มาร์ดินเป็นอีกเมืองที่มีการแบ่งเป็นสองส่วน ระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่
“ดูข้างนอกสิ เราถึงดินแดนมิตสมุตปาติ๊แล้ว” หลี่ถิง เพื่อนร่วมทางของผมพูดอย่างตื่นเต้น
“ดินแดนอะไรนะ?” ผมไม่คุ้นกับชื่อที่เธอพึ่งพูดเลย
“มิตสมุตปาติ๊” เธอย้ำ
“...”
เมื่อเห็นท่าว่าผมจะไม่รู้จักมิตสมุตปาติ๊เป็นแน่ เธอจึงหยิบโทรศัพท์มาเซิร์ชหาในอินเทอร์เน็ต แล้วยื่นมาให้ผมดู สิ่งที่เธอกำลังพูดถึงอยู่คือดินแดน “เมโสโปเตเมีย” พื้นที่ระหว่างแม่น้ำไทกริส และยูเฟรทีส ที่มีความอุดมสมบูรย์ดึงดูดให้ชนชาติต่างๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐาน จนกลายเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เรากำลังอยู่บนรถบัสที่มุ่งหน้าเข้าสู่เขตแดนเมโสโปเมีย เพื่อไปยังเมือง “มาร์ดิน” (Mardin) ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้สุดของตุรกี ติดชายแดนประเทศซีเรีย และอิรัก ภูมิทัศน์สองข้างทางเป็นทุ่งกว้าง เรียบราบสุดลุกหูลูกตา แตกต่างกับเมืองอื่นๆ ที่เราผ่านมาในตุรกีอย่างสิ้นเชิง แทบจะเรียกได้ว่า เหมือนกำลังเดินทางไปอีกคนละประเทศ
มาร์ดินเป็นอีกเมืองที่มีการแบ่งเป็นสองส่วน ระหว่างเมืองเก่ากับเมืองใหม่ ส่วนของเมืองเก่านั้นตั้งอยู่บนเนินเขา สถาปัตยกรรมโบราณก่อด้วยอิฐและหินสีน้ำตาล แปลกตากว่าอาคารอื่นๆ ที่เคยเห็นในตุรกี ทั้งรูปร่างและสีสัน ชวนให้คิดว่าสมแล้วที่เป็นเมืองในดินแดนเมโสโปเตเมีย กลับกันทางด้านเมืองใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบด้านล่างเนินเขา ก็เป็นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่มีความเจริญหูเจริญตาเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ
แรกเริ่มเดิมที เราคิดจะใช้เวลาที่เมืองนี้เพียงคืนเดียว ก่อนจะนั่งเครื่องบินย้อนกลับไปอิสตันบุล แต่กว่าเราจะมาถึงก็เกือบเย็น จึงคุยกันว่าอาจจะหาที่พักถูกๆ แล้วอยู่ที่นี่เพิ่มอีกคืน เพราะโรงแรมที่นี่ราคาแพงเอาเรื่อง
จัดการเก็บข้าวของเสร็จก็ออกมาเดินตามท้องถนนในเมืองเก่า ได้เพียงสักพักก็พบกับพนักงานโรงแรมที่อาสาพาเราเดินทัวร์รอบเมืองกันแบบฟรีๆ ชี้ให้ดูกันร้านต่อร้านว่าร้านไหนราคาถูกและดี ส่วนร้านไหนชอบหลอกเงินนักท่องเที่ยว และจบที่พาเรามาส่งยังร้านอาหารพื้นบ้านที่รสชาติอร่อย และในราคาสมเหตุสมผล พูดอย่างไม่ลำเอียงว่า ทั้งบรรยากาศสงบ ตึกรามบ้านช่อง และจำนวนผู้คนที่ไม่พลุกพล่านเกินไป ทำให้มาร์ดินเป็นเมืองที่ผมหลงสเน่ห์ภายในเวลาไม่นานนัก
อิ่มจากมื้อเย็น จึงออกเดินกันอีกครั้งเพื่อย่อยอาหาร เราเดินสวนกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาไม่คล้ายคนตุรกี แต่ออกไปทางจีนแผ่นดินใหญ่มากกว่า เดินเลยกันไปได้ไม่กี่ก้าว จึงคิดว่าเดินย้อนกลับไปคุยกันซักหน่อยดีกว่า
“หลิว” หนุ่มจีนที่ลาออกจากงานเดินทางรอบโลกตามความฝันเป็นเวลาครึ่งปีเพียงลำพัง เขาดูดีใจอย่างออกนอกหน้าที่ได้เจอพวกเรา เพราะเขาต้องการจะเหมารถยนตร์แบบ 1 Day Tour เพื่อท่องเที่ยวรอบเมืองมาร์ดิน แต่ในช่วงโลว์ซีซั่นที่ไม่มีนักท่องเที่ยวเลยแบบนี้ ราคาค่าเช่ารถแพงนั้นสูงเกินไปที่เขาจะจ่ายคนเดียวไหว หลิวชวนเราหารค่ารถไปด้วยกันในวันถัดไป โดยกางรายการท่องเที่ยวอธิบายให้เราฟังเสร็จสรรพ ฟังดูแล้วน่าสนใจไม่น้อย จึงเป็นอันว่าตกลงที่จะร่วมทางกันชั่วคราว
วันรุ่งขึ้น เราพบกันแต่เช้าตรู่ เพราะโปรแกรมค่อนข้างแน่น ทั้ง Deyrulzafaran Monastery โบสถ์คริสต์เก่าแก่ ที่ยังคงใช้งานอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะในเมืองมาร์ดินนอกจากจะชาวตุรกีแล้ว ยังมีชาวซีเรียอพยพ ที่นับถือศาสนาคริสต์อาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง, Dara Antique City เมืองถ้ำโบราณที่บรรพชนใช้อยู่อาศัย, White Water City หมู่บ้านชาวพื้นเมืองในหุบเขาที่ขึ้นชื่อเรื่องลำธารใสสะอาด, Midyat เมืองโบราณเล็กๆ แต่เก่าแก่และอุดมด้วยอารยธรรมอัซซีเรียน และสถานที่สุดท้ายที่ถือเป็นไฮไลท์คือ Hasankeyf เมืองโบราณริมแม่น้ำไทกริส ที่หลิวพูดนักหนาว่าต้องมาให้ได้ เพราะโบราณสถานริมน้ำกำลังถูกน้ำเซาะกลืนพื้นที่เข้ามาเรื่อยๆ และนับถอยหลังรอวันสลาย แน่นอนว่าทางการตุรกีไม่ได้นิ่งนอนใจ ตอนนี้จึงอยู่ระหว่างการบูรณะ ทำให้เราไม่สามารถเก็บภาพได้ แต่ทุกสถานที่ล้วนสวยงาม และไม่ผิดหวังที่ได้มาเยือน
หลังจากนั้น เราไป Hiking กันต่อที่ภูเขาติดแม่น้ำไทกริส ที่เจ้าของบ้านพักที่หลิวค้างคืนแนะนำให้ไปดู เราเดินลึกเข้าไปตามทางเรื่อยๆ แวะจิบชาในร้านที่ตั้งอยู่กลางหุบเขา เป็นการดื่มชาที่ได้สัมผัสใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เมื่อเราเดินเข้ามาได้ลึกซักระยะ จึงคุยกันว่าสมควรแก่เวลาที่จะเดินกลับ แต่ขาเดินออกนั้น เราได้พบกับเด็กหนุ่มชาวตุรกีสองคนเดินสวนทางเข้ามา เมื่อได้คุยกัน เขาจึงบอกว่ากำลังจะเดินขึ้นไปให้ถึงยอด และอาสานำทางพวกเราไปด้วยกัน
เมื่อไม่อยากมาเสียเที่ยว จึงเดินตามเขาไป ทางยิ่งลึก ยิ่งชัน ยิ่งลำบากขึ้น บางจุดต้องปีนป่าย บางจุดเพียงก้าวพลาดครั้งเดียวน่าจะถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสได้ บอกเลยว่าณ จุดๆ นี้อันตรายจริงๆ ผมแอบหวั่นในใจหลายครั้งว่าการเอาชีวิตมาเสี่ยงครั้งนี้จะคุ้มไหม
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เราก็มาถึงยอดเขาด้วยความทุลักทุเลขั้นสูงสุด แต่ทิวทัศน์เบื้องหน้าทำให้เป็นอีกครั้งที่ผมต้องอัศจรรย์ใจกับความสวยงามของธรรมชาติ นี่คือภูเขาที่คั่นกลางชายแดน ที่มองลงไปเบื้องล่างคือประเทศอิรัก ที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้ไปเยือน...
แม้จะอยากอยู่เก็บภาพพระอาทิตย์ตก ที่คงจะสวยงามเป็นแน่แท้ แต่สองหนุ่มตุรกีบอกว่าเราควรจะเผื่อเวลาขากลับ เพราะยิ่งมืด จะยิ่งลงเขากันลำบาก พวกเราเห็นด้วย จึงรีบทำเวลาให้กลับออกจากหุบเขาทันก่อนความมืดจะปกคลุม
ระหว่างทางกลับเข้าตัวเมือง หลิวเสนอว่าเราสามารถไปค้างคืนกับเขาได้ โดยได้คุยกับเจ้าของบ้านไว้แล้ว และเขายินดีต้อนรับ เพราะเขาเปิดบ้านเป็นที่พักชั่วคราวให้นักท่องเที่ยวโดยไม่คิดเงิน หวังเพียงได้พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของนักเดินทางเท่านั้น ผมและหลี่ถิงที่อยากจะพักเมืองนี้ต่ออีกคืนอยู่แล้วจึงไม่ปฏิเสธคำเชิญนั้น
เราจึงได้พบกับแอร์บิล หนุ่มใหญ่ชาวตุรกีที่เกิดและเติบโตที่เมืองหลวงของประเทศอย่างอันคารา แต่มารับราชการเป็นทหารกองเลขาธิการอยู่ที่เมืองชายแดนแห่งนี้ โดยเขาทำอาหารเย็นรอต้อนรับการกลับของพวกเราไว้แล้ว
หลังจากมื้อเย็น เรานั่งพูดคุยกันต่อจนเที่ยงคืน บทสนทนาออกรสออกชาติ เพราะแอร์บิลเป็นคนฉลาดที่คุยสนุกคนหนึ่ง เขาไม่เพียงเป็นทหาร แต่ยังเป็นกวี นักดนตรี และนักศึกษาปริญญาเอกด้านธุรกิจอีกด้วย หัวข้อของการพูดคุยเริ่มตั้งแต่เรื่องทั่วๆ ไป จนถึงศาสนา และลามไปกระทั่งฟิสิกส์ควอนตัม แอร์บิลเล่าให้เราฟังถึงเหตุผลที่เขาเลือกมาอาศัยอยู่ที่เมืองมาร์ดิน ว่าที่นี่มีชาวซีเรีย และอิรักที่หนีสงครามเข้ามาอาศัยอยู่เยอะ แม้จะพูดคนละภาษา และนับถือคนละศาสนา แต่ที่นี่เป็นเมืองที่ยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน อยู่ด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน แบ่งปันอาหาร ดื่มชา และทานข้าวร่วมกัน ซึ่งเป็นแบบนี้มากว่าร้อยปีแล้ว สำหรับตัวเขาเองนั้นเป็นคนเมืองหลวง บางครั้งเวลาเดินทางไปเมืองอื่นก็เคยถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่ที่นี่ไม่เป็นอย่างนั้น
และนั่นคือความงดงามของมาร์ดิน ที่ทำให้ผมต้องเอ่ยปากบอกกับแอร์บิลว่า “ผมจะกลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งให้ได้แน่นอน”





