ไปกอดช้างให้หายเหงา
เมื่อช่วงวันอาสาฬหบูชา-วันเข้าพรรษาที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปดูเขาตักบาตรบนหลังข้างที่สุรินทร์ เมืองช้างมา
ซึ่งจะว่าไปแล้ว เดี๋ยวนี้การตักบาตรก็ชักจะวิลิศมาหรามากขึ้นไปเรื่อยๆ จนออกจะแปลกไปเลยก็มี ทั้งนี้ไม่ใช่อะไร เพียงแต่แข่งกันทำการตลาดทางการท่องเที่ยวเท่านั้น ไม่รู้ไปคิดสรรหาวิธีการตักบาตรแปลกๆ กันมาจากไหน โดยมีข้ออ้างว่ามันเคยมีมาในอดีตแล้วถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ แสดงว่าในวิถีชีวิตปกติ ไม่มีแล้ว อาจจะเคยมีแต่เลือนหายไปแล้ว แล้วฟื้นขึ้นมาให้เป็นอีเวนต์ทางการท่องเที่ยว ซึ่งผมมองว่าไม่ยั่งยืน พอไม่มีการส่งเสริม ไม่มีโฆษณา เดี๋ยวก็ล้มหายตายจากไปอีก แล้วไปดูมันก็ออกจะประดักประเดิด เพราะมันเป็นการแสดง เป็นการจัดขึ้น มันไม่ใช่ของจริง วิถีประเพณีอันไหนที่เคยมีปัจจุบันไม่มีแสดงว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ป่วยการที่จะไปจัดอีเวนต์มาเพื่อการท่องเที่ยว แต่ที่สุรินทร์นี่เพราะเขาขึ้นชื่อเรื่องความเป็นเมืองช้าง เอาช้างมาไถนา เอามาลากเกวียน หรือเอามาให้พระนั่งบนหลังรับบาตร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่นั่น แต่สำหรับคนข้างนอกมันก็ดูตื่นตาตื่นใจดี
เขาจัดกันที่ลานวงเวียนอนุสาวรีย์พระยาสุรินทรภักดีศรีณรงค์จางวาง งานเขาดีทุกอย่าง ตอนเย็นวันก่อนตักบาตรมีขบวนแห่ มีฟ้อนรำนำหน้าขบวน มีขบวนช้าง ดนตรีพื้นบ้านร่วมขบวน ฯลฯ เสียอย่างเดียว “ยืดยาด” ไปหน่อย เช้าวันรุ่งขึ้นวันอาสาฬหบูชา จึงมีการตักบาตรบนหลังช้าง ซึ่งก็จัดที่เดิม แต่พอคนมากเข้า มีช้างมาร่วมขบวน พื้นที่เลยดูคับแคบไปถนัดตา ชาวบ้านเตรียมข้าวของมาใส่บาตรเป็นปกติ แต่นักท่องเที่ยวที่มายืนล้อมหน้าล้อมหลังช้าง ถ่ายรูปเซลฟี่ขณะตักบาตรมั่งอะไรมั่งนี่แหละที่ทำให้ช้างไม่ค่อยเดิน ขบวนเลยดูตันๆ แต่โดยรวมก็ดี ขลุกขลักบ้างก็ต้องให้กำลังใจท่านนายกเทศมนตรีสุรินทร์ที่จัดงานขึ้นมาสร้างสีสันให้เมืองสุรินทร์ ไม่อย่างนั้นละเงียบเป็นป่าช้าเลย
ผมคนเที่ยวป่า เจอช้างในป่าบ่อยมาก ช้างป่าไม่เหมือนช้างบ้าน ช้างป่าไม่มีการฝึกฝน ไม่มีการเรียนรู้ที่จะทำตามคำสั่งคน แต่ช้างบ้านนั้นตรงข้ามกับช้างป่าทุกอย่าง ถ้าอยากรู้เรื่องช้างหรือใกล้ชิดช้างให้ไปที่บ้านตากลาง อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ที่นี่คือแหล่งของของคนเลี้ยงช้าง มีสองหมู่คือหมู่ 9 และหมู่ 13 รวมกันประมาณ 300 ครัวเรือน 70% ในจำนวนนี้คือบ้านคนที่มีช้างเลี้ยงในบ้าน คนที่นี่เขามีเชื้อสายกูย ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองทางแถบๆ ต่อเชื่อมกับทางเขมรนี่แหละ คนกูยมีชีวิตที่ผูกพันกับช้างมากตั้งแต่อดีต จับช้างป่าเอามาฝึกเพื่อทำงาน ล้วนแล้วแต่ชาวกูยทั้งสิ้น หมู่บ้านตากลางซึ่งเป็นบ้านชาวกูยจึงเป็นบ้านที่ยกพื้นสูง ไม่ก็ต่อชายหลังคาออกไปเพื่อเลี้ยงช้าง แต่ละบ้านนอกจากมีหมาแมวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็ดูเหมือนว่าช้างนี่แหละที่ดูจะเป็นสมาชิกบ้านครอบครัวชาวกูย
แต่ก่อนเลี้ยงช้างไว้รับจ้างทำงานในป่า เดี๋ยวนี้ในป่าไม่มีงานแล้ว ช้างก็ยังอยู่ หนำซ้ำกินเยอะด้วย วันหนึ่งๆ กินหญ้า 300 กิโลกรัมต่อตัว เจ้าของช้างที่ไม่มีงานแต่มีช้างจึงต้องเอาช้างมาเดินตามเมืองขายอ้อยขายอาหารช้างไป แต่ก่อนผมก็เคยคิดแบบคนเมืองที่สงสารสัตว์ว่า ถึงเราไม่ซื้อ เจ้าของก็ต้องให้ช้างกินอยู่ดี แต่มันจะเป็นแรงกดดันให้เจ้าของขายช้างออกไป(ตัวหนึ่งหลายบาท) หรือปล่อยให้ช้างรุ่นนี้ตายไป แล้วคนก็ค่อยปรับเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นจะมาอ้างเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมไม่ได้ โลกมีการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ สารพัดจะคิดไป แต่ลืมนึกไปว่า คนกูยเขาเห็นช้างเป็นสมาชิกในครัวเรือน เพียงแต่มันไม่ได้กินข้าวเหมือนเราแต่มันกินหญ้า มันต้องอาบน้ำ เล่นน้ำ ซ้ำมันก็ออกลูกมาอยู่เรื่อยๆ ทั้งช้างทั้งคนจึงต้องอยู่ให้ได้
ทุกวันนี้ช้างมามีหน้าที่ทางการท่องเที่ยว ตามปางช้างต่างๆ จ้างช้างไปอยู่รับนักท่องเที่ยว บางจังหวัดให้ช้างเดินได้รอบเมืองในเขตโบราณสถาน (แต่ทำไมไม่ให้ช้างเดินขายอ้อย ขายแตงในเมืองบ้าง) รับงานโชว์ตัว แสดงละคร แสดงหนังไปตามเรื่อง ไม่มีงานก็เลี้ยงดูกันไปตามมีตามเกิด โชคดีที่ทางการเขาตั้งศูนย์คชบาลขึ้นที่บ้านตากลางให้คนได้เข้าไปเที่ยวชม ใกล้ชิดกับช้าง ไปเรียนรู้วิถีชาวกูย มีการจัดแสดงช้าง ดูสุสานช้าง ทำโฮมสเตย์ให้คนที่สนใจไปพัก ไปรู้วิถีคนเลี้ยงช้าง พาช้างไปอาบน้ำในลำห้วยวังทะลุ ซึ่งมีฝรั่งสนใจมาก เพื่อนชาวอังกฤษผมบอกว่าในยุโรป อเมริกาไม่มีช้าง มีแต่เอเชียและที่แอฟริกา โชคดีที่ช้างเอเชียเป็นมิตรและเชื่องกว่า ฝรั่งจึงสนใจกิจกรรมนี้มาก นอกนั้นเขามีแสดงช้างสารพัด จัดโต๊ะจีนช้าง แต่งงานบนหลังช้าง ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าเมื่อไม่อยากให้ช้างไปเร่ร่อน ก็ต้องช่วยกันหารายได้ให้ช้างอยู่ให้ได้ คนเลี้ยงช้างอยู่ได้ ช้างก็อยู่ได้ เมื่อช้างออกมาไม่ได้ เราก็ต้องไปหาช้างที่นั่น
โดยส่วนตัวผมรักช้างมาก โดยเฉพาะลูกช้าง ยิ่ง 2-3 เดือนนี่มันน่ารักมาก มันซน เดินตามแม่แทบไม่ห่าง เดี๋ยวกินนมๆ ไอ้ตัวเล็กๆ นี่แหละ ผมเห็นทีไรเข้าไปกอด ไปจับงวง และใจอ่อนซื้ออ้อยซื้อกล้วยให้มันกินที่นั่นหลายร้อย ถ้าคุณไม่กลัวว่ามันเป็นสัตว์ป่าซึ่งอาจจะอันตราย (ซึ่งจริงๆ ไม่เลย) คุณจะเข้าไปใกล้ชิดได้ ถ้าคุณคุ้นกับผิวหยาบกร้าน ขนแข็งๆ คุณก็จะกอดจะเอาหน้าแนบเขาได้อย่างสบาย (เขาสะอาด อาบน้ำทุกวันเหมือนเรา) และเชื่อเถอะว่าคุณจะหลงรักช้างเหมือนผมที่ไปที่นี่ทีไร ได้กอดลูกช้างทุกที ความน่ารัก ความฉลาดและเป็นมิตร คุณจะตกหลุมรักช้างได้ไม่ยาก
ถ้ารักเขาอย่างที่เราว่ากันก็ต้องให้เขาอยู่ให้ได้ มีโอกาสก็ไปเที่ยว ไปเยี่ยม ไปเยือน ให้การสนับสนุน เราไม่อยากให้ช้างถูกช๊อตตายยกครอบครัวเพียงเพราะออกหากินตามสัญชาติญาณอย่างที่เป็นข่าว ก็ต้องช่วยเขา แล้วหากได้ไปสักครั้งขอให้ไปใกล้ชิดเขา แล้วจะรู้ว่าช้างน่ารัก บรรพบุรุษเขาก็สร้างชาติสร้างแผ่นดินนี้มากับบรรพบุรุษเราเช่นกัน
ถ้าเหงา ซึมเศร้า โดดเดี่ยว ไร้ค่า อยากไปจากโลกนี้ให้พ้นๆ ไปที่บ้านตากลาง ได้เห็นความรักของแม่ช้างกับลูก คนกับช้าง ได้กอดช้างสักครั้งแล้วจะหายเหงา ความคิดคุณจะเปลี่ยนทันที เชื่อผมสิ...
...................
(สอบถามรายละเอียดต่างๆ ที่ศูนย์คชศึกษาบ้านตากลาง โทร 08 9286 0220)







