วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟุคุชิมะ-มิยางิ อย่างนี้สิ 'ญี่ปุ่น'

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปญี่ปุ่น แต่เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสความเป็น ‘ญี่ปุ่น’

พอพูดถึงประเทศญี่ปุ่น คนส่วนมากจะนึกถึงเมืองหลวงอย่างโตเกียวหรือไม่ก็จังหวัดใกล้เคียงที่มีบรรยากาศละม้ายคล้ายกัน ทั้งคันโต คันไซ บลา บลา บลา จนลืมไปว่าญี่ปุ่นเป็นเกาะขนาดค่อนข้างใหญ่ แถมยังแบ่งเป็นภูมิภาคต่างๆ เหมือนบ้านเรา


โทโฮขุ (Tohoku-chiho) ก็เป็นอีกคำที่ไม่คุ้นหูคนไทย แม้แต่ตัวผมเองที่ได้ยินครั้งแรกว่าจะต้องไปโทโฮขุก็มืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าคืออะไร แม้แต่เดินหาซื้อหนังสือนำเที่ยวก็แทบจะหาไม่ได้ โทโฮขุช่างลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก...


ทว่า เมื่อหาข้อมูลเรื่อยๆ จึงได้รู้ว่า โทโฮขุ คือภูมิภาคที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของเกาะฮอนชู ประกอบด้วย 6 จังหวัด คือ อะคิตะ (Akita), อาโอโมริ (Aomori), ฟุคุชิมะ (Fukushima), อิวาเตะ (Iwate), มิยางิ (Miyagi) และยะมะงะตะ (Yamagata) ถึงตอนนี้มั่นใจเลยว่าต้องมีหลายคนคุ้นชื่อบางจังหวัดในภูมิภาคโทโฮขุแน่นอน อย่างน้อยก็จังหวัดฟุคุชิมะนี่แหละน่า เพราะเมื่อปี 2554 เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิกระทั่งทำให้เกิดวิกฤติโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุคุชิมะไดอิชิ ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก

ของดีอีสานญี่ปุ่น


หลังจากหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘อีสานแห่งญี่ปุ่น’ ได้พอสังเขป ก็ถึงเวลาได้สัมผัสของจริง การเดินทางไปที่โทโฮขุไม่ยากเลย เพียงแค่ใช้บริการรถไฟทั้งชินคันเซ็นและรถไฟ JR สำหรับคนที่ยังไม่เคยลองนั่งรถไฟในญี่ปุ่นอาจกลัว บอกเลยว่าไม่ต้องกลัว เพราะแค่ทำตามขั้นตอนและดูรายละเอียดต่างๆ ให้แม่นยำ รับรองว่าไม่มีหลง


ต้องบอกก่อนว่าหากมาเที่ยวที่โทโฮขุ ควรจะมีเวลามากหลายวัน เพราะในแต่ละจังหวัดมีของดีให้ได้สัมผัส (จนกระทั่งหลงรัก) มากมายหลายสิ่ง เอาเป็นว่าเริ่มต้นที่จังหวัดฟุคุชิมะอันอื้อฉาวก่อนเลย! 

แค่ได้ยินชื่อนี้ก็กลัวกันแล้วใช่ไหม? แต่เชื่อเถิดว่าถ้าได้มาเห็นกับตา ความกลัวที่เคยมีจะมลายหายไปหมด เพราะเพียงไม่กี่ปีฟุคุชิมะในวันนี้กลับฟื้นคืนชีพเป็นเมืองที่สงบ สวยงาม พร้อมรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเหลือเชื่อ


ก่อนจะไปพิสูจน์ว่าเมืองนี้น่าเที่ยวอย่างไร ต้องเติมพลังกันก่อน มาถึงแดนอาทิตย์อุทัยทั้งทีจะไม่กินราเมนคงไม่ได้ และที่ร้านราเมนเล็กๆ ที่ชื่อว่า Shirakawa ramen ก็ทำให้ความประทับใจแรกเกิดขึ้น จากหน้าร้านที่ดูเรียบง่าย แต่พอเข้าไป บรรยากาศที่ไม่เคยเจอจากร้านราเมนที่ไหนก็ปะทะเข้าเต็มตา


ทั้งกลิ่นหอมน้ำซุปอบอวลทั่วร้าน ทั้งบรรยากาศที่แปลกตาชนิดที่ว่าไม่น่ามีร้านราเมนร้านไหนทำแบบนี้ คือ ตามผนังมีอาวุธสงคราม ทั้งปืนกล ปืนพก ฯลฯ ประดับแทนเฟอร์นิเจอร์ชนิดอื่น แถมใกล้โต๊ะที่ผมนั่งมีปืนกลหนักพร้อมสายกระสุนตั้งตระหง่านอยู่อีก ถ้าไม่มีกลิ่นราเมนคงเข้าใจผิดว่ากำลังอยู่ในสมรภูมิ


ทึ่งในการตกแต่งร้านสักพัก ราเมนชามโตก็มาวางอยู่ตรงหน้า ความสนใจของผมเปลี่ยนทันที ไม่ต้องคิดอะไรมาก คว้าตะเกียบได้ก็ตกอยู่ภวังค์แห่งความอร่อย เส้นเหนียวนุ่ม เนื้อหมูชิ้นโตเต็มคำ และที่ต้องยกนิ้วให้คือน้ำซุปรสชาติเข้มข้นแบบที่หาไม่ได้ในบ้านเรา (อาจมีแต่ผมยังหาไม่เจอ)


...เผลอแป๊บเดียวหมดชาม


ผมมีโอกาสได้เดินเข้าไปดูครัวที่เชฟกำลังลงมือทำราเมนด้วยลีลาดุดัน ทำให้นึกถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่วางเรียงรายอยู่ในร้าน ช่างเข้ากันดี
นอกจากราเมนรสเลิศ ยังมีความเป็นญี่ปุ่นอีกมากมายซ่อนอยู่ในฟุคุชิมะ...


ตุ๊กตาล้มลุกตัวสีแดง หน้าดุ ไม่มีแขนขา ส่วนมากไม่มีตา มีตัวอักษรญี่ปุ่นอยู่บนตัว บอกอย่างนี้พอจะนึกภาพออกไหม? ถ้านึกออกแล้ว นั่นแหละครับ ‘ดารุมะ’ เราอาจเคยเห็นเจ้าดารุมะแบบนี้ในร้านไดโซะ (ที่ขายทุกอย่าง 60 บาท) และอาจคิดว่ามันเป็นแค่ตุ๊กตาล้มลุกที่เป็นของที่ระลึกด้วย เมื่อก่อนผมก็คิดแบบนั้น จนกระทั่งได้มาที่นี่และได้ลองระบายสีตุ๊กตาดารุมะไปพร้อมกับฟังที่มาที่ไปของเจ้าตุ๊กตาตัวนี้


คำว่า ดารุมะ (Daruma) มาจากชื่อ ดารุมะ สังฆปรินายกองค์ที่ 28 หรือ ตะโมภิกขุ หรือ พระโพธิธรรม หรือชื่อที่คนไทยคุ้นเคยกันดีว่า ตั๊กม้อ เป็นพระภิกษุชาวอินเดียผู้ก่อตั้งนิกายเซ็น และยังเป็นผู้ก่อตั้งวัดโชลิน หรือ โชลิน-จิ ในประเทศจีน หรือก็คือวัดเส้าหลินต้นกำเนิดของวิทยายุทธจีนที่รู้จักกันดีทั่วโลก


ส่วนใบหน้าของตุ๊กตาดารุมะถ้าสังเกตดีๆ ทั้งคิ้ว หนวดเครา ปาก จะเป็นภาพนกและเต่า (ไปหาเองว่าตรงไหนนกตรงไหนเต่า) แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของดารุมะจนหลายคนสงสัย คือ ทำไมตุ๊กตาดารุมะไม่มีดวงตา?


ว่ากันว่าตอนที่ได้ตุ๊กตาดารุมะมาดวงตาทั้งสองข้างจะว่างเปล่า ผู้เป็นเจ้าของต้องใช้หมึกดำเติมลงให้เป็นวงกลมสีดำเหมือนลูกตา และตั้งจิตอธิษฐานถึงความปรารถนาที่หวังจะให้เป็นจริง และเมื่อวันข้างหน้าความหวังนั้นกลายเป็นจริง ให้วาดลูกตาดวงที่สองให้ครบทั้งสองข้าง ตุ๊กตาดารุมะก็จะมีดวงตาครบสมบูรณ์ (ตามธรรมเนียมนิยมญี่ปุ่นจะต้องเติมลูกตาข้างขวาก่อน) จากนั้นจะนิยมนำตุ๊กตาดารุมะที่มีดวงตาครบสมบูรณ์วางไว้บนที่สูง อาจเป็นหิ้งพระ หรือหิ้งบูชาแบบญี่ปุ่น


สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากระบายสีดารุมะด้วยตัวเอง ในเมืองนี้มีแหล่งผลิตดารุมะและเปิดให้นักท่องเที่ยวได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีชิ้นเดียวในโลก สวยไม่สวยไม่เป็นไร แต่ได้ความประทับใจไปเต็มๆ


มาถึงความประทับใจในความเป็น ‘ญี่ปุ๊นญี่ปุ่น’ ลำดับถัดไป แต่เตือนไว้ก่อนว่า “ระวังเปรี้ยวปาก!”


เพราะสินค้าขึ้นชื่อของภูมิภาคโทโฮขุ ที่แม้แต่คนแพ้แอลกอฮอล์ยังต้องลองชิม นั่นคือ สาเกญี่ปุ่น สุราพื้นบ้านรสเยี่ยม แต่มาถึงที่นี่จะชิมสาเกธรรมดาได้อย่างไร ต้องลิ้มรสสาเกของ Okidaiichi-honten ผู้ผลิตสาเกญี่ปุ่นที่มีความเป็นมายาวนาน ทุกวันนี้ก็ยังรักษามาตรฐานไว้ได้


ร้านสาเกนี้ตั้งอยู่ริมถนน ไม่แตกต่างจากร้านรวงข้างเคียง แต่ในร้านแอบแฝงความลับของสุราชั้นเลิศเอาไว้ เพราะนอกจากในร้านจะมีสาเกญี่ปุ่นหอมอร่อยลิ้น ถัดเข้าไปข้างในยังมีโรงผลิตอยู่ด้วย


ต้องยอมรับว่าสาเกญี่ปุ่นหอมอร่อยจริงๆ ยิ่งได้จิบท่ามกลางอากาศเย็นๆ ของเมืองฟุคุชิมะด้วยแล้ว บอกได้คำเดียว...ฟิน


แต่ถ้าใครยังฟินยังอินกับความเป็นเจแปนไม่พอ ต้องไปที่ Takashiba Deko Yashiki อีกหนึ่งแหล่งผลิตตุ๊กตาพื้นบ้าน ซึ่งไม่ได้มีแต่ดารุมะเท่านั้น ยังมีตุ๊กตาญี่ปุ่นแบบอื่นๆ มากมาย แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยวได้มากคือการแสดงจากเจ้าของร้าน แค่เขาหยิบหน้ากากมาใส่ก็สวมบทบาทตามหน้ากากนั้นได้อย่างน่าทึ่ง


ที่นี่จึงเป็นเสมือนศูนย์รวมศิลปะทั้งงานหัตถกรรมและศิลปะการแสดง แม้พื้นที่จะกระทัดรัดแต่ควรมีเวลามากหน่อยเพื่อซึมซับทุกซอกทุกมุมของศิลปะทั้งสองแขนง

สวยสุด ‘ยอด’


ไม่แน่ใจว่าก่อนวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ปี 2554 ที่ฟุคุชิมะเป็นอย่างไร แต่วันนี้ฟุคุชิมะสวยงามเหลือเกิน ไม่ใช่แค่ของดีที่มีเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ที่นี่มีธรรมชาติทั้งสมบูรณ์และสวยงาม ไม่เกินจริงหากจะบอกว่า “มุมไหนก็สวย”


และช่วงที่ผมไปเป็นช่วงเดือนเมษายนซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ผลิ อากาศเริ่มอบอุ่น (แต่ก็หนาวกว่าไทยมาก) ช่วงนี้ถ้าใครอยากชมดอกซากุระที่โตเกียวจะผิดหวังแน่นอน เพราะซากุระที่นั่นหมดแล้ว ทว่าที่โทโฮขุช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ซากุระและดอกไม้อื่นๆ บานสะพรั่ง...แต่เราจะยังไม่พาไปชมซากุระในคราวนี้


ที่ภูเขาฮานามิยะมะ (Hanamiyama) เป็นจุดชมความงามของดอกซากุระที่ถูกยกย่องว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองฟุคุชิมะ เดิมทีเขาลูกนี้เป็นที่ดินส่วนตัวของชาวบ้านแถบนั้นและเป็นภูเขาธรรมดา กระทั่งวันหนึ่งมีชาวสวนนำซากุระหลายสายพันธุ์มาปลูกและดูแลอย่างดี ผ่านไปหลายปีต้นซากุระไม่กี่ต้นก็เพิ่มจำนวนจนเต็มภูเขา มีของสวยงามที่ไหนย่อมมีนักท่องเที่ยวที่นั่น ปี ค.ศ.1959 ชาวบ้านจึงเปิดให้คนภายนอกเข้ามาท่องเที่ยวฟรี และกลายเป็นแหล่งชมซากุระที่ได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


แต่บอกแล้วว่าคราวนี้เรายังไม่ได้พาชมซากุระ เพราะไม่รู้ว่าเกิดความผิดพลาดอะไรทำให้วันที่ผมขึ้นไปยังไม่มีซากุระบานเต็มภูเขา แต่มีพันธุ์ไม้อื่นๆ ที่สวยงามไม่แพ้กัน แค่ไม่ชมพู้ชมพูเท่านั้นเอง


ที่ฮานามิยะมะมีทางเดินลัดเลาะขึ้นไปตามเนินเขาซึ่งไม่ถือว่าชันมาก เดินชมนกชมไม้ได้เพลินๆ แต่ก่อนจะขึ้นไปต้องไม่พลาดแวะชมทุ่งดอกไม้หลากสีที่ชาวบ้านพร้อมใจกันปลูกต้อนรับนักท่องเที่ยว


แต่ที่ห้ามพลาดยิ่งกว่าคือทุ่งดอกนะโนะฮานะหรือดอกเรปซีด (Rapeseed หรือ Canola) สีเหลืองอร่าม ยังไม่ทันขึ้นเขาก็ถ่ายรูปจนเมมโมรีการ์ดเกือบเต็มแล้ว (ฮา)


เมื่อเดินขึ้นเขาไปจนถึงจุดสูงสุดจะเป็นจุดพักและชมวิวที่มองออกไปจะเห็นเทือกเขาอะซุมะอยู่ลิบๆ ลองนึกภาพตามสิ เทือกเขาตั้งเป็นแถว มองเห็นหิมะที่ยังปกคลุมบางส่วนและละลายบางส่วน ตัดกับสีของท้องฟ้า ได้ยืนชมท่ามกลางลมเย็นแห่งฤดูใบไม้ผลิ บนยอดสุดนี่สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ
แม้ไม่ได้พาไปดูดอกซากุระบานสะพรั่ง แต่จะชดเชยให้ด้วยดอกไม้ที่ชมพูยิ่งกว่า นั่นคือดอกพีชสีชมพูเข้ม ทีแรกผม (และหลายคน) มองไกลๆ ก็เข้าใจผิดว่านี่คือซากุระ แต่พอดูใกล้ๆ จึงรู้ว่าไม่ใช่...แต่ก็สวยไม่แพ้กัน

เรื่องสี่ขากับซามูไร


เคยได้ยินสมญานามของประเทศญี่ปุ่นไหมว่า “แดนซามูไร” หรืออะไรทำนองนี้ คราวนี้นี้เราข้ามจากจังหวัดฟุคุชิมะมาที่มิยางิ (Miyagi) กันบ้าง มิยางิเป็นเหมือนศูนย์กลางของโทโฮขุ มีเมืองหลวงคือเซ็นได แน่นอนว่าความเป็นศูนย์กลางจึงทำให้มิยางิมีความทันสมัยมากกว่าจังหวัดรอบๆ


และที่เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคตั้งแต่อดีต การปกครองต่างๆ จึงกระจุกตัวอยู่ที่นี่ จึงมีปราสาทและเรื่องราวเกี่ยวกับซามูไรมากมายที่ยังมีมนต์ขลังมาจนทุกวันนี้


อย่างที่ปราสาทชิโรอิชิ (Shiroishi Castle) ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของซามูไรในอดีตได้อย่างดี เพราะตั้งแต่บานประตูขนาดยักษ์ก็พอจะฉายภาพอดีตได้แล้ว ยิ่งได้เดินเข้าไปในพื้นที่อันกว้างขวางรอบปราสาทและเห็นปราสาทหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ก็ไม่ต้องมีคำอธิบายใดอีก


ทันทีที่เดินเข้าไปในปราสาทเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปอดีตอันรุ่งเรืองของบรรดาซามูไร เพราะที่นี่ยังเก็บรักษาของเก่าดั้งเดิมไว้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนัง หน้าต่าง ที่แต่ละจุดมีความหมายซ่อนอยู่ทั้งสิ้น เช่น หน้าต่างของปราสาทแหล่งนี้จะมีซี่สี่เหลี่ยมติดตั้งไว้เป็นแนวเฉียง คือเสาสี่เหลี่ยมแต่หันด้านแหลมออก ด้วยเหตุผลว่าเวลายิงธนูใส่ข้าศึกจากข้างในปราสาทจะหันได้สะดวกทั้งซ้ายและขวา


นอกจากนี้หากใครอยากลองเป็นซามูไรสักครั้ง ที่นี่ก็มีชุดเกราะซามูไรพร้อมดาบให้ลองสวมโพสท่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย ขอบอกว่าชุดเกราะนี้ไม่ใช่เบาๆ กว่าจะถ่ายเสร็จผมนี่เมื่อยเลย


สำหรับทาสหมา (คนรักหมานั่นล่ะ) ต้องไม่พลาด Zao Kitsune-mura หรือหมู่บ้านหมาจิ้งจอก แค่ก้าวเท้าเข้าไปก็แทบน้ำตาไหล...เพราะกลิ่นน้องหมาฉุนแสบตา (ฮา) จริงๆ คือน้ำตารื้นเพราะความน่ารักของหมาจิ้งจอกหลายร้อยตัว แม้หมาจิ้งจอกเหล่านี้จะไม่เข้าหาคนสักเท่าไร แต่แค่ได้เห็นมันนอน เดินไปเดินมา กัดกันบ้าง เดินล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนพวกเราเป็นเหยื่อของมัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว


ไม่ใช่ความสุขที่จะกลายเป็นอาหารหมา แต่เป็นความสุขที่ได้รับจากฟุคุชิมะและมิยางิ ฤดูใบไม้ผลิที่ไม่มีซากุระมันเหมือนขาดอะไรไปใช่ไหม รับรองว่าคราวหน้ากับจังหวัดอื่นๆ ของโทโฮขุ มีอะไรขาวอมชมพูแน่นอน