ฮิโรชิมา เมืองแห่งสันติภาพ

หลายคนคงสังเกตว่า เดือนนี้มีข่าวเกี่ยวกับการรำลึกถึงการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่นมากมาย
นั่นเพราะเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 สหรัฐอเมริกาโจมตีญี่ปุ่นด้วยการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 140,000 คน จำนวนนี้รวมทั้งผู้ที่เสียชีวิตโดยทันทีและเสียชีวิตภายหลังจากการบาดเจ็บหรือจากการรับกัมมันตรังสีจากการระเบิดอีกนับหมื่นคน โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน
การถูกโจมตีอย่างรุนแรงในครั้งนั้นทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามและทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วย
ปีนี้เป็นปีที่ 70 หลังการทิ้งระเบิด จากพื้นที่ที่มีความเสียหายอย่างมาก แต่ตอนนี้พื้นที่ได้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวผู้อยากสัมผัสสถานที่จริงของเหตุการณ์วิปโยคครั้งนั้น ฮิโรชิมากลายเป็นเมืองฮิตอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว ทางการได้สร้างอนุสรณ์สถานฮิโรชิมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการถูกโจมตี
สื่อมวลชนญี่ปุ่นรายงานว่า เมื่อปี 2557 นักท่องเที่ยวต่างประเทศไปเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานนี้มากถึง 234,360 คน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่เปิดมาเลยทีเดียว นี่เป็นการเพิ่มขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์จากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
นักท่องเที่ยวต่างต้องการมาร่วมเป็นประจักษ์พยานถึงความรุนแรงและความโหดร้ายทารุณของสงครามและระเบิดนิวเคลียร์ ที่นี่ยังมีคำบอกเล่าของเหยื่อที่รอดชีวิตจากระเบิดด้วย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนอธิบายว่า นักท่องเที่ยวที่มานี้เป็นส่วนหนึ่งของ Dark Tourism พวกเขานิยมไปในที่ที่มีความเศร้าโศกและความรุนแรง
สถานที่อื่นที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวพวกนี้ เช่น ค่ายกักกันนาซีในยุโรปและทุ่งสังหารในกัมพูชา แต่ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวประเภทไหน ทุกคนเมื่อได้เข้าไปในอนุสรณ์สถานซึ่งประกอบด้วยหลายอาคารและมีโดมที่เป็นสัญลักษณ์ของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ก็จะพากันเงียบสงบและสลดหดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
โดมนี้รู้จักกันในชื่อ “Atomic Dome” ในเวลานั้น ระเบิดนิวเคลียร์ที่ถูกทิ้งลงมามีจุดศูนย์กลางการระเบิดห่างจากอาคารนี้ ซึ่งเคยเป็นอาคารแสดงสินค้าของเมืองประมาณ 160 เมตรเท่านั้นเอง แต่โดมและผนังอาคารซึ่งเป็นโครงเหล็กทนทานต่อแรงระเบิดทำให้ไม่ถูกทำลายทั้งหมด แต่ในปัจจุบัน มีการบูรณะเสริมโครงเหล็กทำให้ทั้งหมดยังไม่ผุพังไป
ทางการของเมืองฮิโรชิมาระดมเงินทุนและเจ้าหน้าที่เพื่อพัฒนาและรณรงค์ให้เมืองเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ คาซูมิ มัสซุย นายกเทศมนตรีเมืองนี้ได้ตั้งเป้าให้ปี 2558 เป็นช่วงเวลาที่แชร์ความต้องการของเมืองที่จะให้มีสันติภาพให้โลกได้รับรู้ เขาวางแผนดำเนินการ 35 โครงการ ซึ่งจะใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 861 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีเป้าหมายที่การเก็บรักษาความทรงจำของผู้ที่รอดชีวิตและพัฒนาความสามารถของเมืองในการดึงดูดและรองรับนักท่องเที่ยว
โครงการจะรวมถึงการบูรณะอาคารหลายหลังในอนุสรณ์สถานรวมถึง The Rest House ด้วย อาคารนี้ถูกทำลายจากแรงระเบิด แต่ที่น่าแปลกใจคือมีผู้ที่อยู่ในตึกรอดชีวิต เพราะเขาอยู่ในชั้นใต้ดินซึ่งผนังทั้ง 4 ด้านรองรับแรงอัดจากการระเบิด ตอนนี้อาคารกลายเป็นศูนย์ข้อมูลสำหรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้ต้องขยับขยายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ มัสซุยยังอนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนสำหรับให้ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองแก่นักท่องเที่ยว
เมื่อปี 2555 นักท่องเที่ยวจำนวน 363,000 คนมาเที่ยวที่เมืองฮิโรชิมา โดยเป็นชาวอเมริกันมากที่สุด ตามมาด้วยคนออสเตรเลียและจีน ทาเอโกะ อาเบะ เจ้าหน้าที่ของเมืองกล่าวว่า ชื่อเมืองฮิโรชิมาเป็นที่รู้จักกันดีของชาวต่างชาติ พวกเขาเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และในช่วงหลังการเผยแพร่ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการประชาสัมพันธ์เมือง
“ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ท่องเที่ยว TripAdvisor ให้อนุสรณ์สถานฮิโรชิมาติดอันดับ 1 ของสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน นี่คืออิทธิพลของโลกอินเทอร์เน็ต”
ส่วนเจ้าหน้าที่อีกคนของเมืองกล่าวว่า เมืองฮิโรชิมาประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูเมืองที่โดนทำลายจากระเบิดนิวเคลียร์ นักท่องเที่ยวบอกว่า พวกเขารู้สึกได้ถึงสาส์นของความหวังและสันติภาพที่เมืองนี้ส่งออกมา
ปีเตอร์ คุซนิค ผู้อำนวยการสถาบันนิวเคลียร์ศึกษา มหาวิทยาลัยอเมริกัน กล่าวว่า เขาพานักศึกษามาทัศนศึกษาที่เมืองนี้เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ
“หลังจากที่คุณได้เรียนเรื่องนิวเคลียร์นี้มาอย่างมากมาย การได้มาอยู่ในสถานที่จริงเป็นเรื่องที่ทรงพลังมาก มันแตกต่างจากการอ่านหรือการเรียนเรื่องนี้”
คุซนิซร่วมมือกับโคโค่ ทานิโมโต้ คอนโดะ ผู้รอดชีวิตจากระเบิดในการนำนักศึกษาชาวญี่ปุ่นและอเมริกันมาเพื่อสัมผัสกับบรรยากาศจริงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ซึ่งเป็นอีกเมืองหนึ่งที่โดนระเบิดนิวเคลียร์ เขาอธิบายว่า เป้าหมายของเขาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาคือการให้การศึกษาแก่นักศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของนิวเคลียร์ ทริปนี้เป็นโอกาสที่ดีที่นักศึกษาจะได้ทั้งความรู้และประสบการณ์
สำหรับ เคนิ ซาบัธ หลานสาวของผู้รอดชีวิตคนหนึ่ง การมาเยี่ยมฮิโรชิมาและอนุสรณ์สถานช่วยให้เธอเข้าใจประวัติศาสตร์ของครอบครัว
“สิ่งแรกที่ดิฉันได้เห็นจาการการได้มาเดินในอนุสรณ์สถานเป็นครั้งแรก คือรูปแกะสลักของเด็กๆ และของแม่อุ้มลูก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระเบิดฆ่าพวกเขาอย่างไร เบื้องหลังรูปแกะสลักเหล่านั้นคือภาพที่เกิดขึ้นจริง มันเป็นเหมือนหนังสยองขวัญมาก”
..........................
ที่มา ซีเอ็นเอ็น







