เทือกเขาคอร์เคซัส...สวยอันตราย

วันที่สองในจอร์เจีย ประเทศที่น้อยคนเลือกจะมา
ผมตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อขึ้นรถออกเดินทางไปคาซเบกิ เมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูเขาคอร์เคซัส โดยมีผู้ร่วมทางคนใหม่คือออสเทีย สาวนักเดินทางจากลิทัวเนีย โดยมีจอห์น หนุ่มไอริชที่บังเอิญตื่นเพราะได้ยินเสียงพวกเรา เลยลุกมาส่งที่หน้าโฮสเทลด้วย
“ถ้าโชคดี คุณคงได้เจอคนที่ชื่อ วาซิรี เขามีที่พักถูกๆในคาซเบกิ” นั่นคือคำแนะนำจากจอห์น
เราใช้ระบบขนส่งสาธารณะมาลงที่ท่ารถบัสของทบิลิซี ซึ่งเปรียบเหมือนสายใต้ หรือหมอชิตในบ้านเรา อย่างที่เกริ่นไปในตอนที่แล้วว่าทั้งค่ารถไฟฟ้าเมโทร หรือค่ารถบัสนั้น ถูกอย่างเหลือเชื่อ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจอร์เจียเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง เขาจึงให้ความสำคัญมากกับบริการสาธารณะ ขอแถมอีกนิดว่าจอร์เจียเข้มงวดมากในเรื่องของการคอร์รัปชัน อืม...น่าอิจฉา
ใช้เวลาเพียงสองชั่วโมง รถบัสขนาดเล็กก็พาเรามาถึงคาซเบกิ ที่สองฝั่งถนนตลอดการเดินทางนั้นเป็นวิวที่สวยงามมาก เรียกได้ว่าดูเพลิน ไม่มีหลับ ยิ่งในช่วงเวลานั้น หิมะเพิ่งจะตกไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นกลุ่มนักเล่นสโนว์บอร์ดในชุดสีสันจัดจ้าน กระโดดกันกลางหิมะขาวโพลนเป็นระยะ
น่าเสียดายที่ออสเทียมีเวลาที่นี่เพียงแค่ช่วงเช้าเท่านั้น เพราะเธอต้องรีบกลับไปขึ้นเครื่องบิน เพื่อเดินทางกลับไปเรียนต่อ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจึงตกลงกันว่า จะนัดเจอกันอีกครั้งช่วงเที่ยง ที่ร้านอาหารในเมือง (ซึ่งหาไม่ยากแม้ไม่มีเบอร์โทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ต เพราะมีอยู่ไม่กี่ร้านเท่านั้น) เพราะผมต้องไปเดินหาที่พักค้างแรมในคืนนี้เสียก่อน
แต่ปรากฎว่าทันทีที่ก้าวลงจากรถบัส ก็มีชายวัยกลางคนเข้ามายื่นข้อเสนอเรื่องที่พักให้ทันที โดยมีสองตัวเลือก คือหนึ่ง เป็นโรงแรม คืนละ 30 ลารี และสอง เป็นโฮสเทล คืนละ 15 ลารี ซึ่งตกประมาณ 170 บาทไทย ผมไม่รอช้า รีบเลือกข้อสองทันที แต่เขาพยายามให้ผมเปลี่ยนใจไปเลือกโรงแรม แต่ผมยืนกรานว่าจะอยู่โฮสเทล เขาจึงให้ผมไปขึ้นรถของเขา เพื่อไปยังที่พักด้วยกัน
ระหว่างทางเขายังพยายามโน้มน้าวให้ผมเปลี่ยนใจให้ได้ ผมเลยใช้ไม้ตายด้วยการบอกว่าไม่มีตังค์ จึงเป็นอันเข้าใจตรงกัน และแค่ไม่ถึงห้านาทีจากจุดที่ลงรถบัส ก็ถึงที่พักแล้ว เขาชี้ให้ดูป้ายสังกะสีขนาดใหญ่เท่าฝาบ้าน ว่านั่นเป็นป้ายชื่อโรงแรมของเขา ที่เขียนว่า วาซิรี (ฮา)
และก็ถึงบางอ้อ ว่าทำไมถึงได้คะยั้นคะยอให้ผมเลือกอยู่โรงแรมนัก เพราะโรงแรมที่คุณลุงแกว่า ก็เหมือนกับโฮสเทลเป๊ะ แต่เป็นห้องส่วนตัว ซึ่งความจริงที่กำลังเป็นก็คือ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ที่ทั้งโรงแรมและโฮสเทล มีผมเป็นลูกค้าคนเดียว เพราะฉะนั้นต่อให้เลือกแบบโฮสเทล ก็ได้นอนคนเดียวอยู่ดี
เมื่อเก็บของเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกไปหากาแฟกินซักแก้ว แล้วก็เจอออสเทียนั่งอยู่ในร้านก่อนแล้ว หากันง่ายจริงๆ เลยถือโอกาสกินกลางวันเสียทีเดียว แล้วจึงออกไปเดินตามย่านชุมชนที่นี่กัน
คาซเบกิเป็นเมืองเล็กๆ ร้านอาหารที่เปิดในเวลานั้น นับแล้วได้สามร้านถ้วน ระหว่างก็เจอชาวบ้านบ้าง ดูเป็นเมืองที่สงบ และอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจริงๆ
เราพูดคุยกันไม่หยุดตลอดเส้นทาง ออสเทียเป็นคนพูดเก่งมากที่สุดคนหนึ่งที่ผมได้เจอจากการเดินทาง ทั้งที่รู้จักกันได้แค่ไม่นาน แต่เธอก็หาเรื่องมาคุยได้แบบไม่มีหยุด ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะมีความรู้สึกว่าอาจจะไม่ได้พูดกับใครอีกตลอดเวลาที่อยู่ในเมืองนี้ เพราะแทบไม่มีผู้คนเลย
ใช้เวลาไม่นานออสเทียก็ต้องรีบจับรถกลับเมืองหลวง เราจึงบอกลากันแค่นี้ ก่อนแลกอีเมลเพื่อส่งรูปให้กัน เป็นอีกครั้งที่มิตรภาพดีๆ เกิดขึ้น
หลังจากแยกย้ายกันแล้ว อาการเจ็บเท้ายังคงติดตามมาจากตุรกี ผมจึงกลับโฮสเทลเพื่อให้เท้าได้พักซักระยะหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้น และยังมีเวลาเหลือพอก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน จึงออกไปเดินเล่นอีกครั้ง สังเกตุเห็นโบสถ์อยู่ลิบๆ บนยอดเขา จึงตั้งใจจะเดินไปให้ถึง
ระหว่างทางก็ได้เพื่อนร่วมทางอีกแล้ว แต่คราวนี้เป็นเพื่อนร่วมทางสี่ขา ที่จู่ๆ ก็เดินตามมาด้วย หมาเมืองนอกนี่อัธยาศัยดีจริงๆ
ช่วงแรกๆ ของเส้นทาง ยังเป็นทางที่ตัดให้รถวิ่ง เลยยังเดินได้สะดวกอยู่ ซึ่งเป็นทางที่ชันขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทำให้ความงามของเทือกเขาคอร์เคซัสค่อยๆ เผยออกมาเป็นระยะ
ที่ครึ่งทาง เมื่อหันกลับไปมองข้างหลัง ภาพที่เห็นคือเทือกเขาคอร์เคซัสใหญ่ ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน แต่เริ่มมีบางจุดที่ละลายนิดๆ ตัดกับท้องฟ้าสีสด ถึงจุดนี้ก็กล้าพูดได้เต็มปากแล้วว่า มาจอร์เจียกันเถอะ ไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะมันสวยงาม และเงียบสงบมากจริงๆ
ในที่สุด เส้นทางที่ดูออกว่าเป็นถนนก็จบลง กลายเป็นทางที่เต็มไปด้วยหิมะ ซึ่งก็ทำให้หลงอยู่เหมือนกัน แต่ก็อาศัยถามชาวบ้านว่าหากต้องการขึ้นไปโบสถ์บนยอดเขา จะต้องไปทางไหน และตามรอยเท้าคนที่เดินผ่านไปก่อน
เส้นทางดูจะหฤโหดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งชัน และหิมะหนาจนมิดข้อเท้า เจ้าเพื่อนสี่ขาก็วิ่งนำหน้าไปไม่ไกล แต่ ณ จุดนึงที่ทางชันและลื่นมาก แถมราวจับก็ดูเหมือนจะโดนหิมะถล่มจนพังราบไปแล้ว ก็ทำให้ต้องลังเลว่าจะไปต่อดีหรือไม่ แม้เงยหน้าขึ้นมองแล้วโบสถ์เป้าหมายจะอยู่อีกไม่ไกล แต่พอก้มลงก็ปรากฏว่ารอยเท้าคนสิ้นสุดลงแค่นี้ แถมยังมีรอยของการเลี้ยวกลับทางอีกต่างหาก จึงตัดสินใจว่า ถ้าไปต่ออาจจะเป็นเอาชีวิตมาทิ้งไว้ต่างแดนได้ เลยขอยอมจำนนต่อเทือกเขาคอร์เคซัส หันหลังเดินกลับทางเดินดีกว่า
เมื่อลงมาถึงพื้นราบได้แล้วก็เป็นเวลาพอดีกับที่พระอาทิตย์ใกล้หมดแสง จึงแวะกินอาหารเย็น และเป็นอีกครั้งที่ขอยืนยันว่า อาหารจอร์เจี้ยนช่างถูกปากคนไทยเสียเหลือเกิน
แม้จะไปไม่ถึงโบสถ์ตามที่ตั้งใจไว้ ก็ไม่ได้เสียใจ เพราะทิวทัศน์ตลอดทางที่ได้ผ่านไปนั้น มันงดงามจนพูดได้ว่าเพียงพอแล้ว ผมตั้งใจให้การมาจอร์เจีย เปรียบเหมือนการเติมพลัง ก่อนจะไปตะลุยในดินแดนเปอร์เซียอย่างประเทศอิหร่าน ที่จากการได้พูดคุยกับหลายคน ทำให้เชื่อว่าจะเป็นการเดินทางที่ผจญภัยพอสมควร หลายคนในหลายครั้ง ที่เอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นเวลาออกเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงตัวผมเองก็เช่นกัน แต่เส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะนั้น แค่ลื่นเพียงนิดเดียว น่าจะทำให้ถึงขั้นบาดเจ็บหนักได้
เทือกเขาคอร์เคซัสจึงสอนให้ผมได้รู้ว่า อย่าฝืนธรรมชาติ...







