วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

แค่ ‘ใจ’ คงไม่พอ

แค่ ‘ใจ’ คงไม่พอ

ทางตันเพราะหนี้ก้อนโต บทเรียนซ้ำๆ ขององค์กรการกุศลที่แม้ใจจะมาเต็ม แต่เมื่อตัวเลขติดลบ คงถึงเวลาทบทวนและยอมรับความจริงว่า... แค่ใจคงยังไม่พอ

แม้จะแฮปปี้เอ็นดิ้งกันไป สำหรับการตัดสินใจที่จะหยุดดำเนินงานสถานรับเลี้ยงเด็กยากจนบ้านครูน้อย หรือ “บ้านครูน้อย” ด้วยเหตุผลจากปัญหาหนี้สิน ซึ่งสุดท้ายจบด้วยดี แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของดราม่าทำนองนี้ แล้วก็ไม่ได้เกิดกับแค่บ้านครูน้อยของเด็กๆ เท่านั้น ไหนจะดราม่าวัดพระบาทน้ำพุที่ร่ำๆ จะปิดอยู่หลายรอบ หรือการหยุดไปชั่วคราวของทั้งศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ซึ่งไม่ต่างจาก มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ที่ปิดชั่วคราวเพราะปัญหาตัวแดงทางบัญชี

นอกจากการเฮละโลลงไปช่วยเหลือในทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ทำนองนี้ น่าจะดีกว่าไหม ถ้าจะมีแนวทางที่เป็นประโยชน์ให้องค์กรเหล่านี้นำไปปรับใช้ได้เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน

 

เงินทองต้องหา

ต่อให้เป็นโลกสวย อุดมคติจ๋า พกอุดมการณ์มาเต็มห่อขนาดไหน ก็อาจต้อง ‘จอด’ ได้ ถ้าไร้เงินทุน แต่จะหาแหล่งทุนจากไหน... รู้ไหม ไม่ใช่เรื่องยาก

ไกลก้อง ไวทยาการ รองผู้อำนวยการสถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่สนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อสังคมในหลายด้าน เช่น เทคโนโลยี, การเกษตรยั่งยืน, สุขภาพ ซึ่งหนึ่งในโครงการขององค์กรฯ คือ การระดมทุนผ่านเว็บไซต์เทใจดอทคอม (https://taejai.com) เห็นว่า โมเดลการหาทุนไม่มีได้มีแค่ทางเดียวอย่างกล่องรับบริจาคที่เราชินตา แต่มีหลายโมเดลตามลักษณะการดำเนินงานขององค์กรผ่านทางกิจกรรมต่างๆ เช่น การขายเสื้อ การจัดฝึกอบรม การร่วมมือกับกิจกรรม CSR ของบริษัท หรืออาจจะต้องมีการระดมทุนใหญ่ คือ หาสปอนเซอร์ภาคธุรกิจเข้ามาสนับสนุนด้วย

ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ที่ วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ ที่ปรึกษาสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ยืนยันว่า ปัญหายอดบริจาคลดลงนั้นเป็นกันทั่วโลก ฉะนั้นถ้าจะอยู่เฉยๆ รอเงินบริจาควิ่งเข้ามาอย่างที่เคยทำ ก็คงอยู่รอดได้ยาก ส่วนการจะบาลานซ์ตัวเลขให้ดำเนินงานไปได้อย่างราบรื่นได้นั้นเธอบอกว่า สำคัญที่เรื่องพื้นฐานมากอย่างการ “ทำบัญชี”

ไม่ต้องทำบัญชีซับซ้อนยุ่งยาก เอาแค่สามารถระบุได้ว่า รายจ่ายประจำมีเท่าไร นั่นหมายถึง เราต้องหาเงินให้ได้เท่านั้น แล้วก็ต้องเป็นการหาได้เช่นนั้น “อย่างต่อเนื่อง” ด้วย

หากดูที่ช่องรายรับ ถ้ายังมีมากกว่า ก็ยังพอสบายใจและให้มองหาช่องทางทำให้เงินงอกเงยแทนที่จะปล่อยให้ไปนอนนิ่งๆ รอดอกเบี้ยแสนถูกในธนาคาร อาจจะโดยการปรับวิธีคิดสู่รูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) เลิกเป็นผู้รับบริจาคแบบเดิมๆ และเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้ลงทุน

แต่ถ้าเทียบดูแล้ว รายรับ รายจ่ายพอๆ กัน ก็ถือว่า อยู่เฉยไม่ได้ เพราะถึงจะเสมอตัวในตอนนี้ แต่ในยุคเศรษฐกิจแสนฝืด ขณะที่เทรนด์โลกก็ชัดเจนอยู่ว่า แนวโน้มการบริจาคเงินน้อยลง แล้วไหนจะรายจ่ายที่ปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ ฉะนั้นถ้าเทียบกับรายรับเท่าเดิม อย่างไรก็ไปต่อได้ยาก

ทางออกที่วิวรรณแนะนำ เรื่องแรก คือ ควรมองหาแหล่งรายได้ที่ “สม่ำเสมอ” เช่น การมองหาสปอนเซอร์รายใหญ่เพื่อเจรจาขอรับเงินบริจาคประจำ ควบคู่กับการลงทุนในช่องทางอื่นๆ ซึ่งเธอบอกว่า จะดีมากถ้าสามารถปรับสัดส่วนรายรับให้ก้อนเงินบริจาคมีน้อยกว่ารายรับจากแหล่งอื่น

 

ปรับมุมคิด

เพราะความท้าทายขององค์กรการกุศลแทบทั้งหมด คือ เรื่องรายรับที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะกับคนไทยที่นิยมบริจาคกันเป็นเทศกาล

แม้จะดูเป็นอุปสรรค แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่ในนั้น โดยวิวรรณ แนะว่า เมื่อคนนิยมบริจาคตามเทศกาลโดยเฉพาะวันเกิด ที่ควรทำ ก็คือ บันทึกฐานข้อมูลผู้บริจาคพร้อมช่องทางติดต่อ ซึ่งถ้ามีข้อมูลตรงนี้ก็สามารถส่งเมลหรือข้อความไปชักชวนหรือกระตุ้นเตือนได้ อาทิ ถ้ารู้ว่า วันเกิดเขาเมื่อไหร่ พอใกล้ๆ ก็ส่งข้อความไปหาได้ หรือเวลาที่องค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ มีงานเทศกาลสำคัญอะไร ก็สามารถติดต่อไปชวนให้มาร่วมทำบุญได้เช่นกัน

คล้ายกันกับ ไกลก้อง ที่แม้จะเห็นดีกับการจัดตั้งองค์กรลักษณะนี้ เห็นงามกับความตั้งใจดีที่จะแก้ปัญหาสังคมเป็นอันดับแรก แต่ก็มองว่า องค์กรเหล่านี้ควรมีความสามารถในการบริหารจัดการอื่นๆ ด้วย

"ถ้าเป็นองค์กร คุณจะต้องมีพนักงานที่จะจ่ายเงินให้ประจำ หรือว่าต้องมีเด็กไร้สัญชาติจำนวนนึงที่จะมาอยู่ในบ้าน คุณจะต้องหารายได้เลี้ยงเขาได้ยังไงในแต่ละเดือน นี่คือโจทย์ที่จะต้องคิดมาว่าจะทำกิจกรรมอะไร หรือว่าจะได้เงินบริจาคจากที่ไหน ระยะสั้น ระยะยาวจะต้องทำยังไง” ไกลก้องยกตัวอย่าง

เมื่อระดมทุนได้มาแล้ว การจัดสรรปันส่วนเงินก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ต่างจากการบริหารองค์กรทั่วไป เช่น อาจจะต้องกันเงินไว้สำหรับต้นทุนคงที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน หรือเงินทำกิจกรรม โดยเน้นว่าเงินที่ได้มาก็เอาไปลงกับกิจกรรมที่เป็นวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นหลัก แล้วก็ไม่ได้เป็นแบบ “หาได้เท่าไรก็ใช้หมด”

"เก็บไว้ได้ มันไม่เรียกว่า เป็นกำไร เช่น เราทำโครงการแล้วมันมีค่าบริหารจัดการ แล้วเราบริหารดีๆ ค่าบริหารจัดการเหลือ ก็ต้องเก็บไว้เพราะว่าเงินทุนไม่ได้มาตลอดทุกวัน ทุกเดือน บางทีทำโครงการแล้วช่วงโครงการหมดไป แล้วต้องหาทุนใหม่ ใช้เวลา 3 เดือน 6 เดือน ก็ต้องมีสำรองเอาไว้สำหรับบริหาร”

นอกจากจะต้องบริหารเงินเป็น ผู้บริหารองค์กรที่ตั้งใจดี ก็ควรจะต้องคิดโครงการใหม่ๆ ขึ้นมาด้วย เพราะจะทำให้มีทุนใหม่ๆ เข้ามา

"บางทีเราทำแต่สิ่งเดิมๆ ผู้บริจาคก็จะอยู่แต่กลุ่มเดิมๆ หรือว่าคนที่จะมาร่วมมือกับเรา เขาก็จะเห็นว่า ตรงนี้ก็ทำหลายทีแล้ว ปัญหาใหม่ๆ ของสังคมมันก็มีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าเรามองเห็นตรงนั้นแล้วก็คิดโครงการขึ้นมา ทำนวัตกรรมที่จะแก้ไขปัญหาสังคมใหม่ๆ ก็จะได้เครือข่ายหรือก็จะได้กลุ่มคนที่สนับสนุนเป็นคนใหม่ด้วย” ไกลก้องแนะ

 

หาวิธีการ

แม้จะมีเงิน มีวิธีการบริหารเงิน แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลให้องค์กรการกุศลนั้นรุ่งหรือร่วง..

ในมุมมองของ ไกลก้อง เขาเห็นว่า เครือข่าย ที่แข็งแรง คือ เรื่องสำคัญ อย่างคณะกรรมการขององค์กรก็ควจมาจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะจากภาคเอกชนเพื่อที่จะช่วยกันระดมสมองเสนอแนวคิดที่ดีในการหาทุนเข้าองค์กร

“โครงสร้างกรรมการบริหาร อาจจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ แต่นอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านพรรณพืช สัตว์ป่า ก็จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มาจากภาคธุรกิจที่เข้าใจ หรืออาจจะมีแนวคิดในการหาทุน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญทางหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเหล่านี้จะช่วยให้บริหารองค์กรได้ยั่งยืน” ไกลก้องเสนอความเห็น

สำหรับ บุญชัย สุขสุริยะโยธิน Strategic Planter ของกลุ่มชูใจ กลุ่มครีเอทีฟมือรางวัลที่ผันตัวมาเป็นเอเยนซีเพื่อสังคม ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงโฆษณาและการตลาดมานาน การทำ “แบรนดิ้ง” จึงถือเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่า องค์กรต่างๆ ไม่ควรมองข้าม

“อย่างบ้านรับเลี้ยงเด็ก ที่ไหนๆ ก็มี แต่เราจะทำอย่างไรให้คนเห็นเราแตกต่าง และอยากจะเอาเงินมาบริจาคกับเรา” เขายกตัวอย่างโดยตั้งคำถามชวนให้คิดต่อ

เพราะความชัดเจนในจุดยืน ทัศนคติ และความเชื่อขององค์กร ถือเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าองค์กรไหนตอบโจทย์ตรงนี้ได้ชัดเจน การต่อยอดอื่นๆ ก็จะไปได้ง่ายขึ้น

  “ความแตกต่างต้องมาจากความเชื่อของเราว่า เราเชื่อในอะไร เช่น ถ้าองค์กรเราเชื่อในการพัฒนาเด็กให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ นั่นก็ คือ ความแตกต่างของสินค้าเรา”

ในความเห็นของบุญชัย เขาบอกว่า การทำองค์กร ก็ไม่ต่างกับการขายสินค้าหรือบริการ ส่วนผู้บริจาคก็ไม่ต่างอะไรกับลูกค้า เพียงแต่เขาจ่ายเงินเพื่อซื้อ “ความเชื่อ” ไม่ใช่สินค้าหรือบริการ

เมื่อชัดเจนในความเชื่อ การสื่อสารตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำขึ้นก็ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่นหากเชื่อในการสอนให้เด็กสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ก็ควรจะสอนให้เด็กๆ มีวิชาชีพ และมาทำสินค้าออกวางขายเพื่อระดมเงินบริจาค และที่สำคัญคือ อย่าคิดว่า การบริจาคมีแค่การยืนถือกล่องตามทางเดินรถไฟฟ้า

“เราควรเสนอวิธีการที่แปลกใหม่ เพราะวิธีเดิมๆ คนเห็นมาเยอะ เขาชินแล้วก็ไม่ให้ความสนใจเท่าไหร่ อย่างในยุโรปก็มีปัญหาทำนองนี้เหมือนกัน เขาเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการใส่ครีเอทีฟเข้าไป โดยคนส่วนใหญ่ที่ไม่สนใจบริจาคก็เพราะมันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยาก เขาเลยทำตู้บริจาคที่แสดงให้เห็นเลยว่า เงินมันไหลไปที่ไหน.. ไปช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม.. ไปช่วยเด็กๆ ฯลฯ คนก็อยากบริจาคเพราะมันจับต้องได้มากขึ้น”

ตัวอย่างหนึ่งที่นักปลูกกลยุทธ์อย่างบุญชัยยกตัวอย่างเพื่อสะท้อนถึงการใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในกิจกรรมขององค์กรการกุศลที่กลุ่มชูใจช่วยกันคิด นั่นคือ ไอเดียการจัดคอนเสิร์ตปฏิวัติพลังงาน ซึ่งเป็นการรณรงค์ผลักดันร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนโดยกรีนพีซ

“ปกติ กรีนพีซ เขามักจะขับเคลื่อนด้วยการประท้วง ซึ่งบางครั้งมันไม่ค่อยตรงกับนิสัยคนไทยเท่าไหร่ เราก็เลยเปลี่ยนวิธีคิด หาวิธีเชิงบวกว่าจะทำยังไงที่จะดึงคนเข้ามาร่วมสนับสนุนแนวคิดเรื่องพลังงานหมุนเวียน”

โรดโชว์คอนเสิร์ตโดยใช้พลังงานหมุนเวียนอย่าง ขี้หมู ชีวมวลจากเศษอาหาร จนถึอุจจาระของเหล่าทหารจากค่ายหนึ่งของกองทหารบกมาผลิตเป็นพลังงานที่ใช้ในการเล่นคอนเสิร์ต ผลก็คือ สามารถระดมรายชื่อได้ทะลุเป้าหมายที่วางไว้

อาจมองดูเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะจัดตั้งองค์กรเพื่อสังคมขนาดพอดีๆ สักหนึ่งแห่ง แต่ไกลก้อง ยืนยันว่า “ถึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้"

เพราะอย่าลืมว่า องค์กรไซส์ใหญ่มากมายที่อยู่ได้ทุกวันนี้ก็ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาจากไซส์เล็กก่อน