นอกจากเทือกเขาคอร์เคซัสแล้ว จอร์เจียมีอะไรให้เที่ยว?
นี่คือคำถามที่มักได้ยิน เวลาบอกใครว่าจะไปจอร์เจีย แน่นอนว่าวิวทิวทัศน์ที่เพียงเปิดหน้าต่างโฮสเทลราคาคืนละ 170 บาท ก็จะเห็นเทือกเขาสูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า ย่อมเป็นที่สุดของประเทศนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง จอร์เจียก็สามารถท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ได้เหมือนกัน!
หลังจากผ่านสามวัน กับอีกสองคืนในขุนเขาที่เงียบสงบ ก็รู้สึกได้ว่าเริ่มคันปาก เพราะไม่ได้พูดกับใครเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น จึงไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวให้เห็นมากนัก ส่วนคนท้องถิ่นก็ออกจากบ้านไปทำงานกัน เอาเข้าจริงจำนวนคนที่เจอตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองนี้ นับได้ไม่เกิน 20 คน
ก่อนจะว้าเหว่เกินไปจึงตัดสินใจย้ายเมืองเพื่อไปพบปะผู้คนบ้าง โดยมีจุดหมายอยู่ที่เมือง Gori ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างทบิลิซีมากนัก
Gori เป็นเมืองบ้านเกิดของ โจเซฟ สตาร์ลิน ผู้นำคนสำคัญของสหภาพโซเวียต ในยุค 1920 จนถึง 1953 และเป็นผู้ที่พาให้โซเวียต ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกในช่วงเวลานั้น หลายคนมักคิดว่าเขาเป็นชาวรัสเซีย แต่จริงๆแล้วเขาเกิดที่จอร์เจียที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียต ในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่าโกรีนี่เอง
พิพิธภัณฑ์สตาร์ลิน จึงเป็นสถานที่ที่ไม่ควรพลาด เมื่อมาเยือนเมืองนี้ แม้จะน่าเสียดายที่ข้อมูลเกือบทั้งหมดในพิพิธภัณฑ์ ถูกเขียนเป็นภาษาจอร์เจียน และรัสเซีย ทำให้ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลก็เอาใจใส่ในการนำชมเป็นอย่างดี ซึ่งถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้ไม่มากนัก แต่ก็พยายามอย่างเต็มที่เพื่ออธิบายให้เราฟัง
บรรดาสิ่งของที่นำมาจัดแสดง แน่นอนว่าเกี่ยวข้องกับสตาร์ลิน และสหภาพโซเวียตล้วนๆ ตั้งแต่จดหมายที่สตาร์ลินเคยเขียนในสมัยสงครามโลก เอกสารต่างๆ ไปจนถึงเสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของเขา สำหรับคนที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คงเป็นทางเลือกที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ไม่ได้นำเสนอภาพของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แต่กลับกันคือเรื่องราวของประวัติศาสตร์บาดแผลของจักรวรรดิที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ให้ผู้คนได้เรียนรู้ เพื่อไม่ให้ประเทศต้องเดินทางซ้ำรอยเดิม
ที่สำคัญคือภายในอาคารแห่งนี้ มีความสวยงาม และดูยิ่งใหญ่อลังการ เพราะเคยเป็นบ้านพักของสตาร์ลินมาก่อน!
นอกจากส่วนของอาคารพิพิธภัณฑ์ ยังมีตู้รถไฟของจริงที่สตาร์ลินเคยโดยสารมาก่อน เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ให้เข้าชม ซึ่งหลังจากดูทั้งสองส่วนจนครบถ้วนแล้ว เมื่อเดินออกมาที่ประตู ผมก็ได้พบกับคุณลุงท่านหนึ่ง เดินถือป้ายที่แขวนคอโชว์หราเข้ามาให้ดู ก่อนจะแนะนำตัวว่า เขาเป็นคนขับรถแท็กซี่ ที่เสนอตัวพาผมไปยัง Uplistsikhe เมืองถ้ำโบราณที่อยู่ไม่ไกล ในราคาไม่แพง
เพียง 15 นาทีบนรถ คุณลุงก็พาผมมาถึงเมืองถ้ำขนาดใหญ่ ที่คิดค่าเข้าชมเพียงแค่ 3 GEL หรือราว 45 บาทเท่านั้น
Uplistsikhe ตามภาษาจอร์เจียน แปลว่า “ป้อมปราการของขุนนาง” ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีขุด และเจาะชั้นหินที่อยู่บนเนินเขาริมแม่น้ำ Mtkvari เข้าไปเป็นถ้ำเพื่อใช้อยู่อาศัย ซึ่งประกอบไปด้วยห้องต่างๆ ทั้งห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องครัว รวมถึงส่วนที่เป็นศาสนสถาน ซึ่งทั้งหมดถูกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยต้นยุคเหล็ก จนถึงปลายยุคกลาง ที่ให้กลิ่นอายผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมของดินแดนอนาโตเลียของตุรกี ที่ผสมกับดินแดนเปอร์เซียของอิหร่าน โดยนักโบราณคดีได้สันนิษฐานว่าที่นี่ถือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ
เป็นอีกครั้งที่ได้พบกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ที่คอยตามตื๊อให้เราใช้บริการนำชมของเขาให้ได้ ทั้งที่พูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้ เมื่อยืนกรานปฏิเสธ ความพยายามในการบอกเล่าข้อมูลจึงเปลี่ยนเป็นการขายโปสการ์ดที่ระลึกแทน จะหาว่าใจร้ายก็ได้ แต่ผมค่อนข้างไม่ถูกจริตกับการยัดเยียดอะไรให้แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นสินค้า หรือข้อมูลก็ตาม
โชคดีที่เมืองถ้ำแห่งนี้ มีซอกหลืบเยอะแยะ ผมจึงเดินหนีจนลับสายตาของมัคคุเทศก์คนนั้นได้ไม่ยากนัก
โครงสร้างที่ซับซ้อนของเมืองถ้ำที่เชื่อมต่อห้องหลายห้องเข้าด้วยกัน รวมถึงยังมีทางบันได ที่เจาะทะลุตีนเขาอีกหลายจุด ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะเดินสำรวจให้ทั่ว ผ่านไปชั่วโมงกว่าจึงกลับไปทางเข้าที่คุณลุงโชเฟอร์รออยู่
นอกจากคุณลุงโชเฟอร์แล้วยังมีหนุ่มชาวลิทัวเนียสามคนที่เพิ่งเสร็จจากการชมเมืองถ้ำโบราณแห่งนี้เช่นกัน และขอแชร์ค่ารถแท็กซี่ กลับไปยังตัวเมืองโกรีด้วย
จากการพูดคุยกันระหว่างทาง จึงได้รู้ว่าประเทศจอร์เจียเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวลิทัวเนีย เนื่องจากทั้งสองประเทศเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตเหมือนกัน จึงสนใจในประวัติศาสตร์และพอจะสื่อสารกันเข้าใจได้ไม่ยาก ที่สำคัญคือ ราคาไม่แพง ทำให้วัยรุ่นอย่างพวกเขา พอจะสามารถจ่ายค่าเดินทางด้วยตัวเองได้ โดยไม่ต้องรบกวนผู้ปกครองมากนัก
หลังกลับมาถึงเมืองโกรี ก็จับรถตู้กลับมาเมืองหลวงทบิลิซีอีกครั้ง ผมเลือกกลับไปที่โฮสเทลเดิมที่เคยพักในวันแรก เพื่อใช้คืนสุดท้ายในจอร์เจีย ก่อนที่วันรุ่งขึ้นจะเดินทางต่อไปยังอิหร่าน ดินแดนอาณาจักรเปอร์เซีย จุดครึ่งหนึ่งของโลกที่หลายคนใฝ่ฝันจะไปให้ถึง
ผมพบแอนนา ผู้ดูแลโฮสเทล และจอห์น หนุ่มนักท่องเที่ยวชาวไอริช ที่พบกันตั้งแต่วันแรกอีกครั้ง เราออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต และกลับมาทำกับข้าวอย่างง่ายๆ กินกัน โดยมีแอนนาอาสาเป็นแม่ครัวใหญ่ ทำอาหารพื้นบ้านจอร์เจีย
หลังจากมื้อค่ำ เราก็เปิดอินเทอร์เน็ต หาวีดีโอที่น่าสนใจของประเทศตัวเองมาแบ่งกันดูไปเรื่อยๆ ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอน และบอกลาคืนสุดท้ายในจอร์เจีย ด้วยความทรงจำที่เรียบง่าย แต่สวยงาม





