ออกสตาร์ทธุรกิจใหม่ ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ไอเดียดี และมีเทคโนโลยีไปด้วยกัน
คำนวณค่าโดยสารรถจากแอปฯ / ดูเมนูอาหารคลีนฟู้ดในอินสตาแกรม / จองบริการคนขับรถล่วงหน้าผ่านแอปฯ / มีเว็บไซต์เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวคอยส่งเสื้อผ้ามาให้ / นั่งทำงานพร้อมใช้ wifi ใน co-working space / ใช้แอปฯ วัดความดันและน้ำตาล / โพสต์บอกวันเวลาให้คนมาเช่ารถตัวเอง / เช็คตำแหน่งของรถฟู้ดทรักที่ขายอาหารที่อยากกิน
นี่คือไลฟ์สไตล์ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และอีกไม่นานอาจจะกลายเป็นภาพชินตาของเรา
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้ไม่มีเวลา ฟรีแลนซ์ผู้มองหาสถานที่ทำงาน เจ้าของธุรกิจที่อะไรๆ ก็ยังไม่ลงตัว หรือแม้กระทั่งแม่บ้านที่อยากช้อป ชิม ชิลล์ ตอนนี้ได้เกิดตัวช่วยที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น นั่นคือ ใช้บริการจาก “สตาร์ทอัพ” (Startup) บรรดาธุรกิจเกิดใหม่ที่มาแรงในช่วง 3-4 ปีมานี้
สตาร์ทจากใกล้ตัว
การทำธุรกิจแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนถือเป็น “โอกาส” ยิ่งเป็นอะไรที่สามารถตอบสนองสิ่งที่สังคมยัง “ขาด” ได้ถือเป็นจุดแข็ง ถ้าใส่ไอเดียสุดบรรเจิดให้แตกต่าง มองเห็นความเป็นไปได้ทางธุรกิจ นั่นก็จะทำให้ “ขายได้” มากขึ้น เหล่านี้ทำให้เกิด “สตาร์ทอัพ” ที่หลากหลาย ซึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มต้นก็มาจากวิถีชีวิตใกล้ตัวเป็นส่วนใหญ่
“ประเทศไทยมีคนเสียชีวิตบนท้องถนน อันดัน 3 ของโลก แล้วเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ มีแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เลยนึกถึงปัญหาที่เราพบ เราเป็นผู้หญิง เราก็อยากจะขับรถไป แต่ขากลับก็ดื่มไปแล้ว ก็กลัว ต้องเรียกพี่สาวมารับบ้าง เพื่อนมารับบ้าง ถ้ามีคนมาขับรถแทนให้จะดีมากเลย” นี่คือสิ่งที่ สิรโสมย์ บริสุทธิ์สุวรรณ์ คิด จนกลายเป็นไอเดียในการเริ่มต้น "U Drink I Drive" ธุรกิจบริการพนักงานขับรถรูปแบบใหม่แห่งแรกของไทย
U Drink I Drive เป็นตัวอย่างหนึ่งของสตาร์ทอัพที่เริ่มขึ้นเพราะปัญหาใกล้ตัวที่ยังไม่มีใครลองแก้ ปัจจุบันธุรกิจนี้เปิดให้บริการมาแล้ว 2 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลทั่วไปและเพื่อลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาแล้วขับด้วย
หลายสตาร์ทอัพที่มองเห็นปัญหาจากการใช้ชีวิตได้สร้างทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะการวาดภาพในสิ่งที่เขาอยากเห็นหรืออยากมีไว้ในใจ อย่างสตาร์ทอัพธุรกิจเดลิเวอรีอาหารเพื่อสุขภาพ เบญจพร การุณกรสกุล ก็บอกว่า ธุรกิจ "Absolute Fit Food" เกิดขึ้นมาได้ก็เพราะตอบสนองความต้องการของตัวเองก่อน
“จริงๆ เราก็เป็นลูกค้านี่แหละ” เบญจพรเล่าในงานเสวนา “เมื่อเมืองขยาย...เมื่อนั้นเรามีโอกาส” งานมหกรรมความรู้ (OKMD Knowledge Festival) ครั้งที่ 4
สิ่งที่เธอทำก็คือสิ่งที่เธออยากได้ นั่นคือ ชีวิตที่มีสุขภาพดี เวลาปีกว่ามาแล้วที่เธอเริ่มทำโปรแกรมอาหารที่ตอบสนองคนประเภทต่างๆ เช่น เพื่อลดน้ำหนัก, เพื่อสุขภาพ, เพื่อชะลอวัย โดยคัดเลือกวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพพร้อมคำนวณแคลอรีให้ทุกเมนู และที่สำคัญลูกค้าก็ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อที่ไหน
“เมื่อไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนก็เป็นที่มาของการจัดส่งเดลิเวอรีให้ถึงที่” เบญจพรบอก
ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้รับการตอบสนองดีไปหมด แต่สิ่งที่สตาร์ทอัพต้องทำคู่กันไปด้วย คือ การตอบโจทย์เรื่อง “ความง่าย” ของคน หรือต้องลดขั้นตอนความยุ่งยากในชีวิตด้วย
“ธุรกิจที่ได้รับความนิยมตอนนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ on demand และ anytime anywhere” วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ที่ปรึกษาด้านธุรกิจดิจิทัลและคอลัมนิสต์ด้านการตลาด เอ่ยในวงเสวนาโอกาสจากเทรนด์ NEW GEN ในงานเดียวกัน
“อยากดูหนัง อยากดูซีรีส์ ก็มีคนซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์มา เราก็สั่งมาเลย หรือว่าเราจะไปที่ไหน ตอนนี้ก็มีอูเบอร์ ก็เรียกมารับได้เลย หรืออย่างที่ต่างประเทศ ซื้อเฟอร์นิเจอร์มา ไม่รู้จะประกอบยังไง ก็โพสต์บอกว่า อยากให้คนมาประกอบเฟอร์นิเจอร์หน่อย เขาก็จะประกอบ คนพวกนี้ ไม่ใช่ช่าง แต่เป็นเพื่อนบ้าน ที่แจ้งประสงค์ไว้ว่าทำได้” เขายกตัวอย่าง
ไม่ใช่แค่ปัญหาหรือความไม่สะดวกสบายใกล้ตัว แต่ “ความชอบ” ส่วนตัวก็ยังเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีในการเริ่มต้นธุรกิจที่แตกต่าง แต่กลับขายได้กับทุกคน
“เริ่มจากตอนอยู่อเมริกา เราคิดถึงรสชาติอาหารที่คุ้นเคย ส่วนตัวเราชอบมะม่วง แล้วก็สิ่งที่อยู่ในพื้นฐานอาหารของไทย เป็นอะไรที่ทุกคนต้องทาน เราก็อยากจะพัฒนาให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ก็เลยเอาตรงนี้มาทำให้คนไทย ต่างชาติ เข้าถึงได้” ปิยะ ชยาภัม ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจฟู้ดทรัก (Food Truck) “Manhattan Mango” เล่า
จากไอเดียเริ่มต้นประกอบกับความชอบในการออกไปตามหาของกินตามงานต่างๆ ก็ได้ทำให้ปิยะใช้งานแฟร์หรืออีเวนต์ที่แนวๆ อาร์ทๆ เป็นสถานที่ที่รถฟู้ดทรักซึ่งชูเมนูเด็ดจากมะม่วงเลือกที่จะไปจอด โดยสตาร์ทอัพหน้าใหม่ผู้เริ่มไอเดียนี้มองว่า นอกจากจะตอบสนองความเป็นคอมมูนิตี้ของคนรุ่นใหม่แล้ว การออกร้านเป็นรถแบบนี้ทำให้เขาสามารถออกไปหาลูกค้าในหลายๆ ที่ได้ด้วย ซึ่งขณะนี้ธุรกิจรถฟู้ดทรักในเมืองไทยโตขึ้นจนมีเจ้าของในหลักร้อยแล้ว จากเมื่อ 7 เดือนที่แล้วที่เขาเริ่มธุรกิจนั้นนับแล้วไม่ถึงสิบคัน
เทคโนโลยีต้องมา
เมื่อมองวิกฤตหรือช่องว่างให้เป็นโอกาสได้ ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญของเหล่าสตาร์ทอัพก็คือ การใช้ต้นทุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ที่สุด และเสียเงินน้อยที่สุด ซึ่งสิ่งที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้มากเลยก็คือ “เทคโนโลยี”
“ปัญหาหลายๆ อย่างมันแก้ได้ด้วยเทคโนโลยี” วรวิสุทธิ์บอกในเวทีเดิม พร้อมอธิบายว่า ยุคนี้หากเอาเทคโนโลยีเข้ามาจะเป็นการเริ่มต้นที่ไม่แพงมาก ต่างจากสมัยก่อนที่จะเปิดร้านอะไรสักอย่างนั้นต้องมีการลงทุน
“มันไม่ต้องมีการซื้ออะไร มีแค่ไอเดีย แล้วก็แอปพลิเคชันที่ตอบสนองความต้องการได้” วรวิสุทธิ์บอก
“ที่อเมริกามีบริการส่งวัตถุดิบ เช่น ส่งหมู 3 ขีด พริก ข้าวโพด ในสัดส่วนที่ทำแล้วอร่อย โดยผ่านการคิดมาแล้ว ถ้าทำตามวิดีโอจะอร่อยเลย ซึ่งธุรกิจนี้เกิดไม่กี่ปี แต่มูลค่าเกินหลายพันล้าน”
ขณะนี้หลายธุรกิจสตาร์ทอัพได้เกิดขึ้นทางช่องทางออนไลน์ เพราะปิ๊งไอเดียในวิธีการแก้ปัญหาให้ลงตัวได้เองง่ายๆ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ตาม เช่น BKK BTS Fare Calculator แอปพลิเคชันคำนวณค่าโดยสารรถไฟฟ้า, Drivebot แอปพลิเคชันที่ช่วยในการเช็คสภาพรถ หรือ Airbnb เว็บไซต์จองที่พักที่เปิดโอกาสให้คนทั่วโลกเปิดบ้านตัวเองให้เช่า
ธุรกิจเหล่านี้ได้คิดแทนให้แล้วว่า ถ้าอยากจะแก้ปัญหาร้อยแปดง่ายนิดเดียว ไม่ต้องลงแรงมาก ไม่ต้องไปไหนไกล แค่เรียกใช้บริการจากพวกเขา (เพียงใช้นิ้วจิ้มก็พอ)
นอกจากจะให้เทคโนโลยีทำหน้าที่แทนทั้งหมดแล้ว บางธุรกิจอาจนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริการ ความล้ำของเทคโนโลยีสามารถช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากของขั้นตอนต่างๆ ได้มาก การใช้เทคโนโลยีให้เป็นอาจกลายเป็นการแสดงให้ลูกค้าเห็นทั้งความสะดวก ไปจนถึงเห็นภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจ
“ตอนนี้เราก็มีแอปพลิเคชันแล้ว คือ เราเห็นปัญหาจากลูกค้าที่ใช้งาน คือ บางทีเขาอยู่ในพื้นที่ที่เสียงมันดัง ก็ตอบโจทย์ลูกค้าได้ค่อนข้างดี ตอนแรกใช้โทรศัพท์ แมนนวลมากๆ ใครอยากใช้บริการก็โทร.มาที่คอลเซนเตอร์ เขาก็จะแจ้งว่าอยู่ที่ไหน ต้องละเอียดมากๆ ใครใช้บริการมันจะมีข้อมูลในระบบ แต่มันจะมีปัญหาว่า ลูกค้าไม่รู้ว่าพนักงานอยู่ตรงไหนแล้ว บางทีก็ทำให้ลูกค้ากลับไปก่อน เทคโนโลยีทำให้การทำงานคล่องขึ้น” สิรโสมย์ เจ้าของ U Drink I Drive เล่า
นอกจากแอปพลิเคชันเพื่อบอกตำแหน่งของพนังงานขับรถที่เรียกได้ หรือเพื่อจองคิวล่วงหน้าที่สามารถระบุชนิดเกียร์ ยี่ห้อรถ หรือเพศของพนังงานได้แล้ว บริการของเธอยังมีกล้องตัวเล็กๆ ติดอยู่ที่หูของคนขับรถเพื่อบันทึกภาพและส่งสัญญาณจีพีเอสบอกตำแหน่งด้วย
อย่างที่รู้กันว่า เทคโนโลยีทำให้อะไรๆ ง่ายไปหมด และเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพด้วย
80 เปอร์เซ็นต์ของการใช้อินเทอร์เน็ตที่เกิดขึ้นเวลานี้คือ การเข้าสังคมออนไลน์ ฉะนั้นการสื่อสารผ่านโลกโซเชียลก็เป็นหนึ่งในวิธีที่สตาร์ทอัพเลือกใช้ เพราะไม่ต้องลงทุนใดๆ แต่ก็ได้พื้นที่เพื่อบอกเล่าหรือทำการตลาดออนไลน์แล้ว ซึ่งวิธีนี้ก็เป็นสิ่งที่ปิยะ เจ้าของรถ “Manhattan Mango” เอาไว้ใช้สำหรับแจ้งลูกค้าว่า วันนี้ เวลานี้ รถขายอาหารของเขาจะผ่านหรือไปตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง
“ก็แจ้งผ่านทางเฟซ อินสตาแกรมเลย ตอนนี้การข้อขอมูลไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการที่โทร.มาแล้วก็พบเจอกัน เขามีอะไรเขาก็ติดต่อเราทางอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนมาก” ปิยะบอก ซึ่งในอนาคตเขาก็คิดจะทำแอปพลิเคชันเพื่อบอกตำแหน่งของร้านด้วย
ค้น unmet need ให้เจอ
ขณะนี้กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ คือ New Gen มีอยู่เกินครึ่ง อาจกล่าวได้ว่า สตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นช่วงนี้กำลังคิดหาทางตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนกลุ่มนี้มากขึ้น ซึ่ง New Gen ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงคนรุ่นใหม่ด้วยอายุเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่กำลังรวมไปถึงใครก็ตามที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้
รศ.ดร.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ อาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า การเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพคือการเล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่ได้ถูกตอบโจทย์ (unmet need) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจใหม่โดยทั่วไป ต่างกับการเกิดธุรคิดแนวคิดเก่าที่เข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดที่ถูกสร้างขึ้นแล้ว
“การหา unmet need เจอ มันปรากฏชัดเจนในยุคปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการพัฒนาของเทคโนโลยี” รศ.ดร.กฤตินี บอก พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีก็กลายเป็นเครื่องมือในการตอบโจทย์ unmet need เช่นกัน
“เทคโนโลยีเป็นแพทฟอร์มที่ชี้ให้เห็นโอกาสช่องทางที่ยังไม่ถูกตอบโจทย์ เพราะว่าผู้คนหันมาติดต่อสื่อสาร ทำให้เราค้นหาโอกาสได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับอดีตที่มันไม่มีช่องทางลัดที่ไปค้นหาความต้องการตลาด และยังเป็นเครื่องมือหนึ่งในการนำเสนอสินค้าและบริการให้กับลูกค้า ด้วยบทบาททั้งสองด้านก็เลยทำให้ปรากฏการค้นหา unmet need ที่ชัดเจน กว้างขวางมากขึ้นในยุคปัจจุบัน”
ธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความแตกต่างกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในด้านแฟชั่น ความงาม สุขภาพ อาหาร ท่องเที่ยว ฯลฯ ส่งผลให้เกิดสตาร์ทอัพหน้าใหม่ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย อย่างในไทยเอง การเกิดขึ้นของ Co-working Space ที่ให้บริการเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่มีออฟฟิศ ทั้งห้องประชุม ห้องเวิร์คช็อป เครื่องดื่ม ของว่าง wi-fi ปลั๊กไฟ ตามย่านต่างๆ ในกรุงเทพและต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ คงจะเป็นคำตอบได้ดีว่า มีสตาร์ทอัพเกิดขึ้นมากแค่ไหน
แต่สตาร์ทอัพเหล่านี้ ทำอย่างไรถึงจะถึงจะอยู่ไปได้ตลอดรอดฝั่ง?
ดร.กฤตินีเห็นว่า ถ้าธุรกิจได้เกิดจากรากฐานที่สำคัญอย่าง unmet need แล้ว ก็น่าจะไม่ได้โฉบมาแล้วก็ไป ประกอบกับเทคโนโลยีที่มีนั้นก็อยู่ในระดับเมนสตรีม ไม่ได้มาแล้วไปเร็วๆ แต่ยังเชื่อมต่อชีวิตมนุษย์ไว้แล้ว
“อนาคตโอกาสทางธุรกิจมันจะชัดขึ้น แน่นอนมันย่อมดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาสนใจมากขึ้น มันก็อาจจะนำไปสู่เจ้าของสตาร์ทอัพที่เยอะขึ้น ถี่ขึ้นได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของผู้คนที่จะเข้ามาฉกฉวยโอกาสเหล่านี้เหมือนกัน”
ทั้งนี้การค้นหา unmet need ต้องเป็นการคาดการณ์ที่มีข้อมูลประกอบ เช่น ไม่ประเมินจากความเชื่อของตัวเรา และต้องมีสายป่านที่มากพอสำหรับการลงทุน
“คนอยากทำธุรกิจออนไลน์ อาศัยว่ารับออร์เดอร์มาแล้วหมุนเงินเอาก็มีโอกาสที่จะมีความล้มเหลวอยู่สูงเพราะไม่มีแบ็คอัพที่มั่นคงในทางการเงิน” ดร.กฤตินียกตัวอย่าง
นอกจากนี้ก็ยังมีฐานอื่นๆ ในเรื่องการทำตลาด การสร้างแบรนด์ให้ตัวเองด้วย เพราะหากธุรกิจเกิดขึ้นมาง่าย ก็มีคู่แข่งตามมาได้เช่นกัน
จากไลฟ์สไตล์ขณะนี้ หลายคนกำลังใส่ใจและแสวงหาความสุขในชีวิต การมองทะลุถึงความชอบหรือปัญหา หรือ unmet need ได้ก็จะเป็น “แต้มต่อ” ที่ทำให้สตาร์ทอัพประสบความสำเร็จได้ เราอาจจะเห็นคนรุ่นใหม่เป็นสัดส่วนที่มากกว่า ด้วยช่วงวัยของคนที่คิดจะสร้างธุรกิจ และความคุ้นเคยกับแพทฟอร์มที่มาช่วยสนับสนุนธุรกิจ ...แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นไปทั้งหมด
“อาจจะมีคนรุ่นเก่าที่พบโอกาสใหม่ก็ได้” ดร.กฤตินีทิ้งท้ายไว้


