยังมีพระพุทธเจ้าฟ้าเทพพรหมลิขิต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่คนนิยมขอพรโดยนำมือไปแตะพระหัตถ์ ตั้งนะโม 3 จบ แล้วระลึกถึงบารมีของพระพุทธเจ้า ตั้งสติให้มั่นประมาณ 1 นาที และขอพร


หลังจากไหว้พระขอพรเสร็จ ในวัดยังมีสถาปัตยกรรมงดงามน่าชมแถมยังมีประวัติศาสตร์ เช่น ที่ประทับของรัชกาลที่ 3 ขณะควบคุมการก่อสร้างเจดีย์รูปเรือสำเภา และสำเภาเจดีย์ยานนาวา ซึ่งมีขนาดเท่าเรือสำเภาของจริง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจฟูเฟื่องและเป็นยุคที่ไทยค้าขายกับชาวจีนเป็นหลัก เหตุที่ทรงให้สร้างเจดีย์นี้เพราะทรงพยากรณ์ว่าเรือสำเภาจะสูญสิ้นไป


นอกจากเรือสำเภาที่หายไปแล้วจริงๆ ตอนนี้ระดับพลังงานในร่างกายก็แค่ก้นถัง เพียงพอแค่ให้ปั่นจักรยานไปหาของกินอร่อยๆ ที่ไหนสักแห่ง...


“ใช่ฮะ” ไม่ใช่แค่คำพูดเชิงตอบรับ ยินดี แต่ ใช่ฮะ ยังเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่ต้องบอกว่ามาถูกที่ถูกเวลา หิวแบบนี้จะรออะไรอยู่ล่ะฮะ


บะหมี่แห้งลูกชิ้นปลา กับ เส้นหมี่เย็นตาโฟ คือเมนูที่สั่งมาลิ้มลองและต้องบอกว่าไม่ผิดหวัง ที่สำคัญก๋วยเตี๋ยวร้านนี้ยังการันตีด้วยความเก่าแก่กว่า 60 ปี อาเตี๋ยวเจ้าของร้านบอกว่าเคล็ดลับความอร่อยคือน้ำซุปต้มจากหัวปลา กระดูกหนังปลา 3 ชนิด แล้วดับกลิ่นด้วยถั่วงอกหัวโต ส่วนลูกชิ้นปลาทุกชนิดร้านนี้ทำเองนะจะบอกให้


หนังท้องตึง แต่ไม่รอให้หนังตาหย่อน เพราะที่หมายต่อไปคือ วัดดอน ที่เล่าขานกันว่า “ผีดุที่สุดในกรุงเทพมหานคร” แต่แหงนมองดูดวงอาทิตย์ ก้มมองดูนาฬิกา เวลาบ่ายอย่างนี้ ผีคงไม่อยากออกมาตากแดดตัวดำหรอกมั้ง เรื่องผีสางจึงถูกวางไว้หลังเรื่องราวประวัติศาสตร์ เพราะวัดดอนเป็นวัดเก่าสมัยรัชกาลที่ 1 สร้างโดยมังจันจ่า พระยาทวายผู้มาสวามิภักดิ์ มังจันจ่ามีศรัทธาสร้างขึ้นจากที่ดินที่ได้รับพระราชทาน บนภูมิภาคอันเป็นที่ดอน โดยที่รอบๆ บริเวณเป็นที่ลุ่มราบ ที่นี่จึงถูกเรียกว่าวัดดอน ส่วนเรื่องหลอนๆ เอาไว้มีโอกาสไปปั่นอวดผีเมื่อไรจะมาเล่าให้อ่านอีกที


ออกจากวัดดอนมาจนถึงชุมชนดอนกุศลพัฒนาก็ต้องจอดจักรยานอย่างไว เพราะในซอยแคบๆ นี้มีกำแพงที่สะดุดตาจนต้องขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกสักภาพสองภาพ ซึ่งกำแพงดังกล่าวก็เป็นผลงานการเพ้นท์ของเยาวชนไฟ ฟ้า เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์คการท่องเที่ยว โดยใช้ลายผ้าทวายเป็นแรงบันดาลใจ
นอกจากทริปนี้จะย้อนรอย 9 รัชกาล เยาวชนไฟ ฟ้า ยังจัดเส้นทางให้เราได้สัมผัสถึงสถานที่ทางศาสนาครบทุกศาสนาในไทยเลยทีเดียว เพราะในช่วงเช้าจนบ่ายได้ไปวัดหลายวัดแล้ว แต่ที่หมายต่อๆ ไป มีอีกหลายศาสนา


เวลานั่งรถไฟฟ้าผ่านถนนสาทร บริเวณสถานีสุรศักดิ์ หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นโบสถ์คริสต์แห่งหนึ่ง สวยงาม สงบเงียบ ตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเจริญโดยรอบ ที่นั่นคือ โบสถ์เซ็นต์หลุยส์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 ด้านในมีลายปูนปั้นที่แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ 12 วันสุดท้ายก่อนพระเยซูสิ้นพระชนม์ซึ่งหาชมได้ยาก ตัวอาคารโบสถ์หากมองจากมุมสูงจะจะสังเกตว่ามีลักษณะเหมือนไม้กางเขน สำหรับนักปั่นที่กรำแดดมาครึ่งค่อนวัน ความสงบและร่มรื่นของที่นี่ช่วยฟื้นกำลังได้ดีมาก


มีเรี่ยวแรงแล้วไม่รอช้า ปั่นไปต่อที่ วัดวิษณุ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวฮินดูจากอุตรประเทศอพยพมาตั้งถิ่นฐาน วัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของชาวอุตรประเทศ เป็นวัดศาสนาพราหมณ์ฮินดูแห่งเดียวในเอเชียที่มีเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างด้วยหินอ่อนและแกะสลักด้วยมือจากประเทศอินเดียครบ 24 องค์ และใกล้ๆ กันคือ วัดปรก วัดสำคัญของชาวมอญที่สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2470 เป็นสถาปัตยกรรมแบบหงสาวดี อาทิ เจดีย์ทรงลังกา ตรงยอดโบสถ์วิหารต่างๆ เป็นหลังคาซ้อน 3 ชั้น และถ้าสังเกตความเป็นอัตลักษณ์ของวัดมอญ คือ หงส์ประดับ แตกต่างจากหงส์ในวัดไทยตรงที่หงส์วัดมอญจะคอสั้นและอวบอ้วน


เพื่อตอกย้ำความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา มัคคุเทศก์น้อยก็พาไปชม สุสานแต้จิ๋ว ต่อทันที แม้จะขึ้นชื่อว่าสุสานแต่ตอนนี้กลายเป็นสวนสวยในป่าช้าไปแล้ว เพราะถูกจัดสรรเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย มุมพักผ่อนหย่อนใจ สวนสนุกสำหรับเด็กๆ ในบรรยากาศร่มรื่น ช่างย้อนแย้งกับอดีตที่เป็นที่ฝังศพนับหมื่นและเป็นสุสานจีนที่ใหญ่ที่สุดในย่านสาทรใต้


และปิดท้ายด้วยการจิบน้ำชา ชิม ‘จะล้อ’ ขนมเก่าแก่ของชาวชุมชนโรงน้ำแข็ง ที่บ้านไม้อายุกว่า 100 ปี ของ รำไพ และ วาริดา ดะห์ลัน เป็นอันจบทริปอย่างสมบูรณ์แบบ...หอมหวาน


แม้ไม่มีเวลามากมายหลายวัน แต่หนึ่งวันที่สาทร "ก็โอนะ!"