ชิมหนองคาย...ในวันเดียว

ชิมหนองคาย...ในวันเดียว

จากคำชวนทีเล่นทีจริงของเพื่อนสาวชาวอุดร กลายเป็นการเดินทางไปปั่นจักรยานที่สั้นกระชับฉับไว แต่ประทับใจเหลือเกิน

เพราะหมดภารกิจปั่นจักรยานที่เมืองอุดรเรียบร้อย แต่เวลาของขาชิลล์อย่างเรายังเหลือ แม้อุดรยังมีอีกหลายที่น่าปั่นไปเที่ยว แต่เจ้าถิ่นบอกว่าให้เก็บไว้ปั่นเที่ยวในโอกาสต่อไปๆ (คงกลัวว่าเพื่อนจะไม่มาหาอีก ฮ่าๆ)


หลังจากบอกปัดไม่ให้ไปเที่ยวที่อื่นในอุดร สู่การผลักไสให้ไปเที่ยวที่อื่น หนองคายจึงเป็นจุดหมายจำเป็น โทษฐานที่อยู่ไม่ไกลนัก แถมยังมีแหล่งท่องเที่ยวน่าปั่นไปเที่ยวได้ภายในวันเดียว


พอคิดได้ในคืนนั้นก็ต้องรีบเข้านอน เพราะพวกเราจะใช้บริการรถไฟไทยทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าจะมีรถไฟไปหนองคายตอนกี่โมง...


เช้าตรู่ มนุษย์สามคนขนจักรยานไปที่สถานีรถไฟอุดรธานี ไม่รู้ว่าเช้าเกินไปหรือหนองคายใกล้เกินกว่าที่คนจะนั่งรถไฟ (อาจขับรถไปหรือไม่ก็ปั่นจักรยานไป) บรรยากาศเช้าวันนั้นจึงค่อนข้างเงียบ สงบ เหมาะแก่การแอบงีบอย่างยิ่ง แต่ก่อนหลับ ต้องจัดการเรื่องตั๋วให้เรียบร้อย พวกเราเตรียมควักเงินในกระเป๋าจ่ายค่าโดยสาร แต่สิ่งที่พนักงานขอคือบัตรประจำตัวประชาชน ใช่แล้วครับ...เกิดเป็นคนไทย ต้องได้นั่งรถไฟฟรี! แต่จะเรียกฟรีก็ไม่เต็มปาก เพราะเจ้าเสือน้อยทั้งสามคันนี่แหละที่ไม่นับว่าเป็นคนไทย จึงต้องไปอยู่ในห้องสัมภาระโดยเสียค่าระวางคันละ 90 บาท


เอาละ ถึงเวลานอน เปลือกตากำลังจะปิด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น...


“รถไฟมาแล้ว” เพื่อนคนหนึ่งบอก พวกเราลุกลี้ลุกลนรีบเอาจักรยานขึ้นไปวางให้เรียบร้อย แล้วก็หาที่นั่งตามหมายเลขในตั๋ว


ถึงที่นั่ง ผมก็เตรียมนอน แต่เชื่อเถิดว่าถ้าได้นั่งรถไฟจากอุดรไปหนองคาย แม้เช้าแค่ไหนก็จะไม่ยอมนอนเด็ดขาด เพราะสองข้างทางช่างสวยงาม กลิ่นไอดิน กลิ่นหญ้า บางช่วงมีกลิ่นขี้ควาย ได้อารมณ์ดีจริงๆ


ดมกลิ่นขี้ควายไม่ทันหายเหม็นก็มาถึงสถานีรถไฟหนองคาย จากสถานีรถไฟ ปั่นจักรยานออกไปเจอถนนแล้วเลี้ยวขวา หลังจากนั้นพวกเราก็ไปกันตามดวงและป้ายบอกทาง


ถนนที่นี่ถือว่าน่าปั่นจักรยานทีเดียว อาจมีบางช่วงที่เป็นเนิน แต่ไม่โหด เรียกว่าใครๆ ก็ปั่นจักรยานที่นี่ได้ เพียงแต่บางช่วงที่เป็นถนนใหญ่ต้องระวังรถขับเร็ว


จุดแรกที่ปั่นมาถึง คือ ศาลาแก้วกู่ เทวสถานชื่อดังของหนองคาย หากปั่นจักรยานไปน้อยคัน ให้เข็นจักรยานไปขอจอดหลบตรงจุดเก็บค่าเข้าชม แม้จะไม่ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีคนช่วยดูให้ได้บ้าง หลังจากจ่ายค่าเข้าและจอดจักรยานเสร็จสรรพ ก็ถึงเวลาเข้าไปชมความอลังการซึ่งสร้างด้วยแรงศรัทธา


ศาลาแก้วกู่ สร้างโดย ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ นักพรตผู้ทรงศีล ถือศีล เคร่งวิปัสสนา ท่านสร้างเทวสถานแห่งนี้เพื่อเตือนใจให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและสร้างคุณงามความดีตามที่ทุกศาสนาสอนไว้ สังเกตได้จากเทวาลัย รูปปั้น สถาปัตยกรรมต่างๆ ไม่ได้ถูกสร้างอย่างเลื่อนลอย ทุกอย่างมีความหมายและปริศนาธรรมซ่อนอยู่


ถ้าจะเดินดูให้ครบต้องใช้เวลามากสักหน่อย ยิ่งถ้าจะอ่านข้อความคติสอนใจอย่างลึกซึ้ง อยู่ในนี้สักครึ่งวันก็ไม่แน่ว่าจะดูหมดไหม เพราะมีอะไรต่อมิอะไรเยอะจริงๆ ส่วนที่ชั้น 3 ของอาคารศาลาแก้วกู่มีร่างของปู่บุญเหลืออยู่ในผอบแก้วซึ่งร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย มีคนเล่าว่าเส้นผมของท่านบางครั้งดำ บางครั้งขาว เวลาดำคือดำทั้งหัว ขาวคือขาวทั้งหัว


ออกจากศาลาแก้วกู่มุ่งหน้าสู่ วัดโพธิชัย เป็นวัดที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก และที่มีมากไม่แพ้กันคือพุทธศาสนิกชน เข้าวัดทำบุญ ไหว้พระขอพร (แม้วันนั้นจะเป็นวันจันทร์)


บนศาลาหลังโตมีหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวหนองคาย เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดองค์หนึ่งแห่งล้านช้าง และเมื่อมองไปรอบๆ จะเห็นว่ามีภาพจิตรกรรมงดงาม ดูแล้วก็พอรู้ว่าไม่ใช่งานเก่าของช่างศิลป์รุ่นลายคราม ทว่าเป็นเส้นสายลายสีที่ทันสมัย สวย แต่ไม่ขัดความรู้สึกของคนเข้าวัดเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำหลายภาพสะท้อนเรื่องราวในสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย ถึงไม่เก่าแต่ต่อไปจะเป็นจิตรกรรมที่เก๋าแน่นอน


เวลาล่วงมาถึงเที่ยงวัน ท้องเริ่มโห่ร้องประท้วงที่ปล่อยให้น้ำย่อยกัดกระเพาะจนเริ่มแสบ แต่อาหารกลางวันประจำวันนี้อยู่นอกเส้นทางที่กำลังจะไป พวกเราต้องแบกความหิวไปอีกที่หนึ่งก่อน นั่นคือ พระธาตุหนองคาย หรือพระธาตุกลางน้ำ หรืออีกชื่อ พระธาตุหล้าหนอง


เป็นพระธาตุที่มีขนาดใหญ่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เนื่องจากแม่น้ำเชี่ยวกรากจึงกัดเซาะตลิ่งจนพระธาตุพังลงในแม่น้ำ ทำให้ปัจจุบันองค์พระธาตุจมอยู่กลางแม่น้ำโขงห่างจากฝั่งไทย 180 เมตร องค์พระธาตุก่อด้วยอิฐถือปูน ล้มตะแคงไปตามกระแสน้ำ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีฐานเหลี่ยมมุมฉาก โดยด้านหนึ่งโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเพียงครึ่งฐาน องค์พระธาตุมีรูปทรงทางสถาปัตยกรรมเท่าที่ยังเหลืออยู่เป็นชั้นฐานเขียง 2 ชั้น ฐานสี่เหลี่ยม ย่อเก็จ ต่อขึ้นมาอีก 4 ชั้น จึงเป็นเรือนธาตุ ต่อด้วยบัวลูกแก้วอีก 2 ชั้น ความสูงของเจดีย์เฉพาะส่วนที่สัมผัสได้ 12.20 เมตร ความกว้างของ ฐานองค์พระธาตุชั้นล่างสุด 15.80 เมตร


แต่ไม่รู้ว่าจะโทษเขื่อนจีนที่ปล่อยน้ำมามากเกินไปหรือพวกผมไม่มีบุญ เพราะน้ำโขงมากจนมองไม่เห็นพระธาตุเลย จึงได้แต่ไหว้พระธาตุองค์จำลองแทน


ทั้งร้อน ทั้งหิว การไหว้พระธาตุจึงเป็นไปอย่างเร่งรีบ แล้วขบวนจักรยานขบวนนี้ก็รีบเร่งปั่นไปให้ถึงท่าเสด็จ เพราะที่นั่นมีทั้งร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวปิดท้ายทริปนี้


ใครว่าหิวแล้วหมดแรง ตอนนี้ความหิวทำให้พวกเรามีแรงฮึดปั่นไปร้านอาหารได้เร็วกว่าปกติเสียอีก ไม่นานนักก็มาถึงที่หมาย ร้านแดงแหนมเนือง ไม่ขอพูดอะไรมาก เพราะวันนั้นแค่จอดจักรยานยังไม่ค่อยใส่ใจเลย นาทีนั้นอาหารสำคัญที่สุด


พวกเราสั่งอาหารตามมาตรฐานที่หลายคนสั่ง แหนมเนือง กุ้งพันอ้อย ปอเปี๊ยะสด และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงคำแรกที่อาหารเข้าปาก เหมือนมีคนจุดพลุฉลองให้ความสำเร็จที่ปั่นมาถึงที่นี่ได้


เหมือนพายุไต้ฝุ่นเข้า อาหารหมดอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาคือความจุก แต่ก็ประจวบเหมาะกับที่พวกเราตกลงกันว่าจะเดินเล่นที่ ตลาดท่าเสด็จ จนกว่าจะถึงเวลากลับอุดร


จักรยานหมดความหมายในทันที พวกเราจอดจักรยานไว้ที่ร้านแหนมเนือง แล้วเดินเข้าไปในตลาด บรรยากาศตลาดท่าเสด็จวันจันทร์ไม่คึกคัก แต่ร้านรวงก็เปิดขายตามปกติ ความสนุกของการชอปปิงจึงลดลง 50 เปอร์เซ็นต์


เวลาที่เหลือหลังจากเดินดูของ (แต่ไม่ซื้อ) จึงไปหมดกับร้านกาแฟเวียดนาม สั่งกาแฟคนละแก้ว นั่งคุยกันยาวหลายชั่วโมง ตามประสาเพื่อนพ้องที่ไม่ได้เจอกันนานหลายปี และไม่รู้ว่าอีกเมื่อไรถึงจะได้เจอกันอีก


ระหว่างนี้คงทำได้แค่นึกถึงเพื่อน นึกถึงหนองคาย นึกถึงความประทับใจที่เกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่มันจะอยู่กับพวกเราไปตราบนานเท่านาน