เครื่องปั้นดินเผาที่บ้านหม้อ ในจังหวัดมหาสารคราม เกิดจากแรงงานทำมือของชาวบ้าน
โดยใช้วัสดุในท้องถิ่นเป็นหลัก โดยชาวบ้านเล่าว่า บรรพบุรุษของพวกเขานั้นอพยพหนีความความแห้งแล้งมาจากอำเภอโนนสูง นครราชสีมา และได้นำความรู้ความสามารถในการปั้นหม้อปั้นไหติดตัวมาด้วย การเลือกทำเลการตั้งหมู่บ้านของคนยุคก่อนนั้น เลือกได้สอดคล้องกับวิถีชิวิตของคนในชุมชนเป็นอย่างดี เพราะที่ ”หนองเลิง” บึงน้ำหลังหมู่บ้าน เต็มไปด้วยดินเหนียวซึ่งมีแร่ซิลิก้าในปริมาณที่เหมาะสม เจ้าธาตุชนิดนี้เองมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขึ้นรูป เหมาะสมต่อการทำเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน
การรวมตัวกันปั้นภาชนะดินของชาวบ้านต้องร่วมแรงร่วมใจกัน รับผิดชอบหน้าที่กันไปตามความถนัด เพราะไม่ใช่มีเพียงแต่ดินที่เป็นองค์ประกอบหลักเท่านั้น ยังต้องนำวัสดุอื่นๆ มาผสมนวดคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่เบาลง ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย
จากนั้นนำมาขึ้นรูปแบบคร่าวๆ ไม่ว่าจะเป็นกระถาง หม้อน้ำ หรือหม้อดิน ซึ่งมีรูปแบบเฉพาะ โดยชาวบ้านก็จะใส่ความเป็นตัวตนของช่างปั้นแต่ละคนด้วยลวยลายเฉพาะและด้วยแม่พิมพ์แบบง่ายๆ ที่เรียกว่า”ไม้สลักคอ” ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าใครเป็นคนปั้น จากนั้นก็เก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อย พร้อมด้วยการประดับประดาเพื่อความสวยงาม ก่อนนำไปตากแดดตากลมให้ความชื้นในเนื้อดินระเหยออกไปมากที่สุด จะได้เสียทรงน้อยที่สุด
ในขั้นตอนการเผา แต่ก่อนเคยเข้าใจว่าการเผาเครื่องปั้นดินเผานั้นต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ด้วยเชื้อเพลิงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้หรือแก๊สก็ตามสะดวก อย่างที่โรงงานปั้นต่างๆ นิยมปฏิบัติกันส่วนใหญ่
แต่ชุมชนบ้านหม้อแห่งนี้ให้ความรู้ใหม่ด้วยการใช้เวลาเผาไม่มากนัก เชื้อเพลิงที่ใช้ก็มีแค่ไม้ฟืนทั่วๆ ไป คลุมด้วยฟางข้าวไม่หนามากกะเอาประมาณว่าความร้อนทั่วถึงทุกชิ้นงาน กองสุมๆ กันไม่ใหญ่ไม่โตมากนัก ผ่านไปไม่นาน แค่ฟางมอดหมดรอเพียงสองชั่วโมง ภาชนะจากสีเทาเข้มเปลี่ยนเป็นสีดินสุก
รอให้หายร้อน ขัดตบแต่งรอยไหม้อีกเล็กน้อยก็พร้อมส่งให้พ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อ กระจายส่งขายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เห็นแล้วทำให้นึกถึงน้ำเย็นชื่นใจจากโอ่งดินขึ้นมาในบัดดล





