'หมอต้นไม้' ห้ามท้อ ห้ามพัก ห้าม‘รักษ์’ไม่ได้
ไม่ได้สวมเสื้อกาวน์ ไม่มีเข็มฉีดยา ไม่ต้องใช้หูฟังตรวจอาการ ทว่าสิ่งที่หมอคนนี้ไม่เคยขาดคือแรงกายแรงใจที่พร้อมทุ่มเทเพื่ออนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่
โดยตำแหน่งเขาควรจะนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ หรือไม่ก็คร่ำเคร่งอยู่กับตำรับตำรา แต่คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม้โจ้คนนี้ มีร่มไม้เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน มีค้อนยางกับสิ่วเป็นอุปกรณ์สามัญประจำตัว และมีลูกศิษย์ลูกหาตั้งแต่เยาวชนจนถึงประธานชุมชน
ทุกวันนี้ใครๆ ก็เรียกเขาว่า “หมอ” และไม่ใช่หมอธรรมดา แต่เป็น “หมอต้นไม้” ผู้ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งความรู้และใจ ในการอาสาดูแลสุขภาพของไม้ใหญ่ในเชียงใหม่
อ.บรรจง สมบูรณ์ชัย บอกว่าเริ่มรู้จักงานนี้ก็เมื่อมีโอกาสเวิร์คช็อปกับหมอต้นไม้ชาวญี่ปุ่น จากนั้นด้วยพื้นฐานความเป็นครู และหัวใจของนักจิตอาสา ก็ทำให้ไม่อาจถอนตัวจากภารกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น
จากต้นนั้นไปต้นนี้ จากถนนสายหนึ่งไปอีกสาย จากพื้นที่รอบนอกขยับเข้าไปเขตเมืองชั้นใน กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าภารกิจนี้จะยังไม่สิ้นสุดและแทบจะไม่มีวันหยุด
ทุกวันเขาไม่เพียงออกตรวจไม้ป่วยเพื่อรักษา แต่ยังต้องทำความเข้าใจกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่เป็นนักเจรจาต่อรอง ไปพร้อมๆ กับการปลูกจิตสำนึกรักต้นไม้ให้กับเยาวชน ชุมชน และคนทั่วไป แม้ว่าผลตอบแทนที่ได้จะมีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ
อาจารย์สถาปัตย์ฯมารักษาต้นไม้ได้อย่างไรคะ
ย้อนหลังไปเกือบ 20 ปี คณะสถาปัตย์ฯ เริ่มมีโครงการทำเวิร์คช็อปกับทางจังหวัดเรื่องพื้นที่สีเขียว โครงการนี้เป็นเรื่องดีที่ผมมีโอกาสสอนวิชาอื่นนอกจากออกแบบ การสร้าง การปลูก ก็มาสอนวิชาการจัดการและดูแลภูมิทัศน์ หัวใจของมันคือคุณสร้างแล้วคุณไม่ดูแลก็เท่ากับศูนย์ไง ลงไปเท่านี้อาจจะหายไปในอีกไม่กี่เดือนกี่ปี มันไม่ยั่งยืน วิชานี้จึงสำคัญ พอเราทำพื้นที่สีเขียวร่วมกับจังหวัด เขาก็ส่งอาจารย์ที่เป็นอาสาสมัครอาวุโสของโครงการไจก้า ประเทศญี่ปุ่นมาอยู่ที่คณะ ท่านหนึ่งคือดร.ฮามาโน เพื่อถ่ายทอดการจัดการพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะต้นไม้ที่อยู่ข้างทาง เขาเน้นเลยคือการดูแลต้นไม้ริมทาง ก็มาทำเวิร์คช็อปโดยเอาวิชาเรียนผมนี่แหละเป็นหนูทดลอง
ตอนนั้นผมไม่เคยรู้จักว่าหมอต้นไม้คืออะไร เราเคยรู้แต่ตอนเรียนหนังสือว่ามีการทำศัลยกรรมเหมือนกันนะ ที่ต้นมะขามที่สนามหลวง ตอนเรียนหนังสือก็ไปดูเหมือนกัน แต่ยังไม่ค่อยลึกซึ้งกับมัน พออาจารย์ฮามาโนมา อาจารย์ก็พาไปใช้เครื่องไม้เครื่องมือ ปฏิบัติที่ถนนสองสายหลักคือ ต้นฉำฉา สายเชียงใหม่-สันกำแพง กับอีกสายหนึ่ง คือเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งเป็นต้นยางนา ในช่วงหนึ่งเดือนที่ไปทำเวิร์คช็อปอาจารย์ก็เน้นให้ไปรักษาต้นฉำฉาก่อน เพราะปัญหามันชัดเจนมาก โดยระยะทางประมาณสิบกิโลเมตร มีฉำฉาเหลืออยู่สองข้างทางประมาณสองร้อยกว่าต้น ซึ่งจากในแผนที่มันควรจะมีเกือบสี่ร้อยต้น แสดงว่ามันหายไปครึ่งหนึ่งจากข้อมูล มันเป็นวิกฤติของถนนสายนี้
คือในช่วงรัฐบาลคุณทักษิณ เขาทำโครงการถนนสายวัฒนธรรม ขยายทางซึ่งเดิมถนนสายนี้ใช้แค่สองเลน กลายเป็นถนนที่กว้างขึ้น มีทางจักรยาน และมีฟุตบาทครอบสองข้าง ต้นไม้เลยไปอยู่กลางถนน ตรงนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก
อะไรคือสิ่งที่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นจุดประกายไว้คะ
บ้านเราข้อดีคืออยู่ในภูมิประเทศร้อนชื้น ฝนเยอะ เพราะฉะนั้นต้นไม้ปลูกไปปีหนึ่งก็โตแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่มองเห็นคุณค่าไม้ใหญ่ก็อาจจะไม่มี คิดว่าตัดแล้วเดี๋ยวมันก็ขึ้น จนทำให้ต้นไม้ที่มีอายุห้าสิบปีขึ้นไปเริ่มน้อยลง ร้อยปีนี่เริ่มหายากแล้ว มากกว่าร้อยปีเริ่มสูญไปเลย อันนี้คืออันหนึ่งที่เรามองเห็น กับอันหนึ่งคือไม้ที่เหลืออยู่ต้นใหญ่ๆ ส่วนมากเป็นพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ของหน่วยงาน ด้วยความเข้าใจอย่างที่บอกว่าเดี๋ยวมันก็โต พอตัดไปก็ไม่เสียหาย เขาก็ไม่ให้ความสำคัญอีก ก็ทิ้งปัญหาสั่งสมไปเรื่อยๆ จนต้นไม้ทรุดโทรม
ตอนนั้นบอกตัวเองเลยหรือยังว่าจะต้องทำหน้าที่หมอต้นไม้
ยังไม่ได้คิดขนาดนั้น แต่เนื่องจากก่อนที่อาจารย์ฮามาโนจะกลับญี่ปุ่น เขาก็มาสรุปให้ผมว่าถ้ามีโอกาสให้หยิบประเด็นต้นฉำฉามาลองศึกษาขยายผลจากที่ทำเวิร์คช็อปว่าจะฟื้นมันอย่างไร เพราะมันจะไม่รอดถ้าไม่ทำอะไรเลย
เราไปตั้งคำถามไว้ในสมุดบันทึกว่าจะทำอย่างไร วันนั้นไปนั่งร้านข้าวมันไก่ก็คิดว่าต้องทำอะไรแล้วนะ เลยเขียนโครงร่างไปขอทุนวิจัย เพราะเราเป็นอาจารย์ไง ไม่ทำวิจัยก็ไม่ได้ และช่องทางที่หาเงินได้ง่ายที่สุดคืองานวิจัย ตอนนั้นได้มาสามสี่แสนเหมือนกันครับ ก็ใช้เวลาทำสองปีจากโจทย์ที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ ทำไปเรื่อยๆ ก็ทดลองเครื่องไม้เครื่องมือ
คือมันเหมือนเราทำงานแล้วติดลม พอทำหนึ่งต้นแล้วก็มีอยากดูว่าต้นต่อไปจะเป็นอย่างไร หรือทำงานกับคนกลุ่มนี้แล้ว ทำกับกลุ่มถัดไปจะเป็นอย่างไร ก็เลยทำมาเรื่อยๆ
แล้วอาจารย์เริ่มมาจริงจังกับการรักษาต้นไม้ตอนไหน
สึนามิ คือตอนเกิดสึนามิ ผมทำโครงการขอไปสำรวจ ด้วยอะไรไม่รู้แต่มีความรู้สึกว่าเราเป็นหนี้จังหวัดเหล่านั้น เพราะทุกปีผมเอาเด็กไปดูงานโรงแรม รีสอร์ท แล้วพอเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็คิดว่าน่าจะลงไปหาไปช่วยในพื้นที่ ตอนนั้นใช้คำว่าฟื้นฟูพื้นที่ประสบธรณีพิบัติภัยสึนามิ ส่วนใหญ่จะอยู่เขาหลัก
ตอนเราลงไปผมก็ไปเจอไปหลายหมู่บ้าน หมู่บ้านที่รอด ที่ไม่ได้รับผลกระทบ คนตายน้อย เป็นหมู่บ้านแบบป่าชายเลน ถ้าไม่มีต้นไม้คนจะตายเป็นเบือเลย ผมก็ไปทำโครงการอันหนึ่งที่แหลมปะการัง ที่เป็นปะการังธรรมชาติยาวเป็นกิโลเลยแล้วมันหายไป แล้วตรงริมหาดมันมีต้นมะพร้าว ผมอยากช่วยต้นมะพร้าว คือกลัวมันล้ม เราก็ไปตะเวนขอรับบริจาคถุงปุ๋ย คือตักทรายจากตรงนั้นแล้วมาทำเป็นกำแพง ทำเขื่อนกั้น อะไรไม่รู้ที่อยากทำ คิดเลยทำเลยถูกบ้างผิดบ้าง
ตอนนั้นได้ไอเดียมาอย่างหนึ่งว่า ถ้ามีต้นไม้คนจะปลอดภัย หมู่บ้านที่เสียหายก็เสียหายน้อยลง แล้วก็รู้มาว่าคนที่รอดบางคนคือไปนั่งอยู่บนต้นไม้ เลยรู้สึกว่ามันสำคัญ ประติดประต่อมาเรื่อยๆ ไม่ได้ไปกอดต้นไม้ต้นเดียวแล้วรักต้นไม้เลย มันต้องมีอะไรมาดลใจ อันนี้มันเหมือนเป็นการเติมน้ำในแก้ว เราก็เติมไปทีละนิดจนเริ่มเยอะขึ้น
พอกลับมาเชียงใหม่เริ่มงานหมอต้นไม้จริงๆ จังๆ องค์ความรู้ เทคนิควิธี เครื่องไม้เครื่องมือเป็นอย่างไรบ้างคะ
ตอนเริ่มต้นนี่เครียดมากเลย มีค้อนยางอันหนึ่งกับสิ่ว มันไม่มีอะไรที่ครบแบบญี่ปุ่น พอเราลงไปดูในรายละเอียด เครื่องไม้เครื่องมือบ้านเรายังไม่พร้อม ยังไม่ทันสมัย ที่เราดูแลอยู่ทุกวันนี้เหมือนแค่เบื้องต้นมีแค่พื้นฐาน ซึ่งที่อาจารย์ฮามาโนบอกยังมีอีกหลายตัว บางอย่างมีอยู่แล้วแหละแต่มีในบางหน่วยงาน เช่น ในแล็บที่กรมป่าไม้ ซึ่งทั้งประเทศไทยมีอยู่ชิ้นเดียว แต่ญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญมาก มีในหน่วยงานระดับท้องถิ่น เขาให้ความสำคัญในระดับพื้นที่ กระจายกัน ไม่ใช่ไปกองอยู่ที่เดียว
โรคของต้นไม้เหมือนกันไหม
บ้านเราไม้ค่อนข้างแข็งแรง มีความต้านทานเยอะ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับบางประเภทบางชนิด เช่น เราไปเจอการระบาดของด้วงหนอนอะไรอย่างนี้ ถ้าเราไม่ตัดปัญหาที่ต้นเหตุมันก็จะลามไปได้เร็วเหมือนกัน บางทีอาจจะต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อรักษาต้นไม้นั้น เพราะมันไม่ได้มีมาก่อนและที่ญี่ปุ่นเขาก็คงไม่ได้มีเหมือนเรา
กับบทบาทหมอต้นไม้เรื่องไหนที่น่าหนักใจที่สุด
เวลาไปลงพื้นที่บางครั้งก็เจอชาวบ้านแอนตี้บ้าง เวลาเข้าประชุมเขาบอกว่าลูกหลานเขาตายก็เพราะต้นไม้ เอาไว้ทำไมต้นนี้ เราก็ต้องพยายามสื่อกับเขาว่ามันเป็นความเข้าใจอะไรผิดๆ หรือเปล่า จริงๆ แล้วเรามาทีหลังนะ ต้นไม้เขาอยู่มาก่อนเป็นร้อยปีแล้ว แต่ความรู้สึกของชาวบ้านเราก็ต้องฟัง
นี่เป็นภาพที่เราเห็นจริงๆ นะครับ ชาวบ้านไม่ให้ความสำคัญแล้วยังอยากเอามันออก แต่นี่เป็นวิธีคิดของคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง เราก็ฟังเขา เพราะหนึ่งเรื่องความปลอดภัยเราต้องให้เขานะ ผมว่าเสียงสะท้อนไม่ควรจะมองข้าม เพราะเขาเป็นคนได้รับผลกระทบ แล้วเราก็เริ่มเจอโจทย์บางอย่าง การอนุรักษ์ต้นไม้ควรจะมองเรื่องชีวิตคนด้วย ความปลอดภัย ทรัพย์สิน อย่าไปมุ่งเป้าว่าต้นไม้ต้องอยู่ มองข้างเดียวไม่ได้
ต้องทำให้ชาวบ้านมั่นใจก่อนว่าต้นไม้จะไม่ล้มใส่เขา?
ในขั้นตอนการทำงานเรารับข้อมูลมาหลายทาง การร้องเรียน เสียงสะท้อนอะไรต่างๆ มาหมด แต่โดยหลักการทำงานของเราต้องวินิจฉัยสำรวจไปทั้งหมด เพราะปัญหาของต้นไม้อาจจะเยอะก็จริง แต่พอเรากรุ๊ปมันอาจจะเหลือแค่สองสามเรื่อง อย่างกาฝาก ถามว่ากาฝากที่ต้นหรือราก เราก็มานั่งวิเคราะห์ว่าส่วนไหนเร่งด่วนที่สุด อันไหนทำแล้วมีปัญหาที่สุด อันไหนทำแล้วถูกแอนตี้จากชาวบ้านจากร้านค้าอะไรทั้งหลายที่มันไปกระทบกับเขา เราก็เลือกทำอันที่มันง่ายที่สุด แต่ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ
อันที่มันง่ายก็สำคัญ เช่น เอากาฝากออก เพราะระยะยาวจากต้นเท่านิ้วโป้งอีกสักสองปีมันโตเท่าแขน ต้นไม้ก็จะล้ม เพราะฉะนั้นเราก็พูดให้เขาเห็นเลยว่าตอนนี้มีอยู่เกือบสองร้อยต้นที่กาฝากกำลังกลืน บอกตัวเลขเลย แต่อันที่สองตอนนี้มันหายใจไม่ออกเพราะคุณเล่นเอาคอนกรีตไปทับ ถัดลงมาก็คือแผลแต่แผลมันมาทีหลังได้ เพราะนั่นคือปลายเหตุ ต้นเหตุคือพื้นคอนกรีต เพราะฉะนั้นต้องทุบพื้นก่อน ผมเรียกเครื่องมือมาเลย เราทำจริงให้ชาวบ้านเขามั่นใจ และไม่ได้สร้างภาระให้เจ้าหน้าที่เขากลับได้ผลงานด้วยซ้ำ
เรียกว่าเป็นหมอต้นไม้ในบริบทสังคมไทยห่างไกลจากญี่ปุ่นมาก?
ปัญหาบ้านเราเยอะกว่า เพราะบ้านเราไม่มีวินัย ไม่มีมาตรฐาน มันเป็นเรื่องคนทั้งหมดเลย อย่างการทำงาน คุณไปจ้างผู้รับเหมาไปตัด คุณไม่เคยไปดูเลยว่าเขาตัดถูกไหม วันก่อนผมกลับไปโรงเรียนเก่า ผมยั้วะเลย โอ้โห..เทศบาลตัดต้นไม้เหี้ยนเลย ตัดไปได้ครึ่งหนึ่งผมรีบไปหาผอ.เลย ผอ.สั่งหยุดเดี๋ยวนี้เลย ผมรับไม่ได้ ไล่ไปไล่มาก็ไปเรียกครูมา ครูก็บอกผมไม่ได้ดูครับ นี่คือความไม่มีวินัย ความไม่ใส่ใจของคน
อาจารย์ก็เลยเริ่มทำโครงการกับเด็กๆ?
ลักษณะก็คือการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรียกอาสาสมัครหมอต้นไม้รุ่นเยาว์ เยาวชนหมอต้นไม้ คือจริงๆ ให้เขาใส่ใจมากกว่าที่จะมาเป็นหมอจริงๆ ว่ามันต้องปลูกนะต้นไม้ พอปลูกแล้วก็ต้องดูแลมัน ความคิดแบบนี้มันจะลงไปถึงฐานรากต้องปลูกตั้งแต่เด็กเยาวชนขึ้นมา ต้นไม้หนึ่งต้นเกิดออกซิเจนเท่านี้ เราปลูกหนึ่งต้นก็ได้ออกซิเจนทั้งปี เขาก็ตระหนัก นี่คือหัวใจที่ญี่ปุ่นเขาฝังดีเอนเอให้ตั้งแต่เด็ก เขาถึงเป็นคนแบบนั้น คือถ้าคิดแบบปลูกจิตสำนึกต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก คุณต้องรักต้นไม้รู้จักต้นไม้ก่อนนั่นคือในภาพกว้าง
กับผู้ใหญ่-คนในชุมชนก็มีการอบรมอาสาสมัครหมอต้นไม้เหมือนกัน?
เราอบรมมาแล้วหลายรุ่น ให้เขารู้จักวิธีดูแลรักษาต้นไม้เบื้องต้น แล้วผมก็ให้เขาได้สัมผัสกับอาการป่วยของต้นไม้ด้วยตัวเอง ลองให้เขาถือค้อนไปตอกตะปู ตะปูหนึ่งดอกที่ตอกลงไปในต้นไม้ สร้างความเจ็บปวดสะสม ต้นไม้ต้นนั้นตายเลยนะ พอมันฝังไปคือพาหะเลย เพราะฉะนั้นเกิดอะไรขึ้นก็มาจากแผลด้วย แล้วมันลึกมันทะลุไปถึงไส้ใน
อาการป่วยของต้นไม้ในเมืองกับนอกเมืองมีความแตกต่างกันไหม
ถ้าดูเหมือนวงกลม ศูนย์กลางก็คือไข่แดง หรือเขตคูเมือง ปัญหามันก็จะอยู่ในระดับที่ต่างจากรอบนอก คือยิ่งห่างจากเมืองเท่าไหร่ ความเครียดของต้นไม้จะค่อยๆ น้อยลง ที่อยู่อาศัย ย่านพาณิชย์ก็จะไม่เหมือนกัน หน่วยงานราชการ วัด โรงเรียนก็จะไม่เหมือนกัน แต่มองภาพว่าตรงกลางค่อนข้างหนัก มันหนักเพราะว่าการใช้ประโยชน์พื้นที่ เขามักจะมองคุณค่าในเชิงธุรกิจมากกว่าการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียวหรือปลูกต้นไม้
เท่าที่ได้รักษามาทั้งหมดมีต้นไหนที่รู้สึกประทับใจมากๆ ไหมคะ
ผมว่ามีเยอะนะหลายต้น แต่ต้นที่ไปทำแล้วคนเริ่มรู้สึกว่าถ้าทีมเราไม่ทำป่านนี้มันคงหายไปแล้ว คือต้นฉำฉา(จามจุรี)ที่สโมสรยิมคาน่า อายุร้อยกว่าปีแล้ว เป็นต้นไม้ที่สวยมาก ทุกคนก็จะมองเห็นแต่ข้างหน้า เปลือกมัน แต่หลังเปลือกของมันเลวร้ายมาก จริงๆ ที่นี่เขามีคนดูแลสนามนะ แต่ดูแลแต่หญ้าเพราะสนามกอล์ฟไม่ได้เกี่ยวกับต้นฉำฉา ร่มเงาเขาแทบไม่อยากได้เลย เพราะร่มเงามากหญ้าก็ไม่ขึ้น คนที่อยู่ในสวนก็จะมีความรู้แค่ตัดหญ้า
ทีนี้มันก็เริ่มจะมีกิ่งแห้ง อธิการบดีของแม่โจ้เห็นก็โทรหาผมเลย ตอนนั้นผมไม่ว่างก็ส่งทีมไปดู ปรากฎว่าเป็นโรคเน่าทั้งต้นเลย คือต้นไม้ ความสำคัญมีหลายส่วน รากใต้ดินคือหัวใจผมให้เป็นอันดับหนึ่งเลย ขึ้นมาก็ลำต้นถ้าไม่มีเปลือกมันก็ลำเลียงอาหารไม่ได้ ปัญหามันเกิดที่เปลือกเพราะมีด้วงมีหนอนเข้ามาเจาะมาวางไข่ มันกินเข้าไปจนเสียหายไปสามในสิบส่วนของต้น เราก็เริ่มละเลงเลย ตอนนั้นก็ตื่นเต้นว่าอายุร้อยกว่าปีเราจะช่วยไหวไหม ทำอะไรลงไปจะรุนแรงไปไหม ถูกวิธีไหม โดยที่ผมทำงานมาแต่ละต้นแต่ละเคสมันไม่เหมือนกันเลย เป็นความรู้ใหม่ตลอด
เราก็ต้องพลิกไปดูว่าต้นนี้คืออะไร ด้วงตัวนี้คืออะไร ซึ่งผมไม่ได้จบโรคแมลงจบแต่เกษตร ดีที่เดี๋ยวนี้ความรู้มันมีเยอะแยะแค่ต้องตั้งคำถามให้ถูก คำตอบมันมีอยู่เต็มไปหมด คุณจะถามอะไรเท่านั้นเอง เราก็ถามว่าด้วงนี้มันระบาดยังไง วงจรมันเป็นยังไง ฝังตัวใต้ดินใช่ไหม เราก็รื้อดินออกมาเลย ถามว่าคนดูแลสนามเขาจะคุ้ยดินเหมือนผมหรือเปล่า แล้วคนที่ดูต้นไม้ก็ดูแต่กิ่ง ผมก็บอกผู้จัดการว่าต้นนี้ 30% ไม่มีชีวิตแล้วนะ จากนั้นก็เริ่มแก้ไข
วิธีรักษาทำอย่างไร
อันดับแรกคือแซะเปลือกออกเลย หยุดด้วง หยุดอาการเน่าเพราะมันเฟะจนเหม็นเน่ามาก ที่ผมว่าทุกคนมองแต่เปลือกไม่ใช่คำเปรียบเปรยนะแต่เรื่องจริง ฉำฉานิสัยของเขาคือเปลือกหนาและผลัดเปลือกได้เป็นไม้ไม่กี่ชนิดที่ผลัดเปลือกได้ เหมือนงูลอกคราบที่มันลอกคราบตัวเองตลอด แล้วคนก็ไม่เคยแงะออกมาดูว่าหลังเปลือกสวยๆ มีด้วงที่มันกินกันสนุกสนานเลย ผมก็ไปแซะมาหมด
เราก็แกะให้ผู้จัดการเขาดู ได้ด้วงมาเป็นกระป๋องเลย พอขุดเข้าไปในดินตัวใหญ่กว่าหัวแม่โป้งอีก มันเยอะไปหมด พอเริ่มหยุดตรงนั้นก็ใส่ยา อุดรู ทาผิว มีหมด เรียกว่าศัลยกรรมมันหลังจากมันขี้เหร่แล้ว เปลือกมันไม่สวยเราก็ทาสีให้มันดูกลมกลืน เอาแล็คเกอร์เอากันน้ำเคลือบ แล้วจังหวะพอดีกับที่อัมรินทร์ทีวีมาถ่ายทำรายการแกะกล้า เราก็เอาเคสตรงนี้เลย เหมือนเป็นจังหวะดีที่ได้ทำงานไปด้วยได้เผยแพร่ความรู้ไปด้วย
แต่หลายต้นก็ไม่โชคดีอย่างนี้ ยิ่งถ้าอยู่ในพื้นที่สาธารณะอาจมีคนเสนอให้ตัดดีกว่ารักษา ถ้าเจอสถานการณ์อย่างนี้หมอต้นไม้ต้องทำอย่างไร
ยากมาก แต่ผมว่าถ้าเราสรุปบทเรียนดีๆ ตรงนั้นต้องหาตัวผู้นำ คนที่มีส่วนตัดสินใจมีอุดมการณ์เดียวกันต้องหามาให้ได้ บางอย่างเราต้องยึดประโยชน์ที่ได้กับเขาก่อนด้วย จะคิดว่าเป็นผลงานของเราคุณอย่ามายุ่ง ไม่ได้เด็ดขาด บางอย่างเราต้องยอมให้เขาได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจ แต่พยายามบอกเขาว่าที่คุณตั้งใจทำ ทำแบบนี้ๆ อีกนิดหนึ่งสิแล้วมันจะดีขึ้น เขาก็จะร่วมมือ แต่ถ้าไปขวางเลยมันจะไม่เกิดโครงการอะไรสักอย่างเลย คือเขาก็ดื้อที่จะทำเพราะคิดว่าคุณเป็นใครที่ผมต้องฟัง
เหมือนต้องทำหน้าที่เจรจาต่อรองไปด้วย?
กระบวนการชุมชนสำคัญ มันช่วยอุดช่องโหว่บางอย่างของการทำงานอาสาสมัครได้ คือถ้าคิดเอาเองว่าทำอย่างนี้แล้วดี สุดท้ายเราจะเดินออกจากชุมชนแบบไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าเราดึงเขามาเป็นเครือข่าย มามีส่วนร่วมได้ ทำเท่าไหร่เราก็ไม่เหนื่อย ชุมชนมีเป็นร้อยเป็นพันมันก็จะเข้มแข็งขึ้นในการดูแลต้นไม้
จากประสบการณ์คิดว่าอะไรคือเงื่อนไขที่จะทำให้การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวประสบความสำเร็จ
สิ่งที่เราเริ่มทำแล้วค่อนข้างประสบความสำเร็จ คือการใช้กฎหมายคุ้มครอง เพราะสุดท้ายมันไม่มีอะไรมาขีดกรอบกำหนดหรือดีเท่า แต่ถ้ามันมีมาตรการอย่างการคุ้มครองถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ผมคิดว่าคนที่รักต้นไม้หัวใจพองเลย คือมีอาวุธที่ติดแล้วคุณต้องปฏิบัติ เราจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รักต้นไม้ โดยผู้ว่ามอบอำนาจมา ใครจะทำอะไรต้องผ่านบอร์ดนี้ก่อน ผมว่าเรื่องแบบนี้ต้องรีบทำเมื่อจังหวะโอกาสนี้มาถึง
แต่ถ้ากฎหมายดี แล้วทัศนคติของคนไม่เปลี่ยน?
ก็มีปัญหาเหมือนกัน มันมีมุมมองของคนเวลามองธรรมชาติ มองสิ่งแวดล้อม มองต้นไม้ว่าเราเป็นผู้ใช้ประโยชน์ แต่เราไม่เคยคิดว่าทำอย่างไรให้ประโยชน์มันอยู่ยืนนาน โดยที่เราเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยปกป้องดูแล อยากเป็นผู้ใช้อย่างเดียว อันนั้นสำคัญ ใช้เมื่อไหร่ก็หมดถ้าเราไม่ช่วยปกป้องคุ้มครองหรือปลูกเสริมไป ถ้าเราดูแลในรุ่นของเราได้ดี รุ่นต่อๆ ไปก็คงมีคนมาแตะมือ คือต้องคิดว่าวันนี้เราสร้างเผื่อลูกหลานวันข้างหน้า
สุดท้ายคิดว่าได้อะไรจากการเป็นหมอต้นไม้ นอกจากความเหน็ดเหนื่อย
จริงๆ แล้วตั้งแต่เริ่มทำมามันเป็นด้วยพื้นฐานที่เราเป็นครูเป็นอาจารย์ แล้วก็เป็นโอกาสดีที่ได้มารู้จักหมอต้นไม้ บวกกับความเป็นจิตอาสามันก็เลยหลอมๆ เข้าด้วยกัน จนเกิดเครือข่ายที่ทำให้เราได้เพื่อนมากขึ้น ได้รู้จักกับคนที่มีความรู้สึกคล้ายๆ กัน ค่อยๆ พัฒนาจากงานเล็กๆ ขึ้นไป อยากให้คนที่อื่นๆ มาดูตัวอย่างและขยายงานในลักษณะนี้ออกไปในภาพรวม แต่ไม่ได้ต้องการให้มาเห็นความดีที่เราทำ
ถามว่าเหนื่อยไหมก็เหนื่อยแต่ก็ภูมิใจตรงที่เห็นต้นไม้ยังอยู่ได้เห็นผลงานกลับคืนมา อยากให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเลื่อยแรกหรือดาบแรกที่คุณลงไปมันเท่ากับปลิดชีวิตต้นไม้ซึ่งบางต้นอายุเกินร้อยปีภายในสิบนาที ผมอยากขอโอกาสตรงนั้น โอกาสที่จะรักษาชีวิตมัน




