วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลอกคราบอาชญากร

เปิดปม “อาชญากรต่อเนื่อง” ที่ภายนอกคือคนปกติ แต่ภายในโดนทำร้ายจนต้องไประบายกับ “เหยื่อ”

ตามความหมายที่นักอาชญาวิทยายึดกัน อาชญากรรมต่อเนื่อง (Serial Crime) คือ การก่ออาชญากรรม (เน้นที่ฆาตกรรมหรือข่มขืน) ตั้งแต่สามรายขึ้นไป โดยกระทำต่างที่ต่างเวลากัน ในช่วงเวลาที่ผู้กระทำยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเหตุแบบนี้กว่าจะสืบสวนหาข้อเท็จจริงให้ครบ หรือจับตัวอาชญากรได้ก็กินเวลาหลายปี เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ก็อีกนานทีเดียวกว่าจะถึงที่สุด

อย่างคดี “ติ๊งต่าง” หรือหนุ่ย กว่าจะจับได้ก็ก่อเหตุกับเด็กไปหลายราย คดีที่ก่อเหตุกับเด็กหญิงอายุ 6 ขวบ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่งเมื่อปลายปี 2556 เพิ่งตัดสินประหารชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว โดยศาลลดโทษให้ เพราะรับสารภาพ จึงเหลือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนคดีที่เกิดในท้องที่ สภ.เมืองเลย ที่ค้างและรอพิจารณาคดีช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้

ขึ้นชื่อว่า “อาชญากรรมต่อเนื่อง” ก็มักจะมาพร้อมกับความโหดร้ายน่ากลัว ทั้งภาพเหตุการณ์และภาพของผู้กระทำ ซึ่งเบื้องหลังภาพจำเหล่านี้ มีอะไรซับซ้อนยิ่งกว่าที่ข่าวบอก...

 

ย้อนคดีสะเทือนขวัญ

เกือบ 60 ปีที่แล้วข่าวตำรวจจับกุม “ซีอุย” ข้อหาฆาตกรรมเด็กอย่างน้อย 6 ราย ในเวลา 5 ปี แพร่ออกไปทำให้สะเทือนสังคมไม่น้อย แม้จะมีการพิสูจน์ในภายหลังว่า นอกจากคำสารภาพของฆาตกรชื่อดังที่ใช้มัดตัวจนต้องลงโทษประหารด้วยการยิงเป้าแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า เขาเป็นคนลงมือกระทำเองทั้งหมด แต่ “ซีอุย” ก็นับเป็นคนแรกๆ ที่ทำให้การกระทำผิดที่เข้าข่าย “อาชญากรรรมต่อเนื่อง” เป็นที่รู้จักในไทย

เวลาผ่านไปหลายสิบปี ในปี 2548 อาชญากรต่อเนื่องที่ถูกตั้งฉายาว่า “เดอะ ริปเปอร์ เมืองไทย” (มาจาก Jack the Ripper อาชญากรต่อเนื่องของอังกฤษที่เลือกเหยื่อเป็นโสเภณี) หรือ “สมคิด” ผู้ก่อคดีทำร้ายหมอนวดและนักร้องสาวจำนวน 5 ราย ในเวลาไม่ถึง 6 เดือน ก็เข้าลิสต์อาชญากรต่อเนื่องของไทยอีกคน โดยมีพฤติกรรมชอบติดต่อหญิงสาวที่เต็มใจบริการมาร่วมหลับนอน ก่อนจะลงมือชิงทรัพย์และฆ่า

หลังจากนั้น 2 ปี ก็มี ชื่อ “ไอ้หอย” ก็ปรากฏขึ้นในบัญชีตามล่าตัวของตำรวจในเมืองหลวง เมื่อมี รปภ. ถูกทำร้ายและถูกฆ่ามากกว่าหนึ่งราย จนมีหลักฐานที่นำไปสู่การจับกุมคนร้าย ซึ่งเขาสารภาพว่า ได้ก่อเหตุทำร้าย รปภ. บาดเจ็บ 15 ราย และเสียชีวิต 7 ราย โดยมีแรงจูงใจเพราะ “เกลียดพวก รปภ.ที่ชอบหลับหรือเมาสุราขณะเข้าเวร” ซึ่งตัวเขาเองก็มีอาชีพเป็น รปภ. เช่นเดียวกัน

หรือกรณีของ “ติ๊งต่าง” ที่ตำรวจเพิ่งจับตัวได้ไปเมื่อปี 2557 ได้ก่อเหตุอนาจารทั้งเด็กหญิงและเด็กชายนับ 10 ราย และฆ่าไป 4 ราย ในเวลา 7 ปี ทำเอาสังคมสะเทือนใจไม่น้อย ยิ่งผู้ถูกกระทำเป็น “เด็ก” ก็ยิ่งทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเหตุจูงใจของอาชญากรต่อเนื่องรายนี้

และที่ถูกพูดถึงมากอีกกรณีที่เพิ่งผ่านมา ก็คือ คดีข่มขืนต่อเนื่อง 10 ราย ในช่วงปี 2553-2558 ที่อาชญากรเลือกกระทำกับ “หญิงชรา” ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กัน เป็นพฤติกรรมการกระทำผิดที่สังคมไทยมองว่า “แปลก” จนลามไปถึงการล้อเลียนคนแก่แบบลืมนึกถึงย่ายายตัวเอง ซึ่งปัจจุบัน ตำรวจยังจับมือใครดมไม่ได้สักที

เบื้องหลังเหตุการณ์หลายต่อหลายครั้งที่ถูกมองว่า “เหี้ยมโหด” นี้ ในเชิงพฤติกรรมนั้น นักอาชญวิทยามองว่า บุคคลประเภทนี้คือ คนปกติธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเราในสังคม โดยที่เราจะไม่เอะใจสงสัยเลยว่า เขาคือ “อาชญากร”

 

เขาคือคน (ที่ดู) ปกติ

“อาชญากรต่อเนื่องจะเลือกเหยื่อที่กระทำได้ง่าย สังเกตอันนึงคือ เขาจะเลือกคนที่สามารถทำแล้วไม่ต่อสู้ และก็ทำแล้วปกปิดได้ง่าย เช่น โสเภณี เด็ก แม้กระทั่งเด็กผู้ชาย คนแก่ เพราะอยู่คนเดียว ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา แล้วก็ไม่สามารถต่อสู่ได้” นัทธี จิตสว่าง นักอาชญาวิทยา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เล่าจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในไทยหรือต่างประเทศ

อย่างกรณี Jack the ripper คดีฆ่าข่มขืนเขย่าโลกในตำนานที่เกิดขึ้นใกล้ลอนดอน ปี ค.ศ.1888 ผู้ถูกกระทำก็เป็น “โสเภณี” หรือ เหตุที่เกิดที่เมืองยอร์คเชียร์ของอังกฤษ ปี 1975 ปีเตอร์ วิลเลียม ซัตคลิฟฟ์ (Peter William Sutcliffe) ฉายา Yorkshire ripper ได้ก่อเหตุฆาตกรรมหญิง 13 ราย โดยจำนวน 9 ราย เป็นโสเภณีที่ถูกฆ่าในลักษณะเดียวกัน หรือคดีกรีนริเวอร์ในสหรัฐฯ ที่ฆาตกรได้ฆ่าโสเภณีต่อเนื่องถึง 48 ศพ

"โสเภณีจะเกิดบ่อย เพราะว่าไม่มีใครสนใจเหยื่อ แล้วก็เป็นปกติธรรมดาที่เหยื่อจะไปกับเขาได้อยู่แล้ว เมื่อฆ่าแล้วเขาก็สามารถหลบออกไปได้โดยไม่มีใครสนใจ อันนี้คือจุดที่นำไปสู่การทำต่อเนื่อง” นัทธีอธิบาย

นัทธีให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา อาชญากรต่อเนื่องมักมีอาชีพที่สามารถเฝ้าสังเกตศึกษาพฤติกรรมเหยื่อได้ตลอด และมักไม่เลือกเหยื่อที่เป็นคนรู้จัก เช่น กรณีของจอห์น ฟลอยด์ โทมัส จูเนียร์ (John Floyd Thomas, Jr.) ฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าข่มหญิงชราอายุ 60 ปี ขึ้นไป มีอาชีพเป็นคนประเมินค่าเสียหายการประกันภัย

“ไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศก็จะเป็นลักษณะแบบนี้เหมือนกันหมด คือ ทำเมื่อมีโอกาส มีช่องทางในการหลบหนี ไม่สามารถที่จะตามได้ แล้วเขาจะมีการวางแผนอย่างดี เตรียมการต่างๆ แล้วก็รู้ว่าเหยื่อจะไม่ทำอะไร” นัทธีเล่า

ที่ถูกตั้งข้อสังเกตโดยนักอาชญาวิทยา ก็คือ หลายเคสที่ผ่านมา อาชญากรต่อเนื่องส่วนใหญ่จะดูเป็นคนปกติที่เดินสวนกับเราทุกวัน ไม่ได้มีอาการ “โรคจิต” อย่างที่ถูกตั้งชื่อให้ แต่สาเหตุที่ทำให้พวกเขาลงมือกระทำความผิดก็เพราะมี “ปม” อยู่ในใจที่อาจฝังลึกมาตั้งแต่เด็ก

“เป็นคนสองบุคลิก ที่ในชีวิตประจำวันก็จะปกติ มีงานทำ มีสังคม มีเพื่อนฝูง บางคนไปวัด ไปโบสถ์ แต่ในจุดหนึ่งเขามีปมอยู่ข้างใน เช่น อาจจะมีปมในวัยเด็กที่มีความแค้น เกลียด ในบุคคลหนึ่งบุคคลใด ทำให้เขาต้องระบายออกในการแก้แค้นนั้น เช่น บางคนถูกป้าหรือถูกแม่เลี้ยงเลี้ยงมาแล้วก็ถูกตีมาตลอด ก็มีความเกลียดผู้หญิงแก่ ก็เลยไปกระทำกับผู้หญิงแก่เพื่อเป็นการตอบโต้ แบบนี้ก็เคยเกิดมาแล้ว” นัทธีเล่าถึงพฤติกรรมของอาชญากรต่อเนื่องที่ใช้การก่ออาชญากรรมช่วยคลายปมที่บดบังจิตใจของเขา

“นายหนุ่ยเป็นคนขยัน ไม่พบพิรุธว่าจะก่อเหตุ เพราะปกติเป็นคนเก็บตัวเงียบ” ผู้จัดการวงหมอลำไหมไทย เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อครั้งที่ตำรวจสืบทราบว่า นายหนุ่ย ผู้ลงมือฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 4 ขวบ เป็นลูกจ้างของวงไหมไทย

“เขาเป็นคนเงียบแต่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ทำงานร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ ไม่มีแววของความน่ากลัว” เพื่อนร่วมงานของจอห์น ฟลอยด์ โทมัส จูเนียร์ ฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีฆ่าข่มหญิงชราในลอสแองเจลลิสในช่วงปี 1970-1990 ก็บอกไว้

มุมมองจากนักจิตวิทยาก็เช่นเดียวกัน ความผิดปกติ ความน่ากลัว คือ ภาพจำของอาชญากรที่อยู่ในหัวเรานั้น เกิดจากการ “สร้าง” ขึ้นมา

“อาจจะเป็นคนปกติก็ได้ ไม่ได้มีโรคทางจิตเวชเลยก็ได้ หรืออาจจะเป็นคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต หรือเป็นโรคทางจิตเวชก็ได้” นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เริ่มต้นอธิบายเพื่อที่จะบอกว่า อาชญากรต่อเนื่องจะเป็นใครก็ได้

“โดยส่วนใหญ่ที่เราเห็นในภาพยนตร์อะไรทั้งหลายมันทำให้เราจินตนาการหรือคล้อยตามไปตามบทภาพยนตร์ที่เขาแต่งขึ้นมา อาจจะมองเห็นภาพของความน่ากลัว ใส่โรคจิตเข้าไป ใส่อะไรทั้งหลายเข้าไป ซึ่งตรงนี้มันคงมีแรงกระตุ้นหรือมูลเหตุจูงใจแล้วแต่กรณีไป” นพ.ทวีศิลป์เสริม

ในต่างประเทศ มีอาชญากรต่อเนื่องหลายรายที่มีปม เช่น หลุยส์ อัลเบอร์โต้ การาวิโต้ (Luis Alfredo Garavito) ฆาตกรต่อเนื่องชาวโคลัมเบียที่ถูกจับในปี 1999 เติบโตมาในครอบครัวที่แตกแยกเคยถูกเพื่อนบ้านข่มขืนในวัยเด็ก และถูกพ่อทำร้ายมาโดยตลอด เขาได้ข่มขืนเด็กผู้ชาย และฆ่ามากกว่า 300 ราย หรือคดี “กรีนริเวอร์” ที่ฆาตกรเกลียดมารดาและมองว่ามารดาเป็นเหมือนหญิงโสเภณี เมื่อโตขึ้น เขาได้เพิ่มความก้าวร้าว และฆ่าโสเภณีไป 48 ราย

ตรงกับที่ นพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา ผู้เขียนหนังสือ เรื่องเล่าจากร่างกาย เคยให้ข้อมูลไว้กับจุดประกายว่า นอกจากมนุษย์กลุ่มที่มีแนวโน้มจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ก่ออาชญากรรมชนิดผิดมนุษย์ได้จะเป็นคนที่ไม่มีความรู้สึก ไม่สามารถเข้าใจคนอื่นๆ ซึ่งมีน้อยมากราว 5 เปอร์เซ็นต์ ยังมีกลุ่มที่มีแนวโน้มจะเป็นได้เพราะ “การเลี้ยงดู” ด้วย โดยเฉพาะกับเด็กที่ถูกทารุณกรรมจะมีโอกาสที่โตขึ้นมาแล้วจะมีปัญหาเหมือนกับคนที่เกิดมาแล้วไม่มีอารมณ์

 

แกะรอยอาชญากร

หลายคดีที่เกิดขึ้นใช้เวลาในการตามหานาน หรืออาจหาไม่ได้เลยเหมือนคดีของ Jack the ripper ที่ยังเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนลงมือ สาเหตุที่ตามหาอาชญากรต่อเนื่องบางรายได้ยากกว่าคดีปกติ ก็เพราะอาจเป็นคนที่ใกล้ตัวที่ไม่คาดคิดมาก่อน ลงมือแล้ว ก็จะหายไป อีกทั้งยังรู้ช่องทางการหลบหนีเป็นอย่างดีเพราะคอยเฝ้าสังเกตมาก่อน

“อาจจะหาตัวยาก เพราะว่าเขาเป็นคนที่มีความฉลาด แล้วก็ไม่ลงมือเมื่อมีความเสี่ยง ทำเมื่อมีโอกาส ไม่ได้ทำเพราะมีความหื่นเป็นหลักนะ แต่ทำเพราะคิดอยากจะระบายสิ่งที่ตัวเองทำ” นัทธี อธิบาย

นอกจากนี้ ระยะเวลาในการก่อเหตุก็ไม่ได้รีบร้อนแบบที่ต้องทำให้ได้เดี๋ยวนั้น เพราะอาชญากรต่อเนื่องสามารถรอได้ บางรายได้ลงมือก่อเหตุต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 10 ปี เช่น กรณีของ จอห์น ฟลอยด์ โทมัส จูเนียร์ที่ฆ่าข่มขืนหญิงชราต่อเนื่องในสหรัฐฯ หรืออย่างคดีกรีนริเวอร์ก็เกิดเหตุฆาตกรรมโสเภณีต่อเนื่องติดต่อกันกว่า 20 ปี

“เขาจะรอต่อเมื่อมีโอกาส ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลักษณะอย่างหนึ่งของฆาตกรรมต่อเนื่อง คือบางครั้งมันห่างไปเป็นปีเลย บางรายห่างไปถึง 3-4-5 ปี แล้วกลับมาใหม่ เพราะว่าอะไร เพราะว่าหลังจากที่มีเหตุเกิดขึ้น แล้วก็มีการปราบปราม คนนี้จะหยุด หยุดแล้วหายไปเลย ... คดีหญิงชราที่จับไม่ได้ เพราะเขาต้องรู้ว่า ตำรวจเฝ้าอยู่ทุกบ้าน ทุกตรอก ทุกซอก ตอนนี้หายไปเลย อาจเป็นปีๆ แล้วทำใหม่ หรืออาจจะไม่มาเลยก็ได้” นัทธีบอก

จากการสังเกตของนักอาชญาวิทยา อาชญากรต่อเนื่องในกรณีของการข่มขืนจะสามารถพบได้มากกว่าฆาตกรรม โดยสาเหตุส่วนหนึ่งที่การข่มขืนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีพฤติกรรมแบบต่อเนื่องแทบเพราะผู้ถูกกระทำไม่กล้าแจ้งความ

“อาชญากรรมต่อเนื่อง” แม้นานๆ จะเกิดที แต่การกระทำผิดที่ถูกมองว่า โหดเหี้ยม รุนแรง ก็มักจะเป็นประเด็นทางสังคมที่ถูกจับตามองว่า จะลงโทษอย่างไร ถ้าไม่รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต อาชญากรประเภทนี้ก็จะถูกนำไปอยู่รวมกับนักโทษอื่นๆ ในเรือนจำ ซึ่งตอนนี้ยังมีช่องโหว่อยู่ว่า กระบวนการที่ส่งเข้าเรือนจำนั้นกลับไม่ได้ช่วยแก้ “ปม” เท่าไรนัก

“มันเป็นไปเพื่อดึงคนเหล่านี้ออกจากสังคมมาระยะหนึ่งมากกว่า” นัทธีให้ความเห็น

ซึ่งตรงนี้ นักจิตวิทยาอย่าง นพ.ทวีศิลป์บอกว่า เป็นจุดที่ต้องพัฒนาต่อระหว่างกรมราชทัณฑ์และกรมสุขภาพจิตในการสร้างระบบการดูแลตลอดจนการบันทึกข้อมูลของคดีอาชญากรรมลักษณะนี้ใหม่

“กระบวนการตัดสินแล้วก็การเข้าสู่กระบวนการจำคุกเนี่ยทุกอย่างมันก็จะไปรวมกัน แบ่งตามสถานะของโทษที่หนัก เบา เท่านั้นเอง แต่จริงๆ แล้วในต่างประเทศรูปแบบ หรือวิธีการก่อคดีเนี่ย เขาก็จะต้องมีการดูแลแตกต่างกัน อย่างคนที่ก่อคดีทางเพศ ฆ่าข่มขืนหรือทำอะไรกับเด็ก ก็จะต้องแยกในการดูแลรักษาบำบัด หรือบางรายออกไปจากคุกแล้วยังต้องแจ้งกลับไปยังหมู่บ้านนั้นที่เขากลับไปอยู่ เพื่อให้คนได้เฝ้าระวังหรือกำกับ” นพ.ทวีศิลป์แนะ

ด้านตำรวจที่เคยไปศึกษาวิชา “วิเคราะห์พฤติกรรมศาสตร์” จากเอฟบีไอ ได้มองเหมือนกันว่า เมื่อเกิดคดีลักษณะนี้แล้ว ควรจะมีการประสานกันเพื่อศึกษาไว้เป็นกรณีตัวอย่าง โดยเฉพาะการวิเคราะห์พฤติกรรม ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในอนาคตทั้งงานสืบสวนและการป้องกันไม่ให้เกิด ซึ่งสามารถครอบคลุมหลายกรณีที่มากกว่าอาชญากรรมต่อเนื่องด้วย

“เมืองไทยไม่ค่อยมีองค์ความรู้นี้ ทั้งๆ ที่มันสำคัญ คุณปล่อยลูกหลานไปเล่นในชุมชน ลูกคุณอาจจะเจอคนประเภทนี้ก็ได้ ถ้าจับได้ก็ต้องศึกษา แต่คนไทยนะ บอกให้ประหารๆ อย่างเดียวเลย ถามว่า เรายังไม่ได้เอาข้อมูลอะไรจากนายหนุ่ย เอะอะก็จะฆ่า แล้วมันก็จะเกิดเหตุแบบนายหนุ่ยขึ้นอีก ถ้าเราไม่ศึกษาถ่องแท้ มีการสอบปากคำที่ไม่ถูกต้อง ไม่มีการทำข้อมูล ไม่มีการทำวิจัย มันก็จะไม่รู้อะไรเลยในอนาคต มันก็จะมาเกิดขึ้นอีก แล้วเราก็ต้องมาเหนื่อยในการไล่จับคนประเภทนี้อีก”

ทั้งนี้เรื่องการแก้ปมในใจนั้น นักอาชญาวิทยามองว่า ถ้าจะทำ ต้องทำด้วยความทุ่มเทอย่างมาก

“เขาเป็นแก้วที่มันร้าวแล้ว จะมาทำให้มันกลับมาดีใหม่ มันยาก หรือบางทีมันไม่ได้ร้าวธรรมดา แต่มันแตกมาแล้วตั้งแต่สมัยเด็ก ถูกหล่อหลอมมาด้วยเหตุการณ์ที่กระทบจิตใจเขา” นัทธีบอก

..จะสังคม สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดู ระบบ หรือเรา ก็มีส่วนทำให้ “แก้วร้าว” ด้วยกันทั้งนั้น

ถ้าไม่อยากให้แก้วแตกไปบาดใครต่อใครจนกลายเป็น “เหยื่อ” ก็ต้องช่วยกัน “เปลี่ยน” เพราะถ้าต้องซ่อมแก้วที่รอวันแตกก็คงจะยากเกินไป