คนไม่สวยต้องให้แพทย์ช่วย ต้นไม้ป่วยต้องผ่าตัด เมืองไม่สวยก็ต้องศัลยกรรม
อีกหนึ่งมุมมองจากภูมิสถาปนิกคนแรกของเมืองไทยที่นำเสนอเรื่องศัลยกรรมต้นไม้เพื่อการอนุรักษ์
กรุงเทพฯได้รับการโหวตให้เป็นเมืองน่าท่องเที่ยวมาหลายปี แต่สำหรับคนกรุงแล้วเมืองที่มีประชากรเกือบ 6 ล้านคน แต่มีต้นไม้และสวนสาธารณะน้อยจนน่าใจหาย เริ่มจะไม่น่าอยู่เสียแล้ว เช่นเดียวกับสถานการณ์การลิดรอนพื้นที่สีเขียวที่ขยายออกไปตามจังหวัดใหญ่ๆ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญ กำลังเป็นปัญหาต่อคุณภาพชีวิตและต้องการตัวช่วยในการกู้วิกฤติ
จะรักษาต้นไม้ใหญ่ในเมืองไว้ได้อย่างไร คือโจทย์ที่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ ผู้ก่อตั้งภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทิ้งไว้ให้คิดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว กับหนังสือชื่อ ‘ต้นไม้ใหญ่ในงานก่อสร้างและพัฒนาเมือง’ ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดูแล รักษาต้นไม้ใหญ่ อาชีพรุกขกร และการศัลยกรรมต้นไม้ แต่จนถึงวันนี้ในวัย 76 ปี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ภูมิสถาปัตยกรรม) ประจำปี 2549 ก็ยังคงต้องทำหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้นี้เพื่อให้งานดูแลต้นไม้ใหญ่เป็นไปตามหลักวิชาการ เมื่อหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องยังเห็นต้นไม้เป็นส่วนเกินของถนน ของบ้าน และ ของเมือง
แม้ว่าโดยวิชาชีพอาจารย์เดชาจะเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาด้านภูมิสถาปัตยกรรมของประเทศ และได้ออกแบบงานภูมิสถาปัตยกรรมที่สำคัญหลายแห่ง อาทิ สวนหลวง ร.9 อุทยานเบญจสิริ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ ฯลฯ แต่โดยส่วนตัว การรักษาต้นไม้ใหญ่ในฐานะหมอต้นไม้คนแรกของเมืองไทยคือภารกิจสำคัญ
อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าศัลยกรรมต้นไม้คะ
คนแรกๆ เขียนที่เขียนตำราศัลยกรรมต้นไม้ที่ใช้กันมากสมัยก่อนชื่อ เบอแนสกี้? เป็นคนเยอรมัน จำชื่อไม่ค่อยได้ มีการนำวิธีการจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้กันทั่วโลก โดยเข้าใจว่าแผลของต้นไม้เหมือนแผลของมนุษย์ ถ้ามันเป็นแผลปุๆ ปะๆ ก็ขูดเอาเนื้อเน่าออกให้สะอาดแล้วเอาทิงเจอร์มาทา จึงขูดแผลผุของต้นไม้ออกบ้างจนถึงเนื้อไม้แล้วเอาสีผสมยาฆ่าเชื้อรามาทาทับ วิธีนี้หนักกว่าปล่อยไว้เฉยๆ เสียอีกเพราะเมื่อสีเริ่มพองล่อนและยาหมดฤทธิ์อีกมันจะกลายเป็นที่เก็บความชื้นซึ่งเชื้อราชอบ ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ด้านการป่าไม้ของกรมป่าไม้อเมริกาชื่อชิโก้ (Alex Shigo) ได้ผ่าต้นไม้เพื่อศึกษาดูว่าทำไมเนื้อไม้ข้างในต้นไม้จึงมีสีคล้ำไม่สวยเสียราคา จึงทำการวิจัยโดยการผ่าต้นไม้ดูมากกว่าหมื่นตัวอย่าง ใช้เวลาราว 30 ปี จึงรู้ว่าเชื้อรามันเข้าข้างในลำต้นได้ยังไง
ทั้งหมดเกิดจากการตัดแต่งผิดที่ผิดวิธี จึงค่อยๆ เปลี่ยนวิธีการตัดแต่งทั้งหมด ปัจจุบันทั่วโลกหันมาใช้ตำราของ ดร. ชิโก เมื่อแต่ละเมืองระดมปลูกต้นไม้เยอะมากขึ้น การดูแลก็เพิ่ม จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อการตัดแต่งต้นไม้ขึ้นเพราะความสูงใหญ่ของต้นไม้และมีอันตรายจากการตัดแต่งในเมืองก็มากกว่าตามป่าตามสวน และหน่วยงานตัดแต่งต้นไม้ในเมืองดังกล่าวนี้จะมีแผนกศัลยกรรมต้นไม้เก่าแก่รวมอยู่ด้วยเพราะวิธีการติดแต่งแบบเก่าทำพิษไว้ทำให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ในเมืองที่มีอายุมากทรุดโทรมผุเป็นโพรงเกือบทั้งหมด
อาจารย์กลับมาใหม่ๆ ปี 2514-15 ร้อนวิชาจึงได้จัดแจงเขียนวิธีการทำศัลยกรรมแบบสมัยนั้นลงไปในวารสารนครหลวงของเทศบาลนครหลวง ซึ่งปัจจุบันคือ กทม. กองสวนสาธารณะและนำวิธีเดิมไปตัดแต่งต้นมะขามผิดหมดเลย ก็ผิดกันทั่วโลกแหละจนกระทั่งมาเจอตำราอาจารย์ชิโก้ เข้าใจว่าวารสารเล่มนั้นยังมีอยู่ ต่อมากรุงเทพฯ ก็ตื่นตัวเพราะต้นไม้ใหญ่ผุเยอะจนน่าเกลียด จึงมีคนนิยมทำศัลยกรรมต้นไม้มากขึ้น กทม. เองโดยกองสวนกรุงเทพก็ตั้งหน่วยขึ้นเฉพาะเรียกว่าหมอต้นไม้ มีเครื่องไม้เครื่องมือช่างไม้แทนเครื่องมือหมอผ่าตัด มียาทาแผล มีการก่ออิฐฉาบปูนอุดโพรง ตอนหลังก็มีพวกต้นไม้เก่าๆ แก่ๆ ในสถานที่ของเอกชนบ้างของรัฐบ้างกลัวล้มทับ จึงเรียกกทม.ไปตัดต้นไม้ ซึ่งก็ไปตัดอย่างเดียว ตัดผิดๆ ถูกๆ จนโกร๋นน่าเกลียด แต่ในช่วงหลังโดยเฉพาะในกรุงเทพ และในจังหวัดต่างๆ มีคนหวงต้นไม้มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วองค์ความรู้นี้น่าจะใหม่มาก ทำไมอาจารย์ถึงได้ให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
โดยวิชาชีพเช่นสถาปนิก หากวัสดุก่อสร้างมันไม่ได้เรื่องไม่ได้มาตรฐานเลย สถาปนิกก็จะต้องหันมาดูว่าทำไมมันจึงไม่ดี ภูมิสถาปนิกก็ต้องมาดูว่าทำไมต้นไม้ใหญ่ที่กำหนดให้ใช้ในแบบมันไม่ดี การตัดแต่งก็ผิด เพราะต้นไม้ใหญ่เป็นวัสดุก่อสร้างหลักของงานแลนด์สเคป ซึ่งเราปฏิบัติกันผิดๆ มาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่การเตรียมกล้า การจัดปลูก การดูแลรักษา การตัดแต่ง จึงจำต้องหาความรู้จากตำราเอาเองว่าการตัดแต่งดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่ถูกต้องเป็นยังไง ตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เนต จึงได้สั่งซื้อหนังสือของดอกเตอร์ชิโก้ซึ่งเขียนไว้หลายเล่มมาอ่าน ซื้อไว้ตั้ง 10 เล่ม และใช้ความรู้และการสังเกตต้นไม้เมืองร้อนเอาเอง ที่บ้านมีต้นไม้ใหญ่หลายต้น ตัดแต่งเองตามวิธีที่ถูกต้องแล้วเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งเมื่อราวๆ ปี 2542 ชื่อว่าต้นไม้ใหญ่ในการก่อสร้างและพัฒนาเมือง แผลที่ตัดแต่งก็ได้ถ่ายรูปไว้เป็นเป็นระยะบางแผลเกือบ 10 ปี มีหลายคนเขาอ่านหนังสือที่เขียนเอาไปปฏิบัติตามก็บอกว่าจริง ตัดตรงนี้แผลหุ้ม ตัดตรงนี้กิ่งกระโดงงอกใหม่
ความรู้เรื่องหมอต้นไม้ที่เมืองไทยก็เริ่มจากที่อาจารย์เขียนในวารสารนครหลวง?
คงใช่ เพราะเรื่องที่อาจารย์เขียนเป็นเรื่องศัลยกรรมต้นไม้ และมีการนำวิธีไปตัดแต่งต้นมะขามรอบสนามหลวง เล่มหลังนี่มีรูปฝรั่งตัดแต่งต้นไม้แบบทำศัลยกรรมทำกับต้นไม้ป่วย ซึ่งเชื่อกันตอนนั้นว่าต้นไม้ผุหรืออาการไม่ดีคือต้นไม้ป่วยต้องรักษาด้วยการตัดแต่งเพื่อให้มันฟื้น ก็เรียกคนทำว่าหมอต้นไม้
คือต้นไม้อยู่ตามถนนมีสภาพสารพัดอย่าง อ่อนแอบ้าง แต่กิ่งไปโดนสายไฟเป็นปัญหาหลัก อีกอันเป็นเรื่องความไม่แข็งแรง กลัวหักโค่นจากพายุจึงต้องไปดูแลตัดแต่งเป็นการป้องกัน การแก้ไขคือเมื่อเกิดปัญหาก็เรียกใครมาก็ได้ มาถึงก็เลื่อยๆ หรือเอามีดขอมาฟันๆ แล้วยกไป ขุดตอไป จบ คือแก้ไขให้ต้นไม้นั้นหายไป หรือถ้ากิ่งหักก็ให้คนมาฟันกิ่งนั้นออก อย่างระสายไฟก็ตัดยอดมันออกดื้อๆ ทิ้งไว้เป็นตอกิ่งเพื่อไม่ให้มันโดนสายไฟ ซึ่งปีหน้าหรืออีกปีมันจะงอกมาโดนสายไฟอีก นอกจากนี้ยังแถมตัดผิดฤดูกาล มาตัดเอาพุ่มใบใหม่ที่ใช้อาหารที่สะสมไว้แล้วยังไม่ทันสร้างพลังงาน เหมือนแม่ค้าที่เอาเงินที่ขายได้เมื่อวานมาซื้อของขายในวันถัดไปแต่ถูกปล้นไปหมดทั้งที่ยังไม่ทันขายอะไร ต้นไม้ก็เหมือนกันปีที่แล้วสะสมไว้เยอะและอั้นไว้ พอเริ่มฤดูแตกใบใหม่ไม่ทันสังเคราะห์แสงก็ถูกตัดไปหมด เมื่อพวกไฟฟ้ามาตัดเขาตอนต้นฤดูทุกปีเขาก็อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ มีคนรู้เรื่องนี้น้อยมากไม่ตระหนักต้นไม้เลยกระโดกกระเดกอยู่อย่างนี้
ต้นใหญ่ที่ดูว่าแข็งแรงมีพุ่มใบมันพุ่มหนาแน่นก็จริงเพราะเว้นตัดไปหลายปี แต่มันก็มีปริมาณใบนิดเดียวไม่สมกับขนาดลำต้น ระบบรากของต้นไม้มันจะมากพอๆ กับขนาดทรงพุ่มที่เห็นอยู่ข้างบน บางต้นดูแน่นหนักหัวโต มีกิ่งใหญ่ๆ บางทีมีลำต้น 3 ลำหนักมาก พอฝนตกดินอ่อนเจอพายุมาหนักก็เลยโค่นทับรถทับคน ต้นไม้ที่ดีควรมีใบคลุมพื้นที่เยอะๆ ด้านบน แต่กิ่งข้างในโปร่งเหมือนกางร่มที่มีด้ามเดี่ยวมีกิ่งแผ่โดยรอบ ฉะนั้นการตัดแต่งโครงสร้างให้โปร่งถูกวิธี ลมมาก็ไม่พัดแรงๆ ก็ไม่พังอะไร
วิธีการคือไปวินิจฉัยก่อน เหมือนรักษาคน?
ต้นไม้ต้องมีปัญหาก่อน เหมือนต้นก้ามปูร้อยปีที่ยิมคาน่า (เชียงใหม่) กว่าจะรู้ว่าเกิดจากหนอนเจาะ ก็ไปเยอะแล้ว หมอต้นไม้ต้องไปดูว่ามันเป็นอะไร ไปหาสาเหตุ บางคนไม่รู้ทำผิดวิธีต้นไม้ก็ตายได้ ที่ควรต้องการหมอต้นไม้ที่รู้จริงๆ มากคือพวกการไฟฟ้า แต่เขาไม่รู้ จึงจ้างคนไม่รู้เหมือนกันมาตัดสร้างปัญหาต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียว (ชมพูพันธุ์ทิพย์ที่ถนนขาวหลัง ร.พ. วชิรพยาบาล) ที่ตัดแต่งพุ่มใบทิ้งตอนต้นฤดูฝนซ้ำๆ หลายปีจนมีแต่กิ่งกระโดงแตกใบหรอมแหรมแทงยอดเป็นพูสูง เหลือแต่ลำต้นใหญ่ที่หนัก ซึ่งแต่เดิมมีระบบรากแข็งแรงยึดลำต้นไว้ได้ แต่เมื่อระบบรากหดหายเกือบหมดเหลือแต่รากใหญ่ที่เริ่มผุตายเพราะพุ่มใบส่งพลังงานให้ไม่พอ เหมือนคนตัวใหญ่แต่ตัวฝ่าเท้าหายไป จึงล้มทั้งยืนพาดสายไฟแรงสูงล้มไป 25 ต้น หมดไป 74 ล้าน
ฉะนั้นถ้าตัดแต่งถูกวิธีพุ่มใบส่วนถูกแดดจะสมบูรณ์มีกิ่งน้อยๆ โปร่งลมแต่ใบรับแสงแดดมากที่สุดระบบรากก็จะไปได้ดี วิธีการตัดแต่งนำให้กิ่งใหญ่แผ่ลอดห่างแนวสายไฟแล้วแตกขึ้นก็อยู่ด้วยกันได้ ซึ่งก็ต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อนเหมือนหมอต้องวินิจฉัยอย่างระมัดระวังก่อนผ่าตัด
คนจะเป็นหมอได้ต้องรู้ว่าคนมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร มีอวัยวะที่ทำหน้าที่อะไรบ้าง ตรงไหนที่เป็นอวัยวะสำคัญ ตรงไหนไม่สำคัญ ต้นไม้ก็เหมือนกัน คนที่จะเป็นหมอต้นไม้ได้ ต้องรู้สรีระของต้นไม้ รู้การดำรงชีวิตของมันอย่างถูกต้อง รวมทั้งช่วงเวลาที่เรียกว่าชีวภูมิอากาศวิทยา หรือ Phenology ความรู้อย่างนี้หมอต้นไม้ในต่างประเทศเขาเข้าใจกันดี แต่หมอต้นไม้เมืองไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ คนจ้างไม่เห็นความสำคัญในความรู้ความชำนาญของหมอต้นไม่เท่าไร พอต้นไม้มันล้มทับสายไฟของเขาหลายๆ ทีจนคนด่าทั้งเมือง ก็ยังไปจ้างคนมีความรู้น้อยไปทำอยู่ เรียกว่าคนที่มีหน้าที่สั่งจ้างตัดต้นไม้ไม่แสวงหาความรู้ เรียกว่า อวิชชา ถ้าอุปมาก็เหมือนการสั่งให้ไปตามหมอเถื่อนให้มารักษาคน
ถ้าหน่วยงานไม่รู้ ประชาชนไม่ค่อยสนใจ งานด้านการอนุรักษ์ต้นไม้จะเดินหน้าอย่างไร
เรื่องนี้มันก็เหมือนไก่กับไข่ใครเกิดก่อนกัน เวลานี้คนตามบ้านเริ่มมองหาคนมีความรู้ทางรุกขกรรมมาตัดแต่งต้นไม้บ้านเขาบ้างแล้ว เพราะเขารักต้นไม้แต่ยังน้อย เทศบาลก็มองหาเหมือนกันแต่ไม่มี จึงได้คนแล่เนื้อตามเขียงหมูถือปังตอมารับจ้างตัดต้นไม้ของเทศบาลและการไฟฟ้า ฝรั่งเขาเรียกพวกนี้ว่าคนแล่เนื้อหรือเดอะบุชเชอร์ (the butchers) มาถึงเขาก็ตัดของเขาไปตามความรู้ผิดๆ ส่วนมากเอาความรู้การตัดแต่งทางพืชสวนที่มีเป้าหมายคนละอย่าง เช่นเน้นเอาผล รูปทรงไม่สนใจ ตัดยอดให้ต้นมันเตี้ยๆ เพื่อให้มันแตกใหม่ อัดปุ๋ยให้ออกลูกเยอะๆ พอแก่มาโค่นทิ้ง เอาพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่ามาปลูกแทน ต้นไม้ใหญ่ในเมืองไม่ใช่อย่างนั้น ต้องยืนต้นอยู่เป็น 100 ปี เชียงใหม่นี่ก็มีก้ามปูหลายต้นที่ใกล้ร้อยปี แต่บ้านเราพอต้นใหญ่เกินไปก็ตัดยอดตัดกิ่งส่งเดชไป พอเสียทรง เสียหายผุเป็นโพรงมีอันตรายก็โค่นทิ้งไป ต้นไม้ใหญ่เลยไม่ได้เป็นศรีสง่าแก่เมือง
คนไทยจะรู้สึกว่าต้นไม้ในเมืองตัดแล้วค่อยปลูกใหม่ก็ได้?
ใช่ ก็คงได้ แต่ลืมนึกถึงเวลา อย่างต้นยางนาเชียงใหม่สารภีถ้าปลูกใหม่ให้สง่างามได้ต้องใช้เวลา 100 ปี 80 ปี ไม่มีใครซื้อเวลาได้
ในปัจจุบันด้านหนึ่งก็ดูเหมือนมีความตื่นตัวเรื่องการดูแลไม้ใหญ่มากขึ้น แต่อีกด้านก็ยังมีปัญหาการตัดต้นไม้ อาจารย์คิดว่าควรทำอย่างไรกันดี
ถ้าสื่อตระหนัก องค์กรเอ็นจีโอ คอลัมน์หนังสือพิมพ์ประโคมข่าวเยอะๆ ทำขนานกันไปพร้อมกับเปิดสอนเป็นสาขาวิชาหนึ่งในมหาวิทยาลัยและจัดเป็นคอร์สพิเศษก็ได้ ให้ใบรับรอง ในระดับผู้ปฏิบัติ มีการสอบด้วย หมอต้นไม้จะต้องมีความรู้เรื่องสรีระของต้นไม้แน่นอนอยู่แล้ว แต่เท่านั้นก็ไม่พอ ต้องรู้วิธีใช้เครื่องมือ ใช้เชือก ต้นไม้ใหญ่ที่สูงและปลูกในที่คับขันอย่างในเมืองจะต้องใช้ 2 อย่าง คือใช้เชือกปีนกับรถกระเช้า
ไม่ได้จำเป็นว่าคนที่จะมาทำเรื่องพวกนี้ต้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อม หรือเป็นสถาปนิกอย่างอาจารย์?
เหมือนเซียนกล้วยไม้ รู้เรื่องกล้วยไม้ รู้หมดพันธุ์ต่างๆ รู้โรคต่างๆ แต่เขาไม่ได้จบพืชศาสตร์ เขาสนใจมาก เจอหนังสือเขาอ่าน มีงานประกวดกล้วยไม้ที่ไหนเขาก็ไป เขาจึงมีความรู้เรื่องกล้วยไม้หลายด้านมากกว่านักพฤกษศาสตร์ หรือนักพฤกษศาสตร์ไม้ดอก พวกนี้ไม่ต้องลงไปลึกถึงระดับเซลล์ ไม่รู้ลึกซึ้งเหมือนนักวิทยาศาสตร์ แต่รู้ซึ้งถึงการใช้งานด้านปฏิบัติ เหมือนพวกช่างซ่อมรถที่ชำนาญการดูแลรถ ไม่จำเป็นต้องออกแบบรถเป็น คนที่จะมาเป็นหมอต้นไม้ก็เหมือนกันจะมาจากสายใดก็ได้ แต่ถ้าจะมาทำแล้วต้องรู้หลักจริงและปฏิบัติอย่างถูกต้องและชำนาญ
อาจารย์คิดว่าในอนาคตหมอต้นไม้จะมีบทบาทมากขึ้นหรือไม่
เหมือนที่อาจารย์บอกเมื่อ 40 ปีที่แล้วที่ผู้ใหญ่หวังดีเตือนว่าอย่าไปเปิดภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรมเลย เด็กจบมาไม่มีงานทำจะบาปเปล่าๆ อาจารย์บอกว่าไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่จัดสวนอย่างเดียว เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมทางด้านธรรมชาติ เมื่อสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงมากคนรวยขึ้น ก็จำเป็นมากที่จะต้องแก้ให้สวยงามขึ้น ซึ่งจะต้องมีวิชาชีพเฉพาะขึ้นมารองรับ และเวลานี้ก็พิสูจน์แล้วว่ามันจำเป็นต้องมีจริงและมีเยอะขึ้นด้วย จบเท่าไหร่ก็ไม่พอ ของเรานี่ถูกล่าตัวไปทำงานต่างประเทศเยอะเหมือนกัน รุกขกรหรือหมอต้นไม้นี่ก็เหมือนกัน อีกหน่อยคนก็ต้องปลูกต้นไม้ในเมืองทั่วไปหมดทั้งโลก ปลูกตามบ้านก็ปลูก ต้นไม้เก่าแก่ก็มีอยู่ต้องดูแลรักษา วิชารุกขกรรมหรือ Arboriculture นี่เป็นวิชาว่าด้วยการดูแลต้นไม้ใหญ่ ดูแล หมายถึงดูแลและจัดการต้นไม้ใหญ่ตั้งแต่การปลูก การติดตามตัดแต่งในขณะที่เขากำลังโตขึ้นก็เพื่อให้โครงสร้างแข็งแรงรูปทรงสวยงาม เวลามีพายุใหญ่ กิ่งอาจฉีกหักก็ต้องไปแต่งไปซ่อมอย่างถูกวิธี บริการนี้จะมีครบ
อย่าให้เหมือนคนปล่อยให้เป็นโรคย่ำแย่แล้วค่อยไปหาหมอ หมอเท่าไหร่ก็ไม่พอ ฉะนั้นรุกขกรรม (Arboriculture) หรือรุกขกร (Arborist) เหมือนการสาธารณสุขที่ตัดแต่งต้นไม้เชิงป้องกัน เหมือนเด็กถ้าจะให้เขาโตขึ้นให้เป็นคนดีก็ต้องหมั่นดัดนิสัยแต่ยังเด็ก เพราะฉะนั้น ต้นไม้ที่กำลังโตขึ้นอยู่นี้จะตัดแต่งอย่างไรให้สวยงาม แข็งแรง ไม่เป็นปัญหาในอนาคต อันนี้แหละเป็นหน้าที่ของเขาหมด คือดูตั้งแต่ปลูกจนต้นไม้แก่ ต้องคอยตรวจตราดูแลตัดแต่งก่อนที่มันจะเสียหาย พวกรุกขกรหรือหมอต้นไม้นี่จะเรียนรู้เกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ทั้งหมด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเขามีอยู่แล้ว เราเป็นผู้นำมาปฏิบัติ ไม่ได้แย่งความรู้ของนักพฤกษศาสตร์หรือนักพืชสวน เราเอาความรู้เขามาประยุกต์ใช้ เราเป็นฝ่ายทำเขาเป็นฝ่ายค้นคว้าวิจัย
ทุกวันนี้บางคนยอมลงทุนรักษาต้นไม้ในราคาที่สูง?
คนมีเงินบางคนรักต้นไม้เป็นทุนอยู่แล้ว เขาเห็นความสำคัญของต้นไม้จึงจ้างมาแพงๆ แต่ก็มีคนที่ฉวยโอกาสเยอะมาก ไปตัดด้วนเป็นตอ ตัดผิดเวลา ที่อาจารย์หงุดหงิดมากคือไปตัดแต่งต้นไม้ที่เพิ่งแตกทรงพุ่มในฤดูใหม่ พอเขียวได้ที่เริ่มสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารไปใช้งาน เหมือนยังไม่ทันเก็บเงินกำไรจากที่ไปฝากแบงค์ โดนปล้นไปหมดทั้งเงินทุนและเงินได้ พอปลายปีไม่มีกลูโคสพอสำหรับสร้างารากปีนั้นรากก็หยุดขยายก็ไม่แตกใหม่ ปีหน้าพอรากมีน้อยการส่งน้ำส่งอาหารขึ้นไปน้อยใบก็จะน้อย บางทีแม้ดูเหมือนแตกใบมากแต่ใบเหลืองซีดเพราะรากไม่หาไนโตรเจนและจุลธาตุให้ไม่พอเม็ดคลอโรฟิลจึงน้อย แต่มันต้องกลั้นใจทนรอเอาใหม่ในปีหน้า ทิ้งไว้ 2-3 ปีมันก็ฟื้นตัวได้
ช่วงนี้มันจะช่วยตัวเองแตกใบใหม่ใกล้โคนต้น ต้นมันมีตุ่มตาที่เขาเรียกตุ่มจำศีลอยู่ตามลำต้นมันจะแตกใบออกมาเองถ้ามีน้ำตาลที่เป็นแป้งสะสมอยู่บ้าง โดยเฉพาะใกล้ๆ ขอบรอยตัดแตกกิ่งกระโดงเป็นพูขึ้นมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อให้มีใบใหม่พอชดเชยทรงพุ่มที่หายไป กิ่งกระโดงแตกเป็นพูเพื่อชดเชยเอาชีวิตรอดนี้เป็นกิ่งไม่เป็นเรื่อง ปล่อยไว้ก็ไม่แข็งแรง จุดตัดท็อปปิงที่ทิ้งไว้หลายๆ ปีจะผุโบ๋และมีกิ่งกระโดงแตกใหม่เกาะกรอบข้าง พอกิ่งพวกนี้โตมันจะหนักแต่ที่เกาะยึดอ่อนแอพอเจอพายุมาจึงหักตกใส่รถหรือทับคนตาย หรืออยู่ดีๆ ไม่มีลมก็หักล้มลงมาเฉยๆ
ถ้าเป็นบริษัทรุกขกรรมที่ตั้งขึ้นมาแบบโปรเฟสชั่นนัลจริงๆ เขาจะมีพื้นที่แห่งหนึ่งไว้เก็บกิ่งที่ตัดแล้ว กิ่งเล็กเอาไปบดเป็นมัลช์ (mulch) หรือวัสดุคลุมดิน ใบไปหมักเป็นปุ๋ยหมัก ไม้ใหญ่ตัดเลื่อยเป็นเฟอร์นิเจอร์แกะสลัก ไม่เสียของที่เหลือ อัดเป็นถ่านแท่ง เนื่องจากเอาป่าไม้ไว้ในเมืองที่เรียก Urban forestry มันก็ต้องมีการทำป่าไม้เมืองเหมือนกัน กิ่งใหญ่ๆ ต้นใหญ่ๆ ไปทำที่ไหน ของเทศบาลก็จะมีที่ไม่ไกลมากเอากองพักไว้ มีโรงเลื่อยเล็ก มีโรงอบไม้ ชาวบ้านจะไปซื้อมาใช้ในงานเล็กๆ น้อยๆ เมืองนอกมีการใช้ฟืนเพราะมีเตาผิง ก็มาซื้อที่นี่ หรือซื้อไปทำอะไรอย่างอื่นบ้าง เรียกว่า Urban forestry productห อีกหน่อยเราก็ต้องมี เพราะฉะนั้นยิ่งคนรักต้นไม้มากขึ้นเท่าใดคนก็ต้องหมอต้นไม้มากขึ้นเท่านั้นเรา
อาจารย์คิดว่าประเทศไหนพอจะเป็นแบบอย่างในเรื่องการจัดการต้นไม้ใหญ่ในเมืองได้บ้าง
ถ้าเอาใกล้ๆ บ้านเรา ประเทศสิงคโปร์จัดการดีมาก ประเทศจีนในเมืองใหญ่ๆ ใช้ได้เลย เขาใช้เครื่องมือทันสมัย อบรมให้ความรู้โดยเฉพาะ ตัดแต่งใช้ได้เลยทีเดียว ประเทศญี่ปุ่นมีมานานแต่มากจนขยับเข้าหนักทางศิลปะแล้ว ทุกประเทศมีการจัดการที่ดีหมด ประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปทุกประเทศ อเมริกา เขาก็ยิ่งใช้วิชาความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะกันหมด
ณ วันนี้ ถ้าต้องการรักษาต้นไม้ใหญ่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง ใครมีหน้าที่ทำอะไร
ผู้ที่ต้องมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ใหญ่ ปลูก ดูแล และป้องกันอันตราย ทำให้สวยงาม คือท้องถิ่นได้แก่ กทม. เมืองพัทยา เทศบาลนคร ไปถึงเทศบาลตำบลและ อบต. มีหน้าที่จัดหาและดูแลต้นไม้ใหญ่ ส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ต้องมีหน่วยงานสวนสาธารณะที่โตขึ้น ต้นไม้ใหญ่เป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น Urban forestry unit จะมีหน้าที่ดูแลต้นไม้ใหญ่โดยเฉพาะ มีเครื่องมือ มีรถกระเช้า ส่งคนไปเรียนมาโดยเฉพาะ มีหัวหน้าเป็น Arborist วิชาชีพทำหน้าที่ไป
พอมีความต้องการขึ้นก็จะขาดแคลนบุคลากร เมื่อก่อนที่ประเทศอเมริกาฝ่ายผลิต ช่วงแรกก็คือสมาคม สมาคมก็จัดอบรม จัดฝึกคน ฝึกไม่พอก็ให้มหาวิทยาลัยเปิดสอนพื้นฐาน สอนให้รู้หมด สอนทางทฤษฎี และปฏิบัติบ้างพอสมควร แล้วได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรนำมาสอบใบประกอบวิชาชีพได้ เหมือนหมอที่เพิ่งจบใหม่รักษาคนไข้ลำพังยังไม่ได้ต้องเป็นอินเทิร์น 2 ปี มีหมอมาคอยคุมโดยเฉพาะการรักษาเฉพาะโรค ต้นไม้ก็เหมือนกัน เมืองนอกจบมาต้องไปฝึกงานทำงานกับบริษัทแล้วจึงไปสอบที่ ISA พวกที่ได้ certified แล้วจึงเป็นคนที่มีจรรยาบรรณ ไม่โกง ไม่เอาเปรียบ มีความรู้เต็มที่ มีเครื่องมือที่ถูกต้อง ทำไปทำมากลับประหยัดหรือถูกกว่าพวกที่ฉวยโอกาส ตอนนี้ผลิตเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต้นไม้แต่ละเมืองเพิ่มรวดเร็วแหย่สายไฟที่เยอะขึ้นทุกวันเหมือนกัน
ในระดับชุมชน หรือคนที่ไม่มีเงินจะจ้างมืออาชีพ แต่อยากรักษาต้นไม้จะมีวิธีการอย่างไร
เหมือนกับให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ มีวิธีรักษาเบื้องต้น ต้นไม้ที่ขึ้นเองโดยธรรมชาติในที่ที่เหมาะ มันไม่ค่อยมีปัญหา เหมือนคนโตขึ้นมามีที่อยู่ที่ทำกินก็เป็นคนสมบูรณ์ ต้นไม้นี่ถ้าคนปลูกก็ไม่ใช่ขึ้นตามธรรมชาติ ต้องเรียนรู้ธรรมชาติเขาขึ้นยังไง เรียนรู้เสร็จเราก็มาใช้ปฏิบัติจริงๆ ตอนนี้กลายเป็นว่าเรามีความรู้เรื่องต้นไม้น้อยมาก ต้นไม้ปลูกใหม่ทำอย่างไรนั้น คนเอาใจใส่น้อยมาก คิดว่าไม่สำคัญ การคัดเลือกกล้าไม้ ลักษณะกล้าไม้ที่ดี วิธีปลูก การตัดแต่งฝึกต้นไม้ก็เหมือนลูกเราต้องเอาเข้าโรงเรียนคอยดัดนิสัยเรื่อยๆ ต้นไม้ก็ต้องคอยตัดแต่ง ในบ้านเราไม่ต้องการให้มันใหญ่มาก เราต้องการให้มันสูงโปร่งข้างล่าง เราก็ค่อยๆ ตัดกิ่งล่างที่ถูกกิ่งใหญ่ข้างบนบังแสงไล่ขึ้นไป ถ้ากิ่งไหนมันขึ้นหนีบชิดเราก็ตัดออกสักหนึ่ง ความรู้พวกนี้จำเป็นต้องมี ควรทำเป็นหนังสือต้นไม้ใหญ่สำหรับประชาชนทั่วไป การปลูก การดูแลตัดแต่งต้นไม้ ต้นไม้ไหนบ้างไม่ควรจะมาปลูกในเมือง ต้นไม้ที่มีพิษ ต้นไม้ชะลูดทิ่มสายไฟ ต้นไม้พูพอนใหญ่ ทำคู่มือให้กับประชาชนเป็นการดูแลป้องกันปัญหาต้นไม้ระยะยาว
อะไรคือปัญหาในการดูแลต้นไม้ที่อาจารย์กังวลมากที่สุด
ปัญหาคือคนที่มีหน้าที่ดูแลต้นไม้โดยตรง ท้องถิ่นไม่ตระหนักเรื่องนี้ เพราะว่าไม่มีคนโวย ไม่มีคนว่า คนร้องเรียน ผู้ปฏิบัติก็จะทำไปเรื่อย เมื่อไหร่ที่เจ้านายลงมาอัดเขา เขาถึงจะหาความรู้เสียทีพอเป็นพิธี ตำแหน่งที่เรียกว่าผู้อำนวยการที่ไม่ยอมอำนวยการให้คนมีความรู้ ไม่อำนวยการให้มีเครื่องมือ ไม่อำนวยการให้มีอัตรา พวกนี้แหละที่นายใหญ่กว่านั้นแต่งตั้งเข้าไปทำหน้าที่อำนวยการ แต่พอถึงเวลากลับไม่ทำหน้าที่ ปัญหาเลยเกิดเยอะ ประชาชนต้องร้องเรียน หนังสือพิมพ์ไปประโคมข่าว ต้นไม้ล้มทีก็ไปชี้หน้าผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง ไฟฟ้าภูมิภาค เล่นงานผู้ว่าฯ นายกเทศมนตรี นายก อบต. ทำไมไม่ดูแล ชวนทีวีชวนสื่อมาช่วยกันกดดัน ชวนพวกโซเชียลมีเดียให้หาหาความรู้ที่ถูกต้องจริงๆ แล้วช่วยกันเผยแพร่ออกไป
ตอนนี้มีการเรียกร้องให้ใช้พื้นที่มักกะสันเป็นพื้นที่สีเขียว อาจารย์มีความเห็นอย่างไรคะ
น่าเศร้าที่คนไทยเราแบ่งออกได้เป็นสองพวกเท่านั้น คือพวกเอา กับพวกไม่เอา แต่ละพวกต่างเป็นพวกกระต่ายขาเดียวเหมือนกันคือไม่ยอมรับความจำเป็นหรือมองไม่เห็นความต้องการของผู้อื่น ต่างพวกก็ต่างมีมุมมองของตัวมุมเดียวเท่านั้น ถ้าจับสองพวกมาแต่งงานกันได้ เรื่องมันก็จบ ได้ทั้งคู่ คือได้ทั้งพื้นที่สีเขียวและได้ทั้งพื้นที่สำหรับพัฒนาหารายได้ เมืองนอกเขาทำตึกสูงมากมายก็เพราะเขาต้องการให้มีพื้นที่สีเขียวมากมายเหมือนกันมาอยู่ในที่เดียวกันให้เป็นเมืองยั่งยืนประหยัดพลังงาน เป็นกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ที่โปร่งถวายพระเจ้าอยู่หัว คือนอนที่นี่ ทำงานที่นี่ พักผ่อนเล่นที่นี่ ช็อปปิ้งที่นี่ ไปหาหมอที่นี่ ไปแบงค์ไปไปรษณีย์ที่นี่ ฯลฯ
พื้นที่มักกะสันมีโอกาสทำอย่างนี้ได้สบาย ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นกันไปกันมา พื้นที่เขียวนี่เขานับกรีนรูฟและที่ตั้งอาคารประหยัดพลังงานด้วย อาคารซีโร่คาร์บอน คือมองลงมาจากเบื้องสูงแล้วมีพืชสีเขียวคลุมเกือบหมดก็เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่สีเขียวในเชิงโลกร้อน สิงคโปร์ความหนาแน่นเขาก็สูงกว่าเรา เขายกตึกขึ้นทางสูง กลัวไฟใหม้หนีไม่ทันก็เอาดาดฟ้าสามตึกมาต่อกันกลายเป็นสวนลอยฟ้าหาเงินได้อีก ส่วนข้างล่างก็ทำเป็นสวนระดับโลกเขียวไปทั้งพื้นที่ล่อให้ชาวโลกและคนไทยแห่จ่ายเงินแพงๆ ไปดูกัน





