ถ้าชีวิตคือการแข่งขัน ผมคงเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตมาได้หลายสิบปีได้โดยไม่เคยเข้าร่วมสนามแข่งใดๆ เลย
ในแง่ดี...ผมไม่จำเป็นต้องวิ่งให้ทันหรือเพื่อแซงใคร เพียงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็น่าจะพอแล้ว แต่ในทางกลับกัน...การดำเนินชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยก็ทำให้ไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน การได้เดินออกนอกเส้นทางเดิมไปสู่เส้นทางที่ต้องแข่งขันกับคนอื่นอาจช่วยสร้างแรงจูงใจได้บ้าง
Tour of I-san Loei Classic จึงเป็นรายการแข่งขันจักรยานรายการแรกในชีวิตของนักปั่นสายชิลล์อย่างผม แม้เป็นเรื่องไม่คุ้นเคยแต่ในเมื่อสายการบินนกแอร์ชวนให้ร่วมปั่นจักรยานรายการใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของภาคอีสาน มีหรือที่จะปฏิเสธได้ลง
เหมือนทุกครั้งที่ผมใช้บริการสายการบินนี้โดยนำจักรยานไปด้วย เพียงปล่อยลมยาง และปล่อยลมช้อคอัพในกรณีเป็นจักรยานเสือภูเขาที่ช้อคอัพเป็นระบบ Air แล้วนำจักรยานใส่กระเป๋าหรือกล่องให้เรียบร้อย เพียงเท่านี้ก็นำจักรยานพร้อมสัมภาระไปเช็คอินได้ที่เคาน์เตอร์ได้ฟรี หากน้ำหนักจักรยานกับสัมภาระที่จะโหลดใต้เครื่องไม่เกินจำกัดก็ฟรีจริงๆ
เป็นธรรมดาของผู้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาต่างๆ ที่จะต้องเดินทางไปถึงก่อนวันแข่งเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจ เรื่องเตรียมตัวผมไม่ค่อยกังวลเพราะไม่ได้หวังอะไรมากมาย แต่เรื่องเตรียมใจคงต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันสักนิด
ผมปั่นจักรยานจากที่พักในตัวเมืองไปที่ศาลเจ้าพ่อกุดป่องและศาลหลักเมืองซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ตั้งอยู่ห่างจากวงเวียนน้ำพุประมาณ 100 เมตร ติดกับสวนสาธารณะกุดป่อง แม้ที่นี่จะไม่มีที่จอดจักรยาน แต่ด้วยสภาพพื้นที่ค่อนข้างโล่ง หากนำจักรยานพิงจอดไว้ก็ยังมองเห็นได้ ไม่ต้องกลัวหาย อีกอย่างด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าพ่อกุดป่องซึ่งเป็นศาลเก่าแก่ที่ประชาชนเคารพนับถือ และศาลหลักเมืองอายุหลายสิบปี ภายในเสาหลักเมืองทำด้วยไม้ราชพฤกษ์ แกะสลักเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑน์ ลงรักปิดทองทั้งองค์ น่าจะช่วยคุ้มครองได้มากทีเดียว อย่างน้อยใครคิดจะขโมยก็คงเกรงใจเจ้าพ่อบ้างละ
รุ่งเช้าวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2558 ยังไม่ทันสว่างดีนักปั่นต่างมารวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดเลย บรรยากาศคึกคักและดูเป็นมิตรกว่าที่ผมมโนไว้เยอะ ภาพนักปั่นขาแรงเตรียมตัวมาแย่งชิงพื้นที่บนโพเดี้ยมถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มและคำทักทายของมวลมิตรชาวจักรยาน บางคนไม่รู้จักกันแต่เมื่อมีรักใคร่ชอบพอยานพาหนะสองล้อเหมือนกันก็เป็นเพื่อนกันได้
ทันทีที่เสียงสัญญาณปล่อยตัวนักปั่นดังขึ้น ขบวนจักรยานก็เคลื่อนที่ออกจากศาลากลางจังหวัดเลยไปอย่างช้าๆ แม้สัญญาณจะดังแต่ใช่ว่าการขับเคี้ยวแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น เพราะในช่วงแรกจะเป็นการปั่นเป็นขบวน ในมุมนักกีฬาก็เพื่ออบอุ่นร่างกาย ส่วนในมุมการท่องเที่ยวนี่คือการชมทัศนียภาพของเมืองเลยที่ต้องบอกว่าอิจฉาคนเลยจริงๆ ที่มีถนนหนทางน่าปั่นแบบนี้ น่าปั่นอย่างไร เดี๋ยวจะเล่าต่อไปในย่อหน้าถัดๆ ไป...
ความเร็วในช่วงแรกอยู่ที่ประมาณ 25-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วชิลล์ๆ อย่างนี้บวกกับอากาศที่ยังไม่ร้อนมากถูกใจนักปั่นฟรุ้งฟริ้งจริงๆ เรียกได้ว่าปั่นไปคุยไป ทักทายนักปั่นข้างๆ จนได้เพื่อนใหม่หลายคนก็ตอนนี้
ผ่านไป 20 กว่ากิโล จะได้เห็นขบวนนักเรียนตัวน้อยๆ ยืนเรียงแถวโบกมือทักทายให้กำลังใจ เป็นสัญญาณว่านี่ถึงจุดพักแรกแล้ว
นอกจากน้องๆ นักเรียนยังมีชาวบ้านมาต้อนรับและนำผลหมากรากไม้และน้ำดื่มมาบริการแก่นักปั่นชนิดไม่อั้น ขนาดไม่หิวและยังไม่เหนื่อยแต่เพื่อรักษาน้ำใจของชาวบ้านก็เลยกินจนพุงกางเลยทีเดียว เท่านั้นไม่พอยังมีการแสดงชุดผีตาโขนให้ชมด้วย
หลังจากเติมพลังและชมการแสดง ขบวนจักรยานเริ่มเคลื่อนที่ต่อไป ช่วงที่สองนี้เริ่มมีกลิ่นไอของการแข่งขันเข้ามาบ้างแล้ว แม้ยังไม่ดุดเดือดทว่าความเร็วของแต่ละคนก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้พระอาทิตย์ตอกบัตรเข้างานเรียบร้อยแล้ว การปั่นจักรยานฝ่าแดดยามสายไม่ใช่เรื่องสนุกเลย เพราะนอกจากเหนื่อยจากปั่นจักรยานยังต้องทนกับอากาศร้อนด้วย การจิบน้ำเรื่อยๆ จะพอช่วยบรรเทาความร้อนและอาการขาดน้ำได้
แต่นับเป็นโชคดีที่ถนนหนทางที่นี่ค่อนข้างเรียบ อาจมีหลุมบ่อบ้าง มีช่วงที่กำลังก่อสร้างบ้าง แต่โดยรวมถือว่าเป็น ‘ถนนน่าปั่น’
จากขบวนจักรยานที่เกาะเป็นกลุ่มใหล่กลุ่มเดียวตอนนี้ถูกแยกออกเป็นกลุ่มนำ กลุ่มตาม และคนที่หลุดกลุ่มจนกลายเป็น ‘นักปั่นสายเดี่ยว’ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนักปั่นสายนี้ มองไปไกลๆ ก็เห็นหลังของกลุ่มนำ เหลียวหลังไปไกลๆ ก็เห็นหัวของกลุ่มตาม แต่มองไปข้างๆ ตอนนี้กลับไม่เห็นใคร (เหงา)
เคยมีคนบอกไว้ว่าพยายามอย่าหลุดกลุ่ม ถ้าหลุดแล้วจะลำบาก แต่ด้วยค่าที่ปั่นเดี่ยวมาตลอดเลยไม่เข้าใจ จนกระทั่งวันนี้จึงได้เข้าใจถ่องแท้ เพราะการปั่นหลุดกลุ่มหมายความว่าจะต้องอยู่กับตัวเองไปตลอด จะหาแรงบันดาลใจขณะที่เหนื่อยและร้อนก็ยากเหลือเกิน
ขณะที่กำลังจะหมดแรง ผมกลับได้พลังระหว่างทาง...
ไม่ต้องเกณฑ์ ไม่ต้องจ้าง ไม่ต้องบังคับ แต่ชาวบ้านที่อยู่สองข้างเส้นทางแข่งขันครั้งนี้พร้อมใจกันออกมาส่งเสียงเชียร์
แม้ไม่มากมายเพราะไม่ได้มีชุมชนอยู่ติดกันตลอดเส้นทาง แต่แทบทุกบ้านที่ปั่นผ่านพวกเขาจะออกมาโบกไม้โบกมือ ปรบมือให้ ตะโกนเชียร์ก็มี บางบ้านใจดีมากถึงขั้นเอาน้ำเย็นใส่กระติกมาวางไว้ให้หน้าบ้านกันเลย
หลังจากได้กำลังใจจากชาวบ้านที่น่ารัก ก็มีแรงปั่นต่อจนไปถึงจุดพักที่สองซึ่งตรงนี้นักปั่นจะได้พักนานหน่อย เพราะมี ‘ของจริง’ รออยู่
พักเสร็จ เติมน้ำ กินขนมและผลไม้ที่ชาวบ้านและผู้จัดงานนำมาเลี้ยงจนเรี่ยวแรงกลับมา ได้เวลาลุยของจริงแล้ว เพราะเส้นทางหลังจากนี้เป็นทางชัน จากเริ่มต้นที่ 8 เปอร์เซ็นต์ขยับขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนครับว่ากลุ่มขาแรงก็ปั่นนำไปชนิดไม่เห็นฝุ่น ส่วนพวกขาอ่อนอย่างพวกผมก็ตามค่อยๆ คืบขึ้นเนินซึม เรียกได้ว่าเปลี่ยนเกียร์จนเกือบหมดทุกจานก็ยังไปได้ด้วยความเร็วแค่ไม่เกิน 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (อ่อนจริงๆ)
และในที่สุดผลของการอ่อนซ้อมและอากาศร้อนระอุ ก็สำแดงฤทธิ์...ขณะปั่นขึ้นเนิน อีกไม่ถึงสิบกิโลเมตรจากเส้นชัย ตะคริวลูกใหญ่ขึ้นที่น่องซ้าย ผมรีบลงจากอานแต่ไม่ทัน เพราะน่องขวาก็ตะคริวขึ้น เรียบร้อยโรงเรียนตะคริวครับงานนี้ ผมจบการแข่งรายการแรกด้วยระยะทาง 60 กว่ากิโลเมตรจาก 70 กิโลเมตร แบบที่ต้องยอมจำนนจริงๆ
สำหรับนักปั่นที่เอาชนะร่างกายและสภาพแวดล้อมจนถึงเส้นชัยได้ ก็จะได้ดื่มด่ำความสำเร็จท่ามกลางความสวยงามของภูป่าเปาะ จุดชมวิวที่สูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มองออกไปจะเห็นภูหอ ภูเขาสูงที่มียอดราบ ช่วงที่มีทะเลหมอกปกคลุมภูเขาลูกนี้ไม่แตกต่างจากภูเขาไฟฟูจิแห่งแดนอาทิตย์อุทัยเลยทีเดียว
ถ้าชีวิตคือการแข่งขัน ผมคงเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งจะได้ลงแข่งเมื่อมีชีวิตมาได้หลายสิบปี แม้จะไม่ประสบ ‘ความสำเร็จ’ แต่สองข้างทางของชีวิตก็มี ‘ความสุข’ ให้ได้ชื่นชม




