วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คืนออฟไลน์ในจอร์เจีย

“แท็กซี่ไหม?” “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมรอรถเมล์”

“โอ้โห กว่ารถเมล์จะมาก็ 7 โมงเช้านะ ตอนนี้เพิ่งตี 3 ครึ่ง” “ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้” “คุณมาจากไหนเนี่ย?”


“ไทยครับ” “อ๋อ รู้จัก ประเทศคุณดังมากเลยเรื่องผู้หญิง”


“...”


นี่คือบทสนทนาแรกที่ได้พูดกับโชเฟอร์แท็กซี่ในจอร์เจีย ประเทศที่คนมักจำสลับกับรัฐหนึ่งในสหรัฐฯ ดินแดนแห่งเทือกเขาคอร์เคซัสใหญ่ อดีตส่วนหนึ่งในสหภาพโซเวียต ที่มาถึงก็สร้างความประทับใจกันทันที ยิ่งเดินทาง ได้พูดคุยกับคนหลากหลาย ก็เป็นโอกาสได้รับรู้ชื่อเสียง(ในด้านลบ)ของบ้านเราจากคนอื่น... ก็เป็นเรื่องที่ทำให้สะอึกได้ทุกครั้งเหมือนกัน...ไม่ได้มองโลกแง่ร้าย แต่เมื่อเปิดอ่านในไดอารี่ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง...และก็ไม่ได้โลกสวยขนาดจะไม่ยอมรับมัน แต่เดี๋ยวก่อน! อย่าพึ่งคิดติดลบกับประเทศนี้ ยังมีเรื่องดีๆ อีกเยอะ!


ผมมาถึงสนามบินในTbilisi เมืองหลวงของจอร์เจีย ตอนตีสาม รู้อยู่แล้วว่าถ้าขึ้นแท็กซี่ต้องโดนฟันหัวแบะแน่ เลยไปแอบนอนใต้บันไดเลื่อนจนเช้า ค่อยขึ้นรถเมล์ไปโฮสเทลดีกว่า


หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเลือกมาจอร์เจีย เหตุผลแบบดูดีคือ ก่อนตายอยากจะมาเยือนเทือกเขาคอร์เคซัสให้ได้สักครั้ง เหตุผลแบบดูธรรมดาคือ เป็นประเทศที่ไม่ต้องทำวีซ่า แถมยังอยู่ได้ตั้ง 365 วัน นั่นเป็นผลมาจากการที่จอร์เจียอยู่ในช่วงกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศ ถึงกับแจกไวน์คนละขวดที่ด่านตรวจคนเข้าประเทศด้วยซ้ำ เพราะเขาบอกว่าไวน์จอร์เจียคืออีกสิ่งที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอ ซึ่งก็มีรสชาติดีจริงๆ


จริงๆ ก่อนหน้านี้ได้พยายามชวนเพื่อนชาวไต้หวันให้มาด้วยกันแล้ว แต่เขาบอกว่าในเว็บไซต์ของกระทรวงต่างประเทศไต้หวันขึ้นแบนเนอร์หราว่าช่วงนี้ให้หลีกเลี่ยงการมาเที่ยวจอร์เจีย เนื่องจากมีกรณีพิพาทอยู่กับรัสเซีย แต่ด้วยความที่เราคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร เพราะไม่ได้ไปแถวชายแดนจอร์เจีย-รัสเซียอยู่แล้ว งานนี้เลยฉายเดี่ยว


มาถึงคำถามว่านอกจากภูเขาคอร์เคซัสแล้ว จอร์เจียมีอะไรให้เที่ยว? ถ้าตามกระแสกันหน่อยก็มีสวนสัตว์ในทบิลิซี ที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่ช่วงเดือนก่อนว่าน้ำท่วมจนบรรดาสิงสาราสัตว์หลุดกระเจิงกันออกมาทั้งสวนนั่นแหละ...


แต่ที่จริงแล้ว จอร์เจียเป็นประเทศที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอยู่เยอะมาก โดยเฉพาะภูเขา ซึ่งใครที่ชื่นชอบกีฬาแบบเอ็กซ์ตรีมต้องถูกใจกับจอร์เจียในหน้าหนาว เพราะการได้เล่นสกี หรือสโนว์บอร์ด ท่ามกลางหิมะในเทือกเขาคอร์เคซัสนั้น มันเฟี้ยวฟ้าวเอามากๆ


ที่สำคัญคือราคาซุปเปอร์ถูก ถามว่าถูกแค่ไหน ก็ขอเปรียบง่ายๆ ว่าถูกกว่าใช้ชีวิตอยู่ไทย โดยเฉพาะมนุษย์กรุงเทพอย่างเรา เมื่อเทียบราคากับเมืองหลวงของจอร์เจีย ที่ราคาโฮสเทลคืนละร้อยกว่าบาทเท่านั้น ก็ยิ่งรู้สึกถูกเข้าไปใหญ่ เช่นเดียวกับราคาตั๋วรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่เมื่อซื้อบัตรแบบเติมเงินแล้ว ตกแค่เที่ยวละ 9 บาทกว่าๆ เท่านั้น ตอนซื้อผมยื่นแบงค์ใหญ่ให้เขาไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าราคาเท่าไหร่ พอเขายื่นบัตรกลับมาให้ ผมถามว่าใช้ได้กี่เที่ยว เขาตอบว่า น่าจะใช้ได้ตลอดไป (ฮา)


เมื่อมาถึงโฮสเทล ผมสลบทันที และตื่นอีกทีตอนบ่ายสามโมง เลยออกไปเดินเล่นรอบๆ ที่พัก และหาอะไรรองท้อง


ที่นี่ ความสนใจในมนุษย์เอเชียค่อนข้างอยู่ในระดับปกติ ไม่สูงลิบลิ่วเหมือนในตุรกี ซึ่งนักท่องเที่ยวที่พบเจอทั่วไปมักจะเป็นชาวอเมริกันเสียส่วนใหญ่ อาจเป็นเพราะเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถึงขั้นมีถนนเส้นหนึ่งชื่อถนนจอร์ช ดับเบิลยู บุช เลยทีเดียว ประชากรที่นี่พูดภาษาจอร์เจียนเป็นภาษาหลัก ส่วนคนที่พูดภาษาอังกฤษ ก็จะพูดกันสำเนียงอเมริกันจ๋า


หลังจากเดินได้พักเดียว ฟ้าก็มืดเสียแล้ว จึงเดินเข้าร้านอาหาร ซึ่งสร้างความตะลึงมาก เพราะมันอร่อย! เป็นรสชาติที่ถูกปากคนไทย สิ่งที่ผมสั่งคือข้าวต้มอะไรซักอย่าง ที่ใส่เนื้อตุ๋นมาด้วย รสซุปเปอร์ไทย น่าเสียดายที่กว่าจะรู้ตัวก็ซดจนหมด เลยอดถ่ายรูป และจำไม่ได้อีกตะหากว่าเรียกว่าอะไร แต่เชื่อว่าน่าจะหากินได้ไม่ยาก หากใครอยากไปลองด้วยตัวเอง ส่วนอีกอย่างคือแป้งที่ข้างในห่อเนื้อหมู ที่พอกัดเข้าไปก็มีน้ำซุปพุ่งกระฉูดออกมา ทั้งหน้าตา รสชาติ และคอนเซ็ปต์ เหมือนเซี่ยวหลงเปาเป๊ะ แค่ขนาดใหญ่กว่าสามเท่า นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ถูกปากเช่นกัน


อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้การมาเยือนเมืองทบิลิซีเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะเมืองนี้มี Wifi ให้ใช้ฟรีทั้งเมือง และจะแรงขึ้นตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน!
หลังจากเดินสำรวจจนฟ้ามืดสนิท ก็ถึงแก่เวลากลับที่พัก ซึ่งตอนนี้บรรดาผู้ร่วมห้องก็ทยอยกันกลับมา ซึ่งทุกคนดูทุรนทุรายชอบกล เมื่อสอบถามจึงได้ความอินเทอร์เน็ตของโฮสเทลเสีย และสัญญาณ Wifi มาไม่ถึงในห้องพัก


ผมได้พบกับแอนนา สาวนักศึกษาควบตำแหน่งผู้ดูแลโฮสเทล จอห์น มัคคุเทศก์ชาวไอริช ที่นำเที่ยวในเมืองทางเหนือของสก็อตแลนด์ ที่เป้าหมายในจอร์เจียคือการมาเล่นสโนว์บอร์ด และ ออสเทีย สาวนักเดินทางจากลิทัวเนีย ที่ฉายเดี่ยวเดินทางมาหลายประเทศตลอดทริป และเพิ่งผ่านประเทศอิหร่าน เป้าหมายต่อไปของผม และเมื่อไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ทุกคนนั่งขยี้มือถือ เราจึงคุยกันยาว


จอห์นอยู่ที่โฮสเทลแห่งนี้มาสองเดือนกว่าแล้ว เพราะช่วงนี้เป็นโลว์ซีซั่นในสก็อตแลนด์ ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวมากนัก เขาบอกว่าค่าที่พักวันละ 3 ปอนด์ (150 บาท) สำหรับเขาถูกเหมือนได้ฟรี (ค่าที่พักในสหราชอาณาจักร ส่วนใหญ่คืนละ 600 ขึ้น)


แอนนาเป็นสาวร่าเริง ที่มาทำงานในโฮสเทล เพราะชอบที่ได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งเธอเองก็มีความฝันอยากจะออกเดินทาง และย้ายไปใช้ชีวิตในประเทศอื่นเช่นกัน แต่เธอบอกว่าคงต้องทำงานเก็บเงินอีกหลายปี เมื่ออัตราค่าแรงของบัณฑิตปริญญาตรีในจอร์เจีย ตกอยู่ที่เดือนละ 6,000 บาทกว่าๆ เท่านั้น


ส่วนออสเทีย เป็นนักศึกษาได้ทุนเรียนในฝรั่งเศส ซึ่งจอร์เจียเป็นประเทศสุดท้ายในแผนการเดินทางของเธอ ก่อนจะต้องเดินทางกลับไปเรียนต่อที่เมืองลียง ซึ่งพรุ่งนี้เธอมีแผนจะนั่งรถขึ้นไปเมือง Kazbeki ชุมทางการท่องเที่ยวของเทือกเขาคอร์เคซัส เลยเป็นอันว่า ผมได้เพื่อนร่วมทางคนใหม่ชั่วคราว


เราออกไปซื้อขนมมานั่งแบ่งกันกินระหว่างการพูดคุย และหัวข้อสนทนาของคืนนี้ คือข้อดีของชีวิตออฟไลน์ ที่ทำให้เราเงยหน้ามาคุยกับคนรอบข้างมากขึ้น จนเป็นที่มาของมิตรภาพใหม่ ดั่งเช่นที่พวกเราได้ประสบกับตัวเอง