วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขับ + ขี่ มีทางออก

หลังดราม่าจักรยานค่อยๆ สงบลง คงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องเลิก ‘ด่า’ แล้วหาทางออกกันสักที

ใครหวังจะได้เสพดราม่าจานร้อน ทั้งพวก ‘ปูเสื่อรอ’ และ ‘ต้มมาม่ารอ’ ขอบอกว่า พับเสื่อเก็บกลับบ้านหรือหาอาหารอื่นกินแทนได้เลย เพราะบรรทัดจากนี้จะไม่มี ‘ดราม่าจักรยาน’ มีแต่วิถีทางแก้ปัญหาล้วนๆ

เพราะตั้งแต่ข่าวคราวอุบัติเหตุที่มีต่อนักปั่นจักรยานถูกเผยแพร่ตามหน้าสื่อต่างๆ สิ่งที่ตามมามากกว่าทางออกของปัญหาคือเสียงก่นด่าและคำวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่ายซึ่งมี ‘จุดร่วม’ เดียวกัน คือทุกฝ่ายต่างโยนความผิดให้เป็นของอีกฝ่าย จากที่ควรจะคลี่คลายจึงกลายเป็นเลยเถิด!

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เว็บบอร์ดสาธารณะและหน้าเพจเฟซบุ๊คที่เคยมีแต่ดราม่าทุกอณูก็มีพื้นที่เหลือให้เรื่องอื่นบ้าง จนเรียกได้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างนิ่ง จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกฝ่ายจะหยุดใช้ ‘อารมณ์’ หันมาใช้ ‘เหตุผล’ ให้มากขึ้น

ระดมพล ถนนปลอดภัย

“พูดตรงๆ ถนนในกรุงเทพฯไม่ปลอดภัย” เสียงสะท้อนจาก อาร์ต - อรรจน์ โรจนวงศ์ หัวหน้าสายปั่นของร้านปลูกปั่นที่ต้องปั่นจักรยานส่งน้ำผักผลไม้ไปบนถนนหนทางในกรุงเทพฯทั้งชั้นนอกและชั้นในจนเข้าใจความจริงแท้

ไม่ใช่แค่อาร์ตที่พบความจริงข้อนี้ เชื่อได้ว่านักปั่นที่เคยใช้ถนนในเมืองหลวงแห่งนี้ก็มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน เหมือนอย่างที่ ดิน - ณภัทร ศรีนามฉ่ำ ช่างภาพวัย 33 ปี เล่าว่าเริ่มปั่นจักรยานมาได้ 4 ปี แต่เพิ่งมาใช้ชีวิตบนหลังอานในกรุงเทพฯประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา จึงรู้ว่าชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายมากกว่าปั่นจักรยานที่ต่างจังหวัดเป็นไหนๆ

“เมื่อมาปั่นในกรุงเทพฯรู้สึกได้ถึงความเสี่ยงมากขึ้นเพราะรถบนถนนกรุงเทพฯมีหลากหลายรูปแบบ ถนนไม่เอื้ออำนวยต่อการปั่นจักรยาน อีกทั้งคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่มักง่ายไม่ค่อยเคารพกฎจราจรและขับรถด้วยความประมาท เล่นมือถือขณะขับรถ”

แม้ถนนจะอันตราย ความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุก็เยอะ แต่จำนวนประชากรที่ใช้จักรยานก็ไม่ได้ลดน้อยลง หากไม่นับการออกกำลังกาย ยังมีนักปั่นที่ ‘จำเป็น’ ต้องใช้จักรยานมากทีเดียว

ณภัทรให้เหตุผลว่า ที่ยังปั่นจักรยานเพราะรู้สึกว่าเป็นยานพาหนะที่สะดวก ไปตามซอกซอยซึ่งรถยนต์ไปไม่ได้ ถ้าขี่จักรยานยนต์ตำรวจก็เรียกตรวจบ่อย ถ้านั่งรถเมล์ก็เจอรถติด นั่งรถไฟฟ้ารถไฟใต้ดินก็อึดอัดโดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน จักรยานจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

หรืออย่างอรรจน์ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องปั่นจักรยานส่งน้ำผักผลไม้ นี่เป็นอาชีพหลักของเขา และด้วยคอนเซปต์ของร้านต้นสังกัด เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ คำถามคือ พวกเขาจะอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างไรบนถนนที่ไม่เป็นมิตรกับจักรยาน?

ข้อเรียกร้องต่างๆ จึงตามมา เช่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2558 ที่กลุ่มจักรยานต่างๆ นำโดยสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทยร่วมประชุมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, มูลนิธิเมาไม่ขับ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องหามาตรการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ข้อสรุปว่า

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎจราจร เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเมาแล้วขับและการขับขี่โดยประมาท และจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้จักรยานโดยประสานงานกับชมรมจากทั่วประเทศมูลนิธิเมาไม่ขับจะร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและผู้ใช้จักรยานทั่วประเทศไทยในการรณรงค์เมาไม่ขับ ด้วยการล่ารายชื่อ “เมา+ขับ = จับขัง”กรุงเทพมหานครจะดำเนินการแบ่งทางจักรยานในเขตกรุงเทพ โดยถนนที่ตัดใหม่จะมีทางจักรยานและทางจักรยานที่มีอยู่แล้วจะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นและใช้งานได้จริงผู้ใช้จักรยานตกลงเป็นสัญญาประชาคม ที่จะปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด จะมีน้ำใจให้ทุกคนบนท้องถนน และเคารพสิทธิคนเดินเท้าและหยุดรถให้คนข้ามทางม้าลายสมาคมผู้ใช้จักรยานแห่งประเทศไทย (ชื่อใหม่ของสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพไทย) โดยจะสร้างเครือข่ายและประสานงานกับชมรมจักรยานทั่วประเทศในการรณรงค์ให้ถนนปลอดภัยสำหรับทุกคน

นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหลังจากสงครามน้ำลายทุเลาลง แต่ถึงอย่างไรกว่าข้อสรุปนี้จะเป็นรูปธรรมอาจต้องใช้เวลา

โทษเขา เราก็ผิด

จากบทเรียนที่ผ่านมาเมื่อเกิดความสูญเสียมักจะถูกทุกฝ่ายพูดถึง แล้วลงเอยด้วยการโยนความผิดไปให้พ้นตัว

ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม จึงบอกว่าจำเป็นมากที่ประเทศไทยต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง เขาเสนอว่าอาจเริ่มที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมหรืองานด้านโยธาในสังกัดกทม.ก่อน เพื่อเป็นต้นแบบให้การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นๆ ทำตาม ไม่อย่างนั้นเมื่อเกิดเหตุทีก็โบ้ยกันที เพราะทุกคนบอกว่าไม่ใช่งานของตน

“การตายแต่ละครั้งมันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ และเกิดการจัดตั้งองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงได้ การตายจะไม่สูญเปล่า”

นอกจากความจำเป็นที่ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวจักรยานเองก็ยังหลงทิศทางอยู่ เช่น เรียกร้องไบค์เลน

“ไบค์เลนจะดีมากสำหรับถนนที่สร้างใหม่ แต่ถนนในเมืองเก่าแก่ดั้งเดิมความกว้างของเลนมันไม่เพียงพอที่จะทำไบค์เลน พอทำไปคนขับรถก็เหลือความกว้างไม่เพียงพอที่รถจะแล่นได้ ทำก็เหมือนไม่ทำ”

อาจารย์จิรพลบอกว่าพอคนคิดอะไรไม่ออกก็บอกว่าต้องมีไบค์เลน แต่ลืมนึกกันไปว่ามีไบค์เลนแล้วจะขับขี่ปลอดภัยขึ้นหรือเปล่า คำตอบคือ “เปล่า” ในที่สุดก็ต้องมาพูดถึงเรื่องพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกประเภทอยู่ดี ยกตัวอย่างผู้ขี่จักรยานที่ไม่ยอมให้สัญญาณเมื่อจะเปลี่ยนเลน ไม่ยอมให้สัญญาณสื่อสารกับคนที่ใช้ทางร่วมกันว่าตัวเองจะทำอะไร ต่อให้มีไบค์เลนก็โดนชนอยู่ดี

กว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริง สิ่งที่ทำได้ทันที (ทั้งนักปั่นและผู้ใช้ยานพาหนะอื่น) คือจัดการส่วนของตัวเองให้ดีก่อน อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงลงครึ่งหนึ่ง

“ถ้าจะแก้ปัญหาจริงๆ ต้องมีการโปรโมทให้คนขี่จักรยานลดอุบัติเหตุครึ่งหนึ่งด้วยการสวมใส่เสื้อผ้าและใช้จักรยานที่มีอุปกรณ์ครบสำหรับขี่ได้ทั้งกลางวันกลางคืน เพราะจักรยานบางคันเบรคใช้ได้อันเดียวก็ยังขี่ ความพร้อมเมื่อออกมาเช่นกลางคืนรถต้องมีไฟและแถบสะท้อนแสง เป็นต้น”

...หมายความว่าจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้

และอีกประเด็นที่หลายคนถกเถียงจนเกิดดราม่ายิ่งกว่าละครหลังข่าว คือจะปัดฝุ่นการทำใบขับขี่จักรยานซึ่งเคยถือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ล้อเลื่อน พ.ศ.2478 แต่ได้ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2546เพราะเป็นกฎหมายล้าหลัง แน่นอนว่ามีชาวจักรยานไม่น้อยที่คัดค้านว่าการทำใบขับขี่จักรยานไม่เกี่ยวกับการลดอุบัติเหตุ แต่ถ้าลองอ่านสิ่งที่อาจารย์จิรพลจะอธิบายต่อไปนี้อาจคิดใหม่ก็ได้...

“เราจัดสอบใบขับขี่จักรยานมาแล้วหลายรุ่นมาก มีชมรมจักรยานขอให้เราจัดเป็นประจำ ในช่วงปีที่ผ่านมาเราจัดสอบไป 4,000 คนจากทั่วประเทศ เราใช้เกณฑ์การทดสอบเหมือนในอเมริกาทุกอย่าง มันเป็นเหมือนการทดสอบการขี่จักรยานได้อย่างปลอดภัย จริงๆ นี่เป็นหน้าที่โดยตรงของกรมการขนส่งทางบกที่จะต้องทำ ซึ่งเขาเคยทำแล้วเขารื้อเลิกไป ตอนนี้เป็นหน้าที่โดยตรงที่เขาต้องกลับมาทำใหม่แล้ว”

หากการทำใบขับขี่จักรยานกลับมาแล้ว ประโยชน์ที่ผู้ใช้จักรยานทุกคนจะได้รับ (แต่ไม่ค่อยมีใครนึกถึง) คือทุกคนจะรู้ว่าขณะที่ฝากชีวิตไว้บนอานจักรยานและใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น จะทำอย่างไรให้ไม่เป็นการออกไปเสี่ยงตาย

“ปัจจุบันนี้เราไม่มีเบสิคอะไรให้แก่คนที่ขี่จักรยานเลย ทำใบขับขี่เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ความรู้ไปถึงนักปั่นได้ ถ้าไม่มีการสอบใบขับขี่เลยทุกคนซื้อจักรยานมาได้ก็ขี่ลงถนนเลย โดยที่ไม่รู้ข้อควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติว่ามีอะไรบ้าง เราจึงมีสถิติการตายการบาดเจ็บอะไรต่างๆ เพิ่มมากขึ้น”

การทำใบขับขี่ที่ว่านี้ไม่แตกต่างจากการทำใบขับขี่รถยนต์คือต้องผ่านการอบรม เพราะจากที่ผ่านมา ใครที่ไม่อบรมเลยคนนั้นจะสอบหลายครั้งกว่าจะผ่าน เรียกได้ว่า ‘สามัญสำนึก’ ไม่ช่วยให้สอบผ่านแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นนักปั่นส่วนมากก็ยังใช้สามัญสำนึกมากกว่าพื้นฐานที่ถูกต้อง

“คนที่คิดว่าตัวเองปั่นถูกคือคนที่สอบตกมากที่สุด แม้แต่ฝรั่ง ตอนที่เราเปิดให้สอบใบขับขี่ที่พัทยา ฝรั่งเขาบอกว่าไอตกด้วยเหรอ ผมบอกยูตกคนแรกเลยเพราะยูไม่ได้หยุดด้วยเบรคมือ ยูใช้เท้าลงไปยัน เขาบอกเขาขี่จักรยานมายี่สิบปีทำไมตก ก็เลยบอกว่าไม่ได้ยูมีมือเบรคต้องใช้มือเบรคเพื่อชะลอด้วยการใช้เบรคหลังแล้วค่อยเบรคซ้ำด้วยเบรคหน้าถึงจะปลอดภัย”

ปลอดภัยแน่...Share the Road

  ถ้าหากวันหนึ่งมีหน่วยงานมารับผิดชอบ มีการให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ผู้ใช้จักรยาน มีอะไรต่อมิอะไรเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าขาดสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตสำนึก’ การป้องกันและแก้ปัญหาคงไม่สมบูรณ์แน่นอน

แม้การเรียกร้องสิทธิดูจะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและก่อให้เกิดความหมั่นไส้รำคาญได้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็ต้องมีเรื่องแบบนี้บ้าง อย่างในต่างประเทศก็มีการรณรงค์เหล่านี้เหมือนกัน บางกิจกรรมทำอย่างฮาร์ดคอร์ บางกิจกรรมละมุนละม่อม แต่ทั้งหมดก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือขอแบ่งพื้นที่บนท้องถนนเพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุ

Share the Road เป็นอีกกิจกรรมที่เกิดขึ้นและถูกส่งต่อกันในสังคมออนไลน์ จนในที่สุดการรณรงค์นี้ก็มาถึงไทย

ศุนันทวดี อุทาโย ผู้ประกาศข่าวและตัวแทนชมรมจักรยานเนชั่น เล่าถึงโครงการนี้ว่าเป็นกิจกรรมที่ส่งต่อกันแบบปากต่อปาก เกิดขึ้นจากต่างประเทศซึ่งก็มีปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนคล้ายบ้านเรา

“พอบ้านเรามีอุบัติเหตุเยอะตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ชมรมจักรยานเนชั่นก็คิดว่า เราก็ปั่นจักรยาน ก็ควรทำอะไรสักอย่างกันไหม เราก็เลยทำสติ๊กเกอร์ Share The Road มาจำหน่ายจ่ายแจก และเราก็มีคอนเน็คชั่นกับเพจต่างๆ ก็เลยกลายเป็นช่วยกันรณรงค์”

แม้จะไม่รู้ว่าใครริเริ่มกิจกรรมนี้คนแรก แต่คงพูดได้ว่าคนปั่นจักรยานทุกคนก็คิดสิ่งเหล่านี้คล้ายกันว่าอยากใช้ถนนอย่างปลอดภัยและให้คนขับรถยนต์ไม่คิดว่าจักรยานไปแย่งพื้นที่ แต่ควรคิดว่าจักรยานก็เป็นยานพาหนะหนึ่งที่มีสิทธิใช้ถนนเหมือนกัน

แต่แค่สติ๊กเกอร์แผ่นเดียวจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือ...

ผู้ประกาศข่าวสาวอธิบายว่าสิ่งเล็กๆ นี้จะสะดุดตาแล้วช่วยให้ ‘สะดุดใจ’

“เรารู้สึกว่าเวลาคนเห็นมันคนก็จะฉุกคิดสักอย่างในใจ แต่เราก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะกระตุ้นให้ดีขึ้นทันตาเห็นหรือไม่ แต่ถ้าเขาแค่เข้าใจคอนเซปว่า ถนนมีก็แบ่งกันและอยู่ด้วยกันได้ เราก็เชื่อว่าคนขับรถ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นคนที่เข้าใจเรื่องนี้ เพราะถ้าสังเกต ไม่ใช่แค่จักรยานหรอกที่ใช้ถนน มีทั้งซาเล้ง มีมอเตอร์ไซค์ มีสารพัดที่บางทีรถเองก็ต้องหลบให้เขา จักรยานอาจจะตัวเล็กไปหน่อยมั้งก็เลยโดนเหยียบบ่อย”

และอีกเหตุผลที่ต้องเกิดการรณรงค์ขึ้นควบคู่กับการแก้ปัญหาจากฟากภาครัฐ เพราะการแก้ปัญหาจากส่วนต่างๆ เช่น ตำรวจเน้นสร้างความปลอดภัย แต่นักปั่นต้องการเครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาปลอดภัย และบางเครื่องมือก็ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยเหลือจักรยานเท่านั้น เพราะการ Share the Road หมายความถึงทุกยานพาหนะที่อยู่บนถนน

“พาหนะทุกพาหนะมีตัวตนนะ เขามีสิทธิจะใช้เส้นทาง และถ้าทุกคนใช้เส้นทางด้วยการให้เกียรติกันมันจะไม่มีปัญหา” ศุนันทวดีกล่าว

แม้อุบัติเหตุบนท้องถนนกับยานพาหนะทุกชนิดยังไม่เป็น ‘ศูนย์’ แต่จะดีไหมหากต่างคนต่างไม่ใช่แค่ปกป้องสิทธิตัวเอง แต่ยังเคารพสิทธิคนอื่นด้วย และคิดในทางเดียวกันว่า “ไม่มีใครสมควรตาย” จากอุบัติเหตุร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจลดลงทีละนิดจนหมดไปก็เป็นได้

  “การตายด้วยการขี่จักรยานเป็นการตายที่ไม่น่าตายที่สุด เพราะว่ามันเป็นการตายที่หลีกเลี่ยงได้” อาจารย์จิรพลกล่าว