พูดถึงประเด็น Slow Life กับหนัง Little Forest
ผมเพิ่งได้ไปดูภาพยนตร์ Little Forest ภาค 2 : Winter & Spring (2015) ที่โรงหนังลิโด้ เนื้อหาในเรื่องพูดถึงหญิงสาวคนหนึ่งที่ลาจากในเมืองแล้วกลับไปอยู่ชนบทบ้านเกิดเพื่อทำเกษตรกรรม
หมัดเด็ดในเรื่องนี้ คืออาหารจานต่าง ๆ ที่มีที่มาจากผลิตผลทางการเกษตรและของป่าที่นางเอกเก็บได้ และที่น่าสนใจอีกอย่าง หนังเรื่องนี้นำเสนอชีวิตแบบ Slow Life กับการใช้ชีวิตแนบชิดกับป่าเขาลำเนาไพรได้มีเสน่ห์ จนคนดูกันแน่นโรง
แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ต้องเอาอะไรไปแลกบ้าง จึงจะมีชีวิต Slow Life แบบนั้นได้บ้าง
ลองนึกภาพว่า วันดีคืนดี เกิดเบื่อในเมืองแล้วอยากไปจับจอบจับเสียม ทำไร่ไถนา เย็นมาต้มผักจิ้มน้ำพริก สวย ๆ แบบ Slow Life ในประเทศไทย ที่การเกษตรในภาพรวม ยังเป็นอาชีพที่รัฐไม่สามารถที่จะรับประกันความมั่นคงให้ได้ ไม่ว่ายุคสมัยไหน
ถ้าคุณไม่ใช่เศรษฐีที่อยากลองมาใช้ชีวิตทำการเกษตร มันยากที่จะฝันจริง ๆ
0 0 0 0 0
“ผมอยากจะบอกเลยว่า อย่าเพิ่งมาดัดจริตสโลว์ไลฟ์ เพราะคุณเพิ่งเรียนจบกันมาหมาดๆ ชีวิตต้องรีบก่อนเลย ต้องขยันทำงานหนักก่อน ก่อนที่จะมานั่งชิล ใช้ของแพงๆ ใช้ของที่ดูเหมือนง่าย ชีวิตที่ใช้กับชีวิตที่โชว์อันเดียวกันหรือ
เปล่า ไม่รู้นะ แต่คุณผ่านการทำงานหนักหรือยัง ถ้ายังไม่เคยผ่าน อย่ามาโชว์สโลว์ไลฟ์ใส่กัน จะมานั่งจิบกาแฟ Drip ใส่กัน กาแฟถ้วยนึงราคาเท่าไร แล้วคุณหาเงินได้วันละเท่าไร คนที่ทำแบบนั้นจำเมืองนอกเขามา เพราะเขารวยแล้ว ญี่ปุ่นเขารวยแล้ว คุณยังไม่มีกิน อย่าเพิ่งดัดจริตสโลว์ไลฟ์ โอเคไหม มันต้องขยัน ผมขยัน ถ้าจะยืนยันทำสิ่งเดิม คุณก็จะเป็นฮิปสเตอร์ที่ยังนั่งจิบกาแฟแบบนี้ไปเรื่อยๆ คุณจะเป็นฮิปสเตอร์คนเดิมที่ผมหงอกขึ้น แต่ชีวิตไม่มีอะไรเลย มีแต่ความเท่ไว้พูดกัน…”
นี่คือโพสต์อันลือลั่นของคุณโน้ส อุดม ที่ปลิวว่อนไปทั่วสังคมอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาทั้งทางบวกและทางลบต่อความเห็นนี้ แม้ว่าผม จะพยายามเข้าใจว่า คุณโน้สต้องการสื่อสารกับคนอื่นว่า ในวัยหนุ่มต้องทำงานให้หนักเพื่อสร้างต้นทุนให้แก่ชีวิต แล้วค่อยมาทำให้ชีวิต “สโลว์ไลฟ์” อยากละเลียดดื่มกาแฟดริป (ซึ่งอนุมานว่า อาจจะใช้เวลาชงนานกว่าเอสเพรสโซ่ หรือร้านกาแฟรถเข็น หรือคนดื่มต้องละเลียดดื่ม ซึ่งไม่เหมาะกับสังคมเร่งรีบที่ทุกคนต้องรีบเร่งแข่งขันเพื่อที่จะเป็นผู้ชนะในระบบ) แต่ในขณะเดียวกัน ในโลกทุนนิยม ซึ่งทุกคนมีสิทธิที่จะ “เลือก” (แต่สิทธิที่จะ ‘เลือก’ เอาเข้าจริงๆ ไม่ได้มีเสรีแบบอุดมคติขนาดนั้นหรอก) ได้บ้าง การเลือกที่จะดื่มกาแฟแบบไหนก็ตาม คือสิทธิในการเลือกของคนจ่ายเงิน ไม่ว่าชีวิตของเขาจะ Fast Life หรือ Slow Life ก็ตาม
ประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งในการพูดถึง Slow Life ผมว่า มิติในการพูดถึงประเด็นนี้ในระดับโครงสร้าง มันมีความซับซ้อนอย่างน่าสนใจ กว่าสิ่งที่คุณโน้ส-อุดมว่าไว้ ในแง่ที่ คำ ๆ นี้ ในความหมายกว้างที่เข้าใจกัน คือการใช้ชีวิตด้วยจังหวะช้า ๆ เพื่อละเลียดในรายละเอียดรอบข้างของชีวิต แล้วคุณจะพบกับความงามของโลก – ว่างั้นเถอะ ซึ่งดูจะสวนทางกับโลกทุนนิยม ที่ดูเหมือนทุกคนจะรีบเร่งไปทำงานที่ออฟฟิศหรือโรงงาน ก่อนที่จะกลับมาพักผ่อนอย่างเหนื่อยอ่อนที่บ้าน
ผมขอสังเกตชีวิต (Life) ผ่านการจัดแบ่งเวลาในระบบทุนนิยม ในแง่ที่ว่า ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม ชีวิตในแต่ละวันจึงมี “เวลา” เป็นปัจจัยหลักในการวัดว่า คุณอยู่ตรงไหนในโครงสร้างสังคม ถ้าจะยึดชนชั้นกลางที่พอจะเป็นค่าเฉลี่ยได้บ้าง การแบ่งเวลาในรอบวันในอุดมคติก็จะเป็นตามสูตร 8-8-8 คือ พักผ่อน 8 ชั่วโมง ทำงาน 8 ชั่วโมง (ซึ่งแน่นอนว่า ในยุคก่อนสังคมยุคใหม่ เวลาทำงานอาจจะมากกว่านี้ ถ้าคุณเป็นไพร่หรือทาสยิ่งแล้วใหญ่) และประกอบธุระส่วนตัวอีก 8 ชั่วโมง
ความซับซ้อนยุ่งเหยิงมันอยู่ตรงที่ ไม่มีใครจะมีชีวิต 8-8-8 ได้หรอก แค่คุณเดินทางรถติด คุณก็เสียเวลาไปแล้วเป็นชั่วโมง ถ้าเงินไม่พอใช้ ต้องทำโอที อาจจะต้องแบ่งเวลานอนหรือเวลาส่วนตัวมาบ้าง
แต่หากเป็นไปได้ ความฝันของหลายคนก็คงจะเป็น การลดจำนวนเลข 8 ตรงส่วนเวลาการทำงานให้มากที่สุด ซึ่งในแต่ละยุคสมัย เครื่องมือ(หรืออำนาจ) ที่ใช้ในการลดเวลาทำงานนี้จะมีแตกต่างกัน โดยหากยึดตามวิธีคิดของนักอนาคตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง อัลวิน ทอฟเล่อร์ ในสมัยก่อน ในยุคก่อนอำนาจมันมาจากการใช้กำลัง หนังสือคลาสสิกของโลกที่พูดถึงเรื่อง “ความรัก” อย่าง Symposium คงไม่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อ 2,500 ปีที่แล้วได้ หากไม่มี “กำลัง” ในการบังคับทาสทำงานในรัฐแทนตน จนเหล่าบรรดาคนหนุ่มพลเมืองกรีก มีเวลา Slow Life ดื่มเหล้าองุ่นแล้วคุยกันเรื่อง “ความรัก” ทั้งคืน ตามเนื้อหาในหนังสือเล่มดังกล่าว
จนมาถึงยุคปัจจุบัน ความแยบยลของอำนาจที่ทำให้คนมีเวลามากขึ้น เครื่องมือที่ใช้ถูกพัฒนามาเป็นเงินตรา และความรู้ ในกาลต่อมา อย่างในภาพยนตร์เรื่อง In Time (2011) ที่บอกเล่าเรื่องราวในยุคดิสโทเปีย ที่ผู้คนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อแลกกับ “เวลา” ที่จะใช้ชีวิต ถ้าใครไม่ทำงาน เวลาจะหมด แล้วเสียชีวิตในที่สุด แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่ง ผูกขาด “เวลา” ในหนัง แม้ไม่ทำงาน พวกเขาก็มีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งคงไม่ต่างอะไรกับชนชั้นส่วนบนของโครงสร้าง ที่กุมไว้ทั้ง กำลัง เงินตรา และความรู้
มองในมุมนี้ การใช้ชีวิตแบบ Slow Life มันจึงไม่ได้ดูตื้นเขินเพียงแค่การไปดื่มกาแฟดริป แต่มันคือการสร้างการนิยาม เพื่อนำคำว่า Slow Life มากดทับสำนึกของคนชั้นที่ล่างกว่า ว่าถ้าอยากใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ คุณต้องมีอำนาจ ซึ่งอำนาจของคุณนั้นมาจาก กำลัง อำนาจ และความรู้ (ในข้อสุดท้าย, ความรู้ คงจะไม่แปลกใจ หากได้ยินพ่อแม่ของคุณบอกอยู่เสมอว่า “ตั้งใจเรียนนะลูก โตขึ้นจะได้สบาย”) แต่ถ้าหากคุณไม่มีมัน ต้องทำงานหนัก ต้องทนรถติด ต้องทนกับผู้คนแออัดในการขนส่งสาธารณะ แล้วสักวันหนึ่ง หากคุณรวยจนสามารถเข้าถึงทรัพยากรโดยง่าย วันหนึ่งคุณจะสามารถที่จะ Slow Life ได้อย่าง “ภาคภูมิ” แบบที่คุณโน้ส – อุดม ว่าไว้
ดังนั้น หากมองไปให้ไกล การที่คนทั่วไปเข้าถึง Culture ที่ดูไม่ mass ไม่ mainstream มีความเป็น Hipster อย่างการใช้ชีวิต Slow Life อย่างการปั่นจักรยาน ดื่มกาแฟดริป (อ้างมากี่รอบแล้วเนี่ย) การกินคลีน การอ่านนิตยสาร Kinfolk หรือการหลีกหนีจากเมือง มาทำการเกษตรที่ชนบทแบบใน Little Forest
หากคุณยังเป็นคนที่ยังปากกัดตีนถีบ ต้องต่อสู้ชีวิตเพื่อพิชิตสูตรเวลา 8-8-8 หรือเอาง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่ค่อยมีเงิน การเข้าถึงกิจกรรมในข้างต้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี
ถ้าคุณอยากลองทำกิจกรรมเหล่านี้บ้าง ก็แน่นอน คุณทำได้อยู่แล้ว เพราะมันเป็น การ “เลือก” ของคุณ คุณก็ไม่วายที่จะโดนแขวะจากวิธีคิดล้าหลังที่พยายามกดทับคนอื่นและเหยียดคนอื่น ด้วย “รสนิยม” ที่ใครบางคนกำหนดขึ้นมาว่า
คำว่า Slow Life มันเหมาะสมก็ต่อเมื่อคุณประสบความสำเร็จในชีวิตจนมี “เวลา” มาทำกิจกรรมละเลียดชีวิต ต่าง ๆ นานา อย่างที่ว่าไปนั้น
แต่ที่สุด ถ้าคุณอยากใช้ชีวิต Slow Life อยากดื่มกาแฟดริป ก็ตามสบายเถิด มันเงินของคุณนี่หน่า
ใจกว้าง ๆ แมน ๆ กันหน่อยนะครัช สังคมไทย
(ตีพิมพ์ครั้งแรก ในส่วนจุดประกาย นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2558)


