การศึกษานอกห้องของนักศึกษาหัวใจศิลป์ที่ “อิน” ปัญหาสังคม
คุ้นๆ หรือเคยได้ยินปัญหาพวกนี้ใช่ไหม - สารเคมีในระบบการเกษตร / ความยากจนของเกษตรกร / โครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน / โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึก / การกดขี่แรงงานข้ามชาติ / การเรียกร้องสิทธิของคนพิการ / ความรุนแรงต่อเด็ก / เด็กในชุมชนแออัด / พื้นที่ป่าที่ลดลง / การรุกรานของเมือง / ที่ดินกับสิทธิของชุมชน / ความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ และอีกร้อยแปดเรื่องที่โยงใยกันไปหมด
..ถ้าเคยได้ยิน แล้วยังไงต่อ? อธิบายได้แค่ไหน หรือต้องขอคิดแป๊บนึงว่า อัลไล.. เกี่ยวกับอัลไลนะ!!! จริงๆ ก็ไม่แปลกหรอก นั่นเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจดี
ไม่ได้เป็นเพราะไม่สนใจ แต่ทว่ายังไม่ “เข้าใจ”
ไม่ได้เป็นเพราะมันไกล แต่ทว่ายังไม่ได้ “สัมผัส”
นี่คือเหตุผลที่นักศึกษาจากหลากหลายคณะด้านศิลปะและการออกแบบที่มีโอกาสได้เข้าไปล้มลุกคลุกคลานอยู่ใน “เครือข่ายมหาวิทยาลัยสร้างสรรค์สังคม” (University Network for Change: UNC) บอกไว้ หลังจากที่ได้ใช้เวลาไปสัมผัสปัญหาสังคมเหล่านี้มาจริงๆ
ตั้ง+ตีโจทย์
“คนไทยยังมีทัศนคติด้านลบต่อแรงงานข้ามชาติอยู่ ผมเลยคิดว่า เราควรจะทำงานชิ้นนึงเพื่อให้คนไทยลดทัศนคติด้านลบออกไป” เอกวิทย์ สมันเลาะ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในเจ้าของผลงาน (IM) PORTFOLIO พอร์ทโฟลิโอข้ามชาติ ที่เป็นกระแสแชร์ต่อกันในเฟซบุ๊คเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เล่าถึงความตั้งใจก่อนจะผลิตงานออกมาเป็นพรินท์แอดเล่าเรื่องชีวิตของแรงงานข้ามชาติ 2 คนที่อยู่ร่วมกับคนไทยเพื่อพรีเซนต์ความประทับใจของเขาต่อเมืองไทยผ่านภาพและข้อความสั้นๆ
นักศึกษากลุ่มนี้มองเห็นชีวิตของตัวเองในสังคมที่ทุกคนต้องพบแรงงานแบบนี้แทบทุกวัน แต่ก็ยังถูกมองในทางไม่ดีตลอด ด้วยเหตุนี้ความตั้งใจในการ “เปลี่ยน” จึงเกิดขึ้น
“เราอยากสร้างจุดยืนของพวกเขาในสังคม” นี่คือโจทย์ที่นักศึกษากลุ่มนี้ตั้งขึ้น
การเลือกโจทย์ของนักศึกษาเครือข่ายของมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะเป็นไปตามความสนใจ โดยมีประเด็นปัญหาสังคมใน 6 กลุ่ม ที่มูลนิธิสยามกัมมาจลตั้งให้เป็นแนวทาง ได้แก่ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ที่ดินทำกิน เกษตรกรรม เด็กและเยาวชน คนพิการ แรงงานและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งหน้าที่ของการตีโจทย์ให้แตกจะเป็นของนักศึกษาที่ต้องมีกระบวนการคิดและทำเวิร์คชอปร่วมกันเพื่อออกมาเป็นผลงานทางศิลปะสมัยใหม่ที่มีคุณต่อสังคม
“คนพิการ เราเห็นกันอยู่ตลอด เราไปเจอมาเป็นหนังสือเรื่องสิทธิของคนพิการ แต่ว่าไม่มีคนอ่าน ไม่มีใครทำอะไรกับมันเลย ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะทำเรื่องสิทธิของคนกลุ่มนี้ให้คนได้เข้าถึงมากขึ้น” จุไรรัตน์ ภัทรารักษ์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เอ่ยถึงโจทย์ของตัวเอง และเพื่อนก่อนจะมีผลงานออกมาเป็น “ไดอารี่” และอินโฟกราฟิกที่นำเสนอความรู้สึกของคนพิการหลังได้รับอุบัติเหตุซึ่งมี “สิทธิ” ของคนพิการแทรกอยู่ระหว่างบรรทัด
ผมมองว่า จริงๆ แล้วคนพิการไม่มีจริงหรอก ถ้าจะมีทุกคนก็ต่างพิการ เราทุกคนก็ต่างขาดกันทั้งนั้น -ข้อความจาก ความฝัน ขาฉัน ไดอารี่ โปรเจคที่จุไรรัตน์เอ่ยถึง
แม้การตั้งโจทย์สำหรับนักศึกษาดีไซน์จะถือเป็นสิ่งสำคัญในการสโคปงานตัวเอง แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะมีบริบททางสังคมมากมายที่ต้องอาศัยความเข้าใจเพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวิธีการสื่อสารที่ “ใช่” โค้ชคนสำคัญอย่างอาจารย์จึงต้องผลักความคิดเหล่านี้ออกมาจากนักศึกษาให้ได้มากที่สุด
“ปัญหาเรามีเยอะ แต่เราอาจจะชินกับการแก้ปัญหาโดยการหาคำตอบ พอถามว่า จะแก้ยังไง ทุกคนจะมีไอเดียขึ้นมาในหัว แต่พอถามว่า คุณเข้าใจปัญหาดีหรือยัง ก็ยังไม่รู้” สันติ ตันสุขะอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกถึงวิธีการของตัวเองที่กระตุ้นให้นักศึกษาคิด
“ลองตั้งคำถามกับสิ่งนี้ แต่อย่ามองมันแค่ด้านเดียว มองมันให้รอบเลย แล้วก็ถามต่อไปเรื่อยๆ แล้วก็อย่าเพิ่งพอใจกับสิ่งที่ได้ แล้วเราก็มาดูกันว่ามีอะไรที่เรายังไม่เคยรู้ เราก็เอาสิ่งที่ได้มาตีเป็นโจทย์ ดีไซเนอร์อาจเลือกนำเสนอผลงานในสิ่งที่คนไม่คุ้นเคยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด” อ.สันติ ย้ำ
ออกจากหน้าคอมพ์
แน่นอนว่า ข้อมูลของปัญหาเหล่านี้หาได้ทั่วไปเพียงปลายนิ้วสัมผัสคีย์บอร์ด แต่การได้ลงพื้นที่เพื่อเจอ “ความจริง” สำคัญยิ่งกว่า ว่ากันว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่ดีที่สุดด้วย
เมื่อนักศึกษาในเครือข่ายได้ลงพื้นที่ตามโจทย์ของแต่ละกลุ่ม มีชาวบ้านและเอ็นจีโอเป็นครู สิ่งที่ได้รับกลับมา นอกจากข้อมูลแล้ว ก็คือ การซึมซับ “ความรู้สึก” ของคนที่กำลังเผชิญกับปัญหา ที่ทำให้ “อิน” ถึงขนาดตั้งใจว่า ต้องทำงานเพื่อคนเหล่านี้ให้ได้
“สิ่งที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับสิ่งที่เรารับรู้มันคนละอย่างกันเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนบ้านคลองรั้ว (จ.กระบี่) กับโรงไฟฟ้าถ่านหิน ถ้าเขาทำโครงการฯ ได้ ผลกระทบมันกระจายออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่การทำมาหากิน การท่องเที่ยว มันคือทั้งหมด" วสุธร ชูแสงเพชร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรเล่าถึงความรู้สึกที่ทำให้กลุ่มของเขาสร้างผลงานที่ชื่อว่า ท่า...เปลี่ยน!? เพื่อเล่าเรื่องราวดีๆ ในอันดามันผ่านอินโฟกราฟิกและโมชันกราฟิก ให้คนได้คิดตามว่า ควรมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่หรือไม่!
ไม่ว่าจะพื้นที่ไหน ปัญหาอะไร บริบทต่างกันแค่ไหน สิ่งที่พวกเขาได้เหมือนกัน เมื่อได้ไปรู้จักทุกชีวิตที่ได้รับผลกระทบ คือ “ความเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”
ฮาบีบะห์ หะยีอารง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ สาขานวัตกรรมการออกแบบและสร้างสรรค์สื่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ยอมรับว่า ก่อนจะลงพื้นที่บริเวณที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล เธอไม่เคยรับรู้ถึงปัญหามาก่อนเลย
"ตอนไปก็ไม่รู้ปัญหาอะไร เราก็เข้าไปสัมผัสกับชาวบ้าน พอไปเจอ มันเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก ใหญ่ขนาดทำเราน้ำตาคลอเลย มันเป็นของเขา แต่เขาทำอะไรไม่ได้ เพราะว่ามันเกี่ยวกับคนใหญ่คนโต ซึ่งตรงนี้เขาต้องการพลังจากพวกเราด้วยกันเอง” ฮาบีบะห์บอก
การขุดทรายถมหรือทรายขี้เป็ดปริมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ประชาชนบ้านบ่อเจ็ดลูกและบ้านปากละงู ไม่มีบ้านอยู่ เกิดมลพิษจากรถบรรทุกขนทรายมหาศาล (เฉลี่ย 1.5 นาที/คัน) -ข้อความจากโปสการ์ดอินโฟกราฟิก PACK BARA
ไม่ต่างจาก ชนิดา อรัณยกานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากกลุ่ม (IM) PORTFOLIO บอกถึงช่วงเวลาที่ได้คุยกับแรงงานข้ามชาติที่ตลาดสี่มุมเมือง และแคมป์ก่อสร้างหลังมหาวิทยาลัยว่า “แววตาพวกเขามันบอกทุกอย่าง”
...เพียงแค่นี้ความรู้สึกก็ส่งต่อมาได้โดยไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว แค่นี้ก็เข้าใจปัญหาแล้ว
ถึงเวลาเปลี่ยน
เมื่อลองอินเข้าแล้ว อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป แม้ก่อนหน้านี้จะรู้สึกว่า สังคมไทยควรดูแลแรงงานข้ามชาติให้ดี แต่ผลจากการเข้าใจปัญหาจากทุกอย่างที่เธอและเพื่อนๆ ได้เจอตอนลงพื้นที่ก็ทำให้ยิ่งนึกไปถึงความซับซ้อนของปัญหาที่มีมากกว่าแค่ที่เคยไฮไลต์ไว้
"เรานึกไปถึงคนแถวบ้าน จะมีแรงงานพม่าชอบมาคุย เขาก็จะมาฟ้อง เจ้านายชอบด่า แต่เดี๋ยวนี้พวกเขาเริ่มไม่อยากทนแล้วกับเจ้านายแล้ว เขาบอกว่า ค่าของความเป็นคนมันเหมือนกัน ขนาดพม่าเขายังรู้ค่า แล้วเราไปด่าเขาแบบนี้ จริงๆ เราก็ใช้แรงเพื่อแลกเงินเหมือนกัน แต่ทำไมต้องด่าเขา เขาก็คนเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่สังคมไม่ค่อยคิด” ชนิดาเล่า
ผมไม่ขออะไรมากครับ ขอแค่คนไทยปรับมุมมองสักนิด มองผมและเพื่อนๆ แรงงานข้ามชาติในทางที่ดีบ้าง อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และสุดท้ายนี้กรุณารับผมเข้าทำงานในประเทศไทยด้วยนะครับ- ข้อความจาก (IM) PORTFOLIO
นอกจากฝึกตั้งโจทย์และลงไปมองเห็นปัญหาด้วยตัวเอง กระบวนการที่กว่าจะออกมาเป็นผลงานที่เล่าเรื่องอย่างที่ตั้งใจไว้ก็นับเป็นการฝึกฝนวิธีการทำงานที่เป็นขั้นตอน ลองเรียนถูก รู้ผิด แก้ปัญหา จนคลอดชิ้นงานออกมาได้ ถือเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่า พวกเขา “เติบโต” ขึ้นแล้ว
"อยากให้งานมันเอกซ์คลูซีฟในวัยเขา ในบริบทที่เขาได้รับจากสังคม เราไม่ใช่จอมบงการ เป็นแค่ซัพพอร์ตเตอร์ให้เขาเรียนรู้เอง” ดนุ ภู่มาลี อาจารย์ประจำคณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิตบอก และเสริมว่า นี่แหละคือสิ่งที่ดีต่อประเทศ
“ในห้องเรียน เราไม่เคยจับประเด็นสังคม มาทำแล้วเราภูมิใจ เพราะปกติ เราก็จะเรียนอยู่ในกรอบ เหมือนก็จะเห็นแค่งาน แค่เพื่อนของเราเอง ได้มาเข้าร่วมกิจกรรมนี้ รู้สึกเหมือนเปิดทุกอย่าง เหมือนกับว่าเราได้ไปเห็นงานด้านต่างๆ ของเพื่อนๆ” จุไรรัตน์จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญบอก
การเชื่อมโยง “มหาวิทยาลัย” เข้ากับภาคประชาสังคมตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการนำเข้าสู่ชั้นเรียนในหลายมหาวิทยาลัย อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่การเปลี่ยนระบบการศึกษาให้ “รู้สึก” กับสังคมคราวนี้ก็ได้สร้างพลเมืองคุณภาพขึ้นแล้ว
“ผมคิดว่า ที่ทำให้เราเปลี่ยนไปจริงๆ คือ ปกติเวลาเรามีปัญหา เราก็หาคำตอบ แล้วจบ แต่ตอนนี้ เราได้รู้ว่า จริงๆ แล้วเราข้ามไปขั้นตอนนึง ก็คือ การลงไปสัมผัสแล้วก็ทำความเข้าใจกับปัญหาและคำถาม” อิทธิพันธุ์ จันทร์เพ็ญ นักศึกษาที่สร้างผลงาน PACKPARA บอก
สิ่งพวกเขาร่วมกันเปลี่ยน จะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่มีใครมองเห็น ภัทร เลิศอนันท์ เจ้าของผลงานหนังสั้น No Coal Save Krabi จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังจึงอยากฝากไปถึง “คนที่รู้ตัว” ว่า จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
“พาสื่อของเราไปแก้ปัญหาหน่อย เพราะผมสงสารคนที่กระบี่จากใจ หรืออย่างเรื่องแรงงานข้ามชาติ การแก้ปัญหามันใหญ่มาก เราจะเปลี่ยนทัศนคติของคนทั้งประเทศยังไง มันอาจใช้เวลาเป็น 5 หรือ 10 ปี แต่ถ้าเราช่วยๆ กัน ผมว่ามันก็จะได้ผล”
พวกเขาคงอยากจะถามดังๆ ต่อผู้ใหญ่ที่ปล่อยให้ปัญหาพวกนี้เรื้อรังมาถึงรุ่นเขาว่า "พวกคุณได้ทำอะไรเพื่อแก้ไขมันบ้าง!?"





