background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

แชร์ไม่คิด ผิดไม่รู้ตัว!

แชร์ไม่คิด ผิดไม่รู้ตัว!

แชร์เพลง.. แชร์หนัง.. หรือกระทั่งซีร็อกซ์ตำราเรียน รู้ไหมอาจเข้าข่ายละเมิด

จุดประกายชวนทำความเข้าใจเรื่อง “ลิขสิทธิ์” ก่อนจะปันกันผิดๆ โดยไม่รู้ตัว

ในยุคสังคมแห่งการ “แชร์” รู้ไหม.. ใน 1 นาทีมีวิดีโอเวลา 48 ชั่วโมงถูกอัพโหลดขึ้นบนเว็บไซต์ยูทูบ มีอีเมล 200 กว่าล้านฉบับถูกส่งให้กัน

แน่นอนว่า ท่ามกลาง “สาร” จำนวนมหาศาลนี้ ต้องมีคน “ส่งต่อ” สารนั้นไปอีกไม่รู้จบ ทั้งหนัง เพลง ตัวอักษร ท่าเต้น มุกตลก ที่เห็นแล้วก็อยากบอกต่อ หลายครั้งเป็นการ “ทำซ้ำ” หลายครั้งเป็นการเผยแพร่สู่ “สาธารณะ”

แต่ในจำนวนการรับรู้ที่เกิดขึ้นนั้น รู้ไหมว่า มีการกระทำผิดที่เข้าข่ายการ “ละเมิดลิขสิทธิ์” อยู่

 

ลิขสิทธิ์เบื้องต้น

ลิขสิทธิ์เป็นสิ่งที่กฎหมายมอบให้กับคนที่เป็นเจ้าของ โดยธรรมชาติแล้วจะเป็นคนที่สร้างสรรค์ผลงานนั้นขึ้น เช่น นักแต่งเพลง นักเขียน หรืออาจจะเป็นของผู้ว่าจ้างก็แล้วแต่การตกลงกัน โดยงานนั้นต้องมีการแสดงออกซึ่งความคิด มีการใช้แรงงานหรือวิจารณญาณในการสร้างงานด้วยตัวเอง และต้องเป็นชนิดงานที่เข้าข่ายที่กฎหมายระบุไว้ เช่น ดนตรีกรรม วรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม

"ถ้าคิดอย่างเดียวว่า พรุ่งนี้เราจะแต่งเพลง เป็นเพลงรัก เพลงโศกอะไร แค่นั้นไม่พอ ต้องมีการ express ออกมา อาจจะเป็นการเขียน การพูด อะไรก็แล้วแต่” รศ.อรพรรณ พนัสพัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายเพื่อประชาชน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นอธิบายไว้ในเวที “Fair use: on Copyright เปิดเพลงในร้านอาหาร, ใช้ภาพจาก Internet, แชร์ link จาก YouTube อย่างไรให้ถูกต้อง โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA

สิ่งที่ได้รับการคุ้มครองคือ “วิธีการ” ของบุคคลนั้นๆ ในการแสดงออก หรือ style of expression ทั้งนี้งานที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจะต้องเป็นงานที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย

"มันมีที่มาจากที่มีคนสร้างหนังโป๊เอาไปฉายในโรง แล้วก็มีคนเอามาทำเป็นวิดีโอโดยไม่ได้รับอนุญาต เอาไปทำขาย ให้เช่า เจ้าของก็มาแจ้งจับเพราะละเมิดลิขสิทธิ์ ศาลตัดสินว่า ในกฎหมายอาญา ถ้ามีสิ่งลามกอนาจารไว้ในครอบครองให้ถือว่า มีความผิด ฉะนั้นเมื่อกฎหมายอาญา บอกว่า ผิดไปแล้ว คนที่สร้างสรรค์งานนี้จึงไม่ควรจะได้ลิขสิทธิ์ กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่ศาลฎีกาเห็นว่า มันไม่ถูกไม่ควร” อรพรรณยกตัวอย่าง

ผู้เป็นเจ้าของผลงานจะมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายที่เรียกว่า Exclusive Right หรือสิทธิแต่เพียงผู้เดียว เป็นรางวัลที่ได้จากสร้างสรรค์งานขึ้น ซึ่งคนคนนั้นจะมีสิทธิในการทำซ้ำ (Reproduction) ไม่ว่าจะเป็นเขียน ถ่ายสำเนา อัดเสียง อัดภาพ มีสิทธิในการดัดแปลง (Adaptation) เช่น แปล หรือดัดแปลงเป็นงานอย่างอื่น และมีสิทธิในการเผยแพร่สู่สาธารณชน (Communication to public)

เช่น ร้านอาหาร ถ้าเปิดเพลงที่เป็นผลงานของผู้อื่นก็เข้าข่ายการเผยแพร่สู่สาธารณชนได้ หรือถ้าเอาเพลงคนอื่นไปใช้ในกิจการทั้งหลายที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการฟังเองก็เข้าข่ายเช่นกัน แบบนี้ต้องขออนุญาต และทำตามขั้นตอนขององค์กรจัดเก็บลิขสิทธิ์

“ถ้าเปิดยูทูบนั่งทำงานไปอยู่ที่บ้านคนเดียวอันนี้ก็ชัดว่าเป็น private use ถ้ามันมากกว่านั้น สมมติออฟฟิศแห่งหนึ่งเปิดยูทูบไว้ตรงล็อบบี้เลย ทั้งเพลงทั้งภาพ ตึกนั้น คนก็เดินผ่านไปเยอะแยะ ข้อเท็จจริงมันก็อาจจะเปลี่ยนเป็นเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้” รศ.อรพรรณยกตัวอย่าง

แม้กฎหมายจะให้ “ลิขสิทธิ์” แก่เจ้าของ แต่ก็ไม่ได้ให้ตลอดไป โดยปกติจะให้ประมาณตลอดชีวิตของเจ้าของบวกอีก 50 ปี แล้วแต่ประเภทงาน ถ้าเป็นงานศิลปะประยุกต์จะบวก 25 ปีหลังจากนั้น และเมื่อหมดอายุ งานนั้นก็จะกลายเป็นงานสาธารณะ หรือ work in public domain ที่ผู้นำไปใช้งานไม่ต้องขออนุญาตใคร เช่น สามารถแจกงานวรรณกรรมในอดีต หรือฟังเพลงไทยเดิมทั้งหลายในที่สาธารณะได้เลย

ที่จริงแล้ว ไทยเข้าเป็นสมาชิกของสนธิสัญญากรุงเบอร์น หรือ Berne Convention ตั้งแต่ปี พ.ศ.2474 เป็นสนธิสัญญาที่ว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองลิขสิทธิ์แก่งานวรรณกรรมและศิลปกรรม อันเนื่องมาจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ เรื่อง “ลิขสิทธิ์” จึงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในไทย เพียงแต่สังคมปัจจุบันมีหลายอย่างที่เอื้อต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่ายกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์

“กฎหมายลิขสิทธิ์เป็นกฎหมายที่ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งเกี่ยวข้องกับคนธรรมดาเรื่อยๆ สมัยก่อนใครจะทำ reproduce (ผลิตซ้ำ) ทางวิชาการจะต้องมีเจ้าของทุนพอสมควร ครอบครองเทคโนโลยี เช่น เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ การจะมาคัดลอกก็ต้องใช้เวลานาน แต่วันนี้ใครๆ ก็ reproduce ได้ โดยเครื่องมือที่มีราคาถูกแล้วก็ทำได้ฟรีด้วย กรณีแบบนี้จะนำมาซึ่งความขัดแย้ง ไม่ใช่แค่เจ้าของสิทธิ์กับผู้ใช้นะ แต่เป็นความขัดแย้งของคนในสังคมด้วย” วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เล่าถึงความจำเป็นที่จะเข้าใจเรื่องนี้

"ถามว่า ทำไมเราต้อง concern เรื่องนี้ มันซีเรียสแค่ไหน คำตอบก็คือมันมีโทษทางอาญาไง เขาสามารถเอาเราเข้าคุกได้” พิเศษ จียาศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไปสมาคมการค้าผู้ประกอบุรกิจบันเทิงไทย ย้ำ และบอกเหตุผลสำคัญว่า ถ้ายังไม่จริงจังกับเรื่องนี้ ยังทำอะไรไปไม่รู้ตัว ความผิดเหล่านี้มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี ปรับสูงสุดถึง 800,000 บาท

เรื่องลิขสิทธิ์ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว จะต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป อย่างถ้าเปิดเพลงในร้านอาหาร แต่เปิดเป็นหน้าจอเล็กๆ ร้องเพลงตามชิลล์ๆ ไม่ได้จะให้ใครมาฟังด้วย ลูกค้าที่เข้าร้านก็ไม่มาก แล้วก็ไม่ได้คิดเงินรวมเอาค่าฟังเพลงเข้าไปด้วย ความจริงตรงนี้ก็จะต่างออกไป

“แต่ถ้าเกิดลงมือขึงจอใหญ่ แม้จะไม่ได้บวกเงินเพิ่ม ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เข้าข่ายของการเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว” รศ.อรพรรณเสริม

 

ช่องแคบของ Fair use

เมื่อเจ้าของลิขสิทธ์มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ตามกฎหมายแล้วจะมี “ตัวคาน” หรือที่เรียกกันว่า Fair use ลดทอนสิทธิแต่เพียงผู้เดียวลง เพื่อให้สิทธิแก่สังคมหรือ user คนทั่วไปได้ใช้ โดยไม่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน

“ช่องนี้ต้องแคบและแคบมากๆ เราก็ทะเลาะกันตรงนี้แหละ เพราะเจ้าของต้องการที่จะให้แคบนิดเดียว ผู้ใช้ก็จะบอก กว้างหน่อย” รศ.อรพรรณชี้ให้เห็นปัญหาของ Exclusive right และ Fair Use

Fair Use คือหลักสากลอยู่ภายใต้ข้อตกลงของประเทศ Berne Convention โดยมีบันได้สามขั้น (3-step test) เป็นตัวชี้แนะ ได้แก่ จะต้องใช้กรณีที่เป็น specific case เท่านั้น จะต้องไม่ขัดกับการแสวงหาประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ และต้องไม่กระทบกระเทือนกับเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ส่วนจะเอาไปใช้ได้แค่ไหนเพียงใดนั้น ตามกฎหมายไม่ได้ระบุจำนวนไว้แน่นอน แต่ให้ดูเป็นกรณีไป

สำหรับไทยมีออกเป็นไกด์ไลน์ไว้เพื่อเป็นข้อแนะนำแล้ว เช่น งานวรรณกรรม อนุญาตให้ทำได้ 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 1,000 คำ แล้วแต่ปริมาณไหน “น้อย” กว่ากัน ถ้าเป็นรูปภาพก็จะอนุญาตได้ 1 ภาพต่อหนังสือ 1 เล่ม ฯลฯ (สามารถหาดูได้ที่เว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งอาจดูวัตถุประสงค์ด้วยว่า เป็นไปเพื่อการค้าหรือไม่ ถ้าไม่แสวงหากำไร (non-profit) ก็มักจะถือว่าเข้าข่าย Fair use

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันเองว่า เมื่อไรก็ตามที่เราเอาผลงานไปใช้โดยส่วนตัว หรือเพื่อการศึกษาวิจัย ถือเป็นการยกเว้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่!!!

เพราะต้องไม่ลืมว่า การใช้นั้นจะต้องไม่ขัดกับการแสวงหาประโยชน์ และต้องไม่กระทบกระเทือนกับเจ้าของลิขสิทธิ์ “เกินสมควร” ด้วย

สมมติว่า อาจารย์ท่านหนึ่งถ่ายเอกสารหนังสือเพื่อใช้สอนนักศึกษา ฟังดูแล้ว อาจไม่ใช่เพื่อการแสวงหาผลกำไร แต่ถ้าการสอนของอาจารย์เกิดขึ้นทุกๆ เทอม และยังใช้หนังสือที่ทำซ้ำขึ้นเอง หรือได้บวกค่าเดินทางเข้าไปในการขายเอกสาร อาจจะต้องพิจารณาแล้วว่า ต้องขออนุญาตจากเจ้าของแล้ว

“ตรงนี้นี่แหละคือความยากในการพัฒนา” นุสรา กาญจนกูล หัวหน้าส่วนคุ้มครองสิทธิ์ สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา เอ่ย และบอกว่า การแสดงถึงการรับรู้ในการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของงานนั้น เป็นเรื่องสำคัญ และแม้มีการแสดงการรับรู้แล้ว ก็ยังอาจผิดได้

“มีเคสที่มีการคัดลอกบางส่วนของงาน ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ใช้ข้อมูลเกิน หลังจากที่มีการฟ้องร้อง ศาลพิจารณาดูหลักฐานข้อเท็จจริงแล้วพบว่า มีการอ้างอิง แต่การอ้างอิงนั้น ไม่ใช่เป็นลักษณะที่สมควรทางวิชาการ เช่น เอามา 1 พารากราฟ อาจจะต้องทำฟุตโน้ตระบุข้างล่างว่า อันนี้มาจากบรรทัดที่เท่าไร หนังสือเล่มไหน แต่ว่ามันมีที่เขาเขียนกลมกลืนไปในเนื้อหา แล้วก็ไปทำในบรรณานุกรมข้างท้ายว่า นำบางส่วนของข้อความมาจากหนังสือเล่มนั้นๆ ซึ่งตรงนี้ ศาลท่านมองว่าไม่เพียงพอแก่การอ้างอิง” นุสรายกตัวอย่าง

นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นในเรื่องของดนตรีกรรม นาฏกรรม ถ้าเกิดว่า เอามาใช้โดยองค์กร มูลนิธิ เพื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณกุศล เพื่อการศึกษา การศาสนา ที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อแสวงหากำไร เช่น การร้องเพลงเพื่อเอาเงินรายได้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยที่นักร้องก็ไม่ได้ค่าตอบแทนก็ถือเป็นการยกเว้นการละเมิดได้

 

แค่แชร์ แปลว่า ละเมิด’ !?

ใครจะคิดว่า เพียงเราแชร์ลิงค์จากยูทูบให้เพื่อนๆ บนเฟซบุ๊คฟัง บางทีอาจเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ สิ่งที่เราต้องดูให้ละเอียดก็คือ ลิงค์นั้นอนุญาตให้เราแชร์ไหม เช่น มี device หรือ application ให้แชร์ไหม ซึ่งหากว่า มี ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่า ผู้ที่อัพโหลดต้องการให้แชร์ หลังจากนั้น เมื่อจะแชร์บนหน้าวอลล์ของเรา ก็ต้องดูให้ดีว่า เราตั้งค่าเป็นอะไรไว้

“ก็ต้องดูอีกว่า เฟซบุ๊คเรา เราตั้งค่าเป็นอะไร ถ้าแค่เพื่อน คนเข้าถึงมันก็อาจจะน้อยลง แต่ถ้าตั้งเป็น general public ยังไงมันคงเป็นสาธารณะ ทีนี้ต้องดูอีกว่า เพื่อนมากเพื่อนน้อย ถ้าเพื่อน 50 ศาลก็อาจจะบอกแบบนึง บางคนเป็น public figure มีคนตามเป็นพันเป็นหมื่น อย่างนั้น มันก็คงเลี่ยงไม่ได้ ก็คงเป็นสาธารณะ อีกอันที่เราอาจจะทำ คือให้เครดิตว่าเอามาจากไหน” รศ.อรพรรณอธิบาย

ทั้งนี้ ถ้ามีการฟ้องขึ้นมา อาจจะต้องดูวัตถุประสงค์ประกอบด้วยว่า แชร์เพื่ออะไร ถ้าแชร์เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว โอกาสผิดก็จะมากกว่าใช้เพื่อการศึกษา

สมมติว่า เช่น เราแชร์ลิงค์วิดีโอหนัง “ทั้งเรื่อง” พร้อมแคปชั่นว่า หนังเรื่องนี้ดีมาก กำลังเข้าโรง ไปดูกัน อันนี้ถือว่า ผิด!

ซึ่ง รศ.อรพรรณให้เหตุผลว่า แม้จะแชร์เฉพาะกลุ่มเพื่อน หรือเพื่อนจะมีแค่ 200 คน แต่ก็กระทบต่อยอดขายตั๋วได้

ถ้าเปลี่ยนเป็นแชร์แค่พาร์ทเดียวของหนัง อาจจะไม่ผิด เพราะอาจเป็นการกระตุ้นให้คนอื่นอยากไปดู แต่...ก็ต้องดูอีกว่า ส่วนที่เราแชร์ไปนั้นมีไฮไลต์ของเรื่องไหม ถ้าหนังทั้งเรื่องมันมีฉากนี้ฉากเดียวเป็นสิ่งที่ขายได้ ไม่เข้าหลัก Fair use

“ถ้าเป็นฉากไม่สำคัญนัก ต้องไปดูโรงถึงจะถูกใจ อย่างนี้คงพอฟังขึ้น จะเห็นว่ามัน complicated มากๆ แล้วก็ case by case มันขึ้นอยู่กับเรื่องแต่ละเรื่อง” รศ.อรพรรณเสริมให้เห็นภาพ

แล้วถ้าแชร์ให้เพื่อนไม่กี่คนล่ะ? ถ้าพิจารณาดีๆ ก็สามารถเข้าข่ายการกระทำความผิดได้ เพราะคนแชร์ก็คือคนสนับสนุนให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์กลายๆ แล้วก็ยังเป็นเหมือน “ไวรัล” ที่ส่งต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วย

"ตัว http เป็นเว็บไซต์มีขีดเส้นใต้แล้วสีฟ้า บางทีเรากดคลิกไป ผมแชร์ให้ทางไลน์ แล้วบอกว่า ผิด ผิดอะไร เพราะยังไม่ได้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนเลย ไม่ทำซ้ำ ไม่ผิดอยู่แล้ว ผมมีความเห็นอย่างนี้ มันเปรียบเสมือนขายยาเสพติด มีคนเดินหา แล้วมีคนชี้ทางไป คนแชร์ก็เหมือนคนชี้นั่นแหละ” พิเศษให้ความเห็น

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเราควรรู้ว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต โดยไม่ได้เก็บเงินเพื่อการรับชม เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมไม่ยอมให้ใช้ ฉะนั้นเราก็ไม่ควรที่จะแชร์เพื่อให้มีการเข้าถึง เพราะเราจะเป็นผู้มีส่วนสนับสนุนให้มีการละเมิดลิขสิทธิ์

ส่วนที่แชร์แล้วปลอดภัยแน่ๆ ก็คือ เนื้อหาที่คนอื่นอยากให้แชร์ หรือในบางวิดีโอคลิปที่มีรายได้จากยอดคนดู เจ้าของก็ย่อมยินดีที่จะให้มีการแชร์

“ก็เป็นเรื่องของเจ้าของลิขสิทธิ์ บางคนก็จะบอกว่าไม่เป็นไร รายได้ที่คุณได้จากการที่มียอดวิวเข้ามา ต้องมีการแบ่งให้เจ้าของลิขสิทธิ์ ใช้สิทธิ์ในทางเศรษฐกิจอย่างนึง หรือเขาอาจจจะอยากดูว่า มีคนเข้าไปดูมากแค่ไหน เป็นการทำสถิติ ความนิยมของงานลิขสิทธิ์เขา ก็แล้วแต่มาตรการ ในแต่ละกรณีต้องใช้การพิจารณา case by case” นุสราบอก

ทั้งนี้ต้องอย่าลืมว่า จะละเมิดหรือไม่นั้น ที่สุดแล้วการตัดสินต้องอยู่ที่ศาล

“เราก็ยอมรับว่าทุกอย่างไปจบที่ศาล ถ้าทุกเรื่องเป็นเรื่องที่ต้องดูไปตามพฤติเหตุ และพฤติการณ์ของรูปคดี น่าคิดทีเดียวว่า ชาวบ้านที่เขาแชร์คลิปกัน เขาจะมีโอกาสในการใช้วิจารณญาณ ใช้ความรู้ ความเข้าใจ หลักกฎหมาย แล้วก็หลักการและข้อยกเว้นนี้แค่ไหน” เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติให้ความเห็น พร้อมเสนอทางออกว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา น่าจะร่วมมือกันกับสมาคมต่างๆ ทำเครื่องมือในการขออนุญาต โดยเฉพาะในระบบออนไลน์

ขณะนี้หลายเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาประเภทภาพยนตร์หรือเพลงกำลังถูกจับตามอง ซึ่งดูแล้วก็เอียงไปในทางว่า ไม่ใช่ Fair use ซ้ำยังมีรายได้จากการโฆษณาที่มีเนื้อหาละเมิดสังคม และจากบริษัทใหญ่ที่มองหาการเข้าถึงจำนวนมาก

ตอนนี้เครื่องมือที่ทุกที่ควรจะมีมากที่สุด ก็คือ “ความรับผิดชอบ”

“แทนที่จะไปไล่จับ ไล่ปิด ไล่ดึง หรือฟ้อง พิสูจน์ว่าเป็นข้อยกเว้นหรือไม่ อย่างบริษัทเหล่านี้ เขามีกำลังสำคัญ ต้องกำชับเอเจนซี่ว่าไม่ใช่มองหาแต่ eyeball แต่ต้องรับผิดชอบ เห็นเฉยๆ มันไม่ได้ ต้องเห็นในสิ่งที่ถูกด้วย” วีระศักดิ์ย้ำ

จะก๊อป จะแชร์ จะอ่าน จะฟังอะไร กับใคร ก็ต้องดูให้ดี เพราะทุกๆ ครั้งหมายถึงความรับผิดชอบของเราไปแล้ว