วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

D4D กลุ่มคนดีมีน้ำใจ

ธรณีสะเทือนที่เนปาลแต่สะท้านถึงเมืองไทย หากความรุนแรงเกิดขึ้นจริง ใครล่ะจะเข้ามาช่วยเหลือและนี่คือคนกลุ่มหนึ่งที่มีจิตอาสา มีนามว่า.. D4D

จากกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวที่มีศูนย์กลางตำบลดงมะดะ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ระดับความรุนแรง6.3 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.57 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนได้ทั่วทั้ง18อำเภอของจ.เชียงราย จนสร้างความเสียหายทั้งที่อยู่อาศัยและมีผู้เสียชีวิตไป2คนนั้น นอกจากมันจะเป็นสร้างความตื่นตระหนกอกสั่นให้กับคนในท้องที่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นเสมือนคำเตือนจากธรรมชาติ และทำให้คนไทยเริ่มรู้สึกแล้วว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้น มิได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป

แม้ว่าในบ้านเราจะเคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะแถบจังหวัดทางภาคเหนือ และชายแดนที่คาบเกี่ยวกับพม่าทางด้านจังหวัดกาญจนบุรี แต่ถึงกระนั้นก็เป็นเพียงการสั่นไหวเล็กๆ ไม่ได้กระตุกใจให้รู้สึกว่ามันน่ากลัวแต่อย่างใดเลย อีกอย่างหนึ่งในบ้านนเรายังไม่เคยเผชิญกับระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นและประเทศจีน ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ชาวไทยคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เช่นเดียวกับเรื่อง “สึนามิ”ที่เกิดขึ้นจนทำให้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งก่อนหน้านั้นผู้คนในสังคมไทยส่วนมากแทบจะไม่รู้เลยก็ได้ว่ามันคืออะไร

เช่นเดียวกับแผ่นดินไหวที่เชียงราย เมื่อมันเขย่าแผ่นดินให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นจนสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิต มันจึงกลายเป็นบทเรียนสำคัญเช่นเดียวกับเหตุการณ์สึนามิ ที่ผู้คนในสังคมเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มมาเคาะถึงประตูบ้านบ่อยครั้งมากขึ้น

และเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาดความรุนแรง 7. 9 ริกเตอร์ที่เนปาล เมื่อวันที่25 เมษายน 58 ที่ผ่านมา โดยสร้างความหายนะอย่างน่าสะพรึงกลัว พร้อมทั้งคร่าชีวิตผู้คนร่วมหมื่นคน ก็ยิ่งทำให้สังคมไทยเราเริ่มวิตกกังวงมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีตึกสูงมากมายอย่างกรุงเทพฯ และตามจังหวัดใหญ่ๆ รวมทั้งจังหวัดที่มีเขื่อนขนาดใหญ่ตั้งอยู่ สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความวิตกสงสัยมากขึ้น อีกทั้งยังก่อให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมายเกี่ยวกับความพร้อมและการรับมือในด้านต่างๆ ถ้ามันมันเกิดขึ้นจริง? ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติโดยตรง และหน่วยงานของเอกชน ตลอดกลุ่มคนที่สามารถจะเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

และในบรรดากลุ่มคนที่มีจิตอาสาร่วมตัวกันเพื่อช่วยเหลือสังคมยามเกิดภัยพิบัตินั้น มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากพวกเขาจะช่วยเหลือสังคมยามฉุกเฉินในเรื่องต่างๆแล้ว เหตุการณ์แผ่นดินไหวก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่พวกเขาได้เตรียมพร้อมเอาไว้เมื่อมันเกิดขึ้นจริง

D4D หรือ Design for Disasters คือชื่อที่เรียกขานกันของคนกลุ่มนี้ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ไม่มากมาย แต่จิตใจของพวกเขายิ่งใหญ่เกินตัวนัก

ใครคือ D4D?

จากการเปิดเผยของ อ.วิภาวี คุณาวิชยานนท์ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่มบอกว่า...กลุ่ม Design for Disasters หรือ D4D เริ่มก่อตั้งขึ้น เมื่อเดือนมกราคม 2553 โดยกลุ่มคนเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่มาจากต่างสาขาอาชีพ โดยมีทั้งนักออกแบบ ศิลปิน นักวิชาการ หรือแม้กระทั่งบุคคลทั่วไป ซึ่งแต่ละคนที่รวมกันนั้นก็หวังจะมีส่วนร่วมในการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด จินตนาการ และแรงบันดาลใจ เพื่อร่วมกันหาทางป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือ “แบบระยะยาว” กับภัยพิบัติรุนแรงต่างๆรอบตัวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

และภับพิบัติธรรมชาติจากแผ่นดินไหวก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นด้วย

“ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นของกลุ่มนี้มันมาจาสกสาเหตุอะไร ....เริ่มต้นเลยก็มาจากความกลัวภัยพิบัตินั่นแหละ เพราะในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะเกิดบ่อยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น ภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลย ต่อมาได้ค้นพบว่าความกลัวไม่ได้ช่วยอะไร เราจึงได้เริ่มเรียนรู้ค้นคว้าหาข้อมูลทาความเข้าใจกับภัยพิบัติ ซึ่งสิ่งหนึ่งที่สาคัญในการเตรียมพร้อมรับมือและจัดการกับภัยพิบัติคือความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน โดยเราเชื่อว่าแต่ละฝ่ายต่างมีความถนัดและศักยภาพที่แตกต่างกัน บนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ ที่มีติดตัวมากับทุกคนตั้งแต่เกิด และด้วยความหลากหลายนี้จะสามารถมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน ช่วยให้สังคมเกิดความตระหนักและเตรียมพร้อมกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้”

สำหรับแกนนำของเครือข่ายนั้น จริงๆ แล้วมีประมาณ 3 - 5 คน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา และโอกาส โดยแผนงานระยะยาวได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าในเบื้องต้น แต่บ่อยครั้งก็จะมีกิจกรรมหรือโครงการต่างๆที่เข้ามาเพิ่มเติมในภายหลัง ตามสถานการณ์ เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ณช่วงเวลานั้นๆด้วย ซึ่งสมาชิกมีทั้งชาย และหญิง ส่วนจำนวนผู้ที่เคยร่วมงานกันมีประมาณกว่าร้อยคน โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพฯเป็นหลัก

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโอกาสเช่นกัน เนื่องจากทุกคนมีงานประจำ และจะเข้ามาช่วยกันตามสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย รวมถึงความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

รูปแบบวิธีการทำงานของเครือข่าย D4D

ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง อย่างเช่น หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้น สิ่งแรกที่กลุ่ม D4D จะทำอย่างทันทีคือช่วยกันประสานงานเผยแพร่องค์ความรู้และให้ความช่วยเหลือตามกำลังและศักยภาพของเครือข่ายที่มีในสถานการณ์นั้นๆ แต่ถ้าเหตุการณ์นั้นรุนแรงระดับใหญ่ก็จะร่วมประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ

โดยโครงการการช่วยเหลือสังคมของกลุ่มทั้งหมดนั้น รูปแบบต่างๆดังนี้

การจัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 2.การจัดนิทรรศการ 3.การออกแบบสื่อการเรียนการสอนและเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนที่ประสบภัยพิบัติ 4.การร่วมมือกับหลากหลายภาคส่วนในการสร้างอาคารเรียนให้แก่โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 5.การเผยแพร่องค์ความรู้รวมถึงการประชาสัมพันธ์ข่าวสารและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทางสื่อออนไลน์

  ในส่วนของการร่วมมือกับองค์กรอื่นๆนั้น ก็มีทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และบุคคลทั่วไปที่สนใจที่จะเข้าร่วมกับกลุ่ม

นับตั้งแต่ร่วมกลุ่มจัดตั้งเป็นกลุ่ม D4D หรือ  Design for Disasters ขึ้นมา มีผลงานหลายอย่างที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับกลุ่ม และสามารถช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรมมีผลงานหลายด้านด้วยกัน

"ที่ผ่านมา ทาง D4D ได้ร่วมมือกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดทาโครงการ “รู้แล้วรอด!” เผยแพร่ความรู้แก่เยาวชน ในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ผ่านสื่อการเรียนการสอนที่ควบคู่ไปกับความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ เช่น เกมกระดาน เกมตัวต่อ เกมการ์ด แอนิเมชั่น รวมถึงการจัดกิจกรรม ณ โรงเรียนนาร่อง ที่เคยประสบภัยพิบัติ 6 แห่งใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งในขณะนี้ทาง D4D ยังคงวางแผนงานเพื่อหางบประมาณในการพัฒนาและต่อยอดโครงการนี้ต่อไป

สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับแผ่นดินไหวก็คือโครงการห้องเรียน พอดี พอดี ซึ่งเป็นโครงการออกแบบและสร้างอาคารเรียนเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว สาหรับโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 9 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย ด้วยความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน เช่น สถาปนิกอาสา 9 ทีม และผู้ประสานงานในส่วนต่างๆ โดยมีผู้สนับสนุนหลักคือ สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างอีกหลากหลายองค์กร ทั้งนี้อาคารเรียนทั้ง 9 จะสามารถถูกดัดแปลงให้เป็นศูนย์อพยพในยามภัยพิบัติฉุกเฉินในอนาคตได้ต่อไป"

ถ้าเกิดแผ่นดินไหว D4D มีแผนอย่างไร?

   ในทัศนะของ อ.วิภาวี คุณาวิชยานนท์ คิดว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาล สามารถนำเป็นบทเรียนกับสังคมไทยได้ในแง่ที่ว่า...“เราไม่สามารถคาดการณ์อย่างแน่ชัดว่าแผ่นดินไหวจะเกิดขึ้นเมื่อไรและที่ใดได้เลย ดังนั้นสิ่งเราจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวอยู่เสมอ และจากกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงราย ทางกลุ่มและเครือข่ายได้บันทึกข้อมูลบางอย่างเอาไว้เพื่อนำเป็นแนวทางการแก้ไขในอนาคต ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นอีก...โดยเราได้เจาะจงไปที่งานอาคารเรียนเป็นหลัก ซึ่งอาคารส่วนใหญ่ที่ได้รับความเสียหายคืออาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยจะเกิดขึ้นในบริเวณของจุดเชื่อมต่อระหว่างเสาและคาน รวมถึงผนังที่พังลงมา โดยข้อมูลดังกล่าวได้ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสาคัญของจุดเชื่อมต่อระหว่างส่วนต่างๆในตัวอาคาร รวมถึงการคัดเลือกคุณสมบัติของวัสดุก่อสร้างและวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสม”

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นแกนนำของกลุ่มคิดว่า คิดว่าแนวโน้มภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยที่เป็นอันดับแรกก็คือ น้ำท่วม และแผ่นดินไหวซึ่งมีแนวโน้มมากขึ้น ซึ่งมีคนไทยจานวนไม่น้อย ที่เริ่มวิตกเกี่ยวกับรอยเลื่อนแผ่นดินไหวที่ทอดผ่านเมืองไทย เช่น ภาคกลางที่กาญจนบุรี และทางจังหวัดทางภาคเหนือ ซึ่งอาจารย์มีคำแนะนำว่า

“ขอให้ไม่วิตก...แต่ให้เตรียมความพร้อมอยู่เสมอ”

แต่ถ้ามันเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในเมืองไทยจริงๆ ทางกลุ่ม D4D ก็มีการวางแผนช่วยเหลือหลายขั้นตอนคือ

ก่อนเกิดภัย : เผยแพร่ความรู้ สร้างความตระหนัก ในการเตรียมพร้อมรับมือกับแผ่นดินไหวในภาคส่วนต่างๆ เช่น ในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และวงการวิชาชีพต่างๆ

ระหว่างเกิดภัย : แบ่งปันข้อมูลกับหน่วยกู้ภัยตามกาลังศักยภาพที่มี ณ ขณะนั้นๆ

หลังเกิดภัย : ฟื้นฟูในด้านต่างๆตามกาลังศักยภาพที่มี ณ ขณะนั้นๆ เช่น การร่วมกับชุมชนฟื้นฟูอาคารที่เสียหาย หรือการจัดกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจ

เนื่องจากบ้านเรายังไม่เคยเกิดแผ่นดินที่รุนแรง แต่เมื่อวันใดวันหนึ่งมันเกิดขึ้น อันดับแรกที่ทางเครือข่าย D4D อยากจะแนะนำให้คนไทยรู้จักวิธีการเอาตัวรอดก็คือ

ตั้งสติให้ดี และอย่าเข้าไปในบริเวณพื้นที่ๆยังไม่แน่ใจในเรื่องความปลอดภัย

  พยายามอยู่ในที่โล่งแจ้ง อย่าเข้าไปใกล้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากหลังเกิดแผ่นดินไหว จะมีอ๊าฟเตอร์ช็อคตามมา ซึ่งอาจทาให้โครงสร้างต่างๆพังลงมาได้

  ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ท่อแก๊สหรือสายไฟมักได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ ให้พยายามอยู่ห่างจากสิ่งเหล่านี้

  ระหว่างเกิดภัย อาจเกิดเหตุการณ์ชุลมุน ระวังโดนลูกหลงหรือการเหยียบกัน

ในกรุงเทพฯอะไรจะเกิดขึ้นถ้า...?

เนื่องจากกรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่ที่ตึกรามบ้านช่องมากมาย สมมุติเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯอย่างรุนแรง ทางกลุ่ม D4D มีคำแนะนำที่น่ารับรู้อย่างยิ่ง เพราะจะได้ช่วยลดความร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยทางกลุ่มและเครือข่ายอยากจะแนะนาในเบื้องต้นดังนี้

วางแผนเส้นทางการอพยพภายในอาคารและซักซ้อมการอพยพอย่างสม่าเสมอนัดแนะกับคนในครอบครัวว่าจะพบกันที่ไหนในกรณีชุลมุนและพลัดหลงขอแนะนาให้ผู้ที่อยู่ในตึกสูงตระหนักถึงการเลือกใช้วัสดุตกแต่งรวมถึงการติดตั้งวัสดุนั้นๆให้มีความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนที่อาจเกิดขึ้นตรวจสอบวัสดุ อุปกรณ์ ที่มีอยู่ในบริเวณใกล้ตัว ว่ามีสิ่งใดที่มีความแข็งแรงทนทาน เช่น โต๊ะ ที่สามารถเป็นเกราะกาบังร่างกายในภาวะฉุกเฉิน ในกรณีมีสิ่งของร่วงหล่นจากด้านบน แล้วระลึกเสมอว่าหากหนีออกนอกอาคารไม่ทัน ให้รีบหลบใต้เกราะกำบังดังกล่าวในขณะเกิดแผ่นดินไหว หากประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าทางออกอยู่ห่างไกลเกินกว่าจะวิ่งออกจากอาคารได้ ให้ตั้งสติแล้วหลบใต้เกราะกำบังที่แข็งแรง หรือพยายามไปอยู่ใกล้เสาเพราะหากอาคารพังถล่ม บริเวณเสาและคานมีแนวโน้มที่จะได้รับความเสียหายน้อยกว่าส่วนอื่น และมักจะมีพื้นที่ลักษณะสามเหลี่ยมที่ปลอดภัยพอที่จะเข้าไปหลบจากเศษซากอาคารที่ถล่มพังลงมาได้

ทั้งหมดนั้นคือคำแนะนำจากกลุ่ม แต่เป็นเพราะกรุงเทพฯยังไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรง สิ่งที่ทางกลุ่มคิดว่าจะเป็นปัญหามากที่สุดในการช่วยเหลือคืออะไรนั้น ก็น่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้และได้รับการฝึกฝนในการกู้ภัยที่ถูกวิธีในภาวะฉุกเฉินจากเหตุแผ่นดินไหวยังคงมีจำนวนไม่เพียงพอนั่นเอง

สำหรับแนวโน้มที่จะเกิดแผ่นดินไหวระหว่างในกรุงเทพฯกับต่างจังหวัดในอนาคตนั้น ทางกลุ่ม D4D มองไว้2 ด้านโดยอาศัยความแตกต่างของพื้นที่เสี่ยงก็คือ

ในบริบทของต่างจังหวัด พื้นที่เสี่ยงจะอยู่ทางภาคเหนือและภาคตะวันตกเป็นหลัก ซึ่งอาคารส่วนใหญ่ไม่ได้รับการออกแบบหรือสร้างเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว หากเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ก็จะสามารถสร้างความเสียหายอย่างมากได้

  สาหรับบริบทของกรุงเทพมหานคร ถึงแม้จะไม่มีรอยเลื่อนหลักในเขตพื้นที่ แต่เนื่องด้วยลักษณะของดินที่เป็นดินเหนียว มีความอ่อนนุ่มซึ่งสามารถรับแรงสั่นสะเทือนได้มากกว่าดินชนิดอื่นๆ จึงทาให้อาคารสูงมีความเสี่ยงต่อแรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายได้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้แล้ว แนวโน้มรอยเลื่อนในเขตภาคเหนือและภาคตะวันตกยังคงมีพลัง จึงไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด

จากวันนี้ถึงวันพรุ่งนี้ของ D4D

  อ.วิภาวี คุณาวิชยานนท์ จบจากคณะครุศาสตร์ เอกศิลปะ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นไปเรียนด้านศิลปะที่ชิคาโกช่วงสั้นๆ ก่อนจะไปศึกษาที่Rhode Island School of Design ปริญญาโทด้านออกแบบภายใน จากนั้นก็เรียนด้านสถาปัตยกรรมต่อที่ฮาร์วาร์ด และศึกษาปริญญาเอก เกี่ยวกับเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติที่ Asian Institute of Technology (AIT) และทำงานในกลุ่มDesign for Disasters หรือ D4D ด้วย

ปัจจุบันกลุ่ม D4D ยังทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการระยะยาวนั้น อ.วิภาวี คุณาวิชยานนท์ จะเน้นการให้ความรู้กับเยาวชนในโครงการต่างๆ เพราะถือว่าเยาวชนของเราจะเป็นกำลังหลักในวันข้างหน้า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาพวกเขาที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว สามารถจะช่วยเหลือผุู้คนในสังคมได้ โดยแผนงานที่จะทำในระยะยาวก็คือ...การเผยแพร่ความรู้ในการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ โครงการ “รู้แล้วรอด!” แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนต่างๆ... การวางแผนอพยพ โดยให้อาคารเรียนในโครงการห้องเรียนพอดี พอดี ทั้ง 9 แห่งที่จังหวัดเชียงราย เป็นศูนย์อพยพสาหรับผู้คนในชุมชนโดยรอบ

  และการสร้างแนวคิดและเผยแพร่ความรู้ในการออกแบบสถาปัตยกรรมในกลุ่มนิสิตนักศึกษา และอาจารย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วย

  ...

  อย่าลืมเชียวนะพี่น้องชาวไทย...แผ่นดินไหวไม่ได้บอกให้รู้ล่วงหน้า เหมือนบิลค่าน้ำค่าไฟที่มีเจ้าหน้าที่มาเสียบถึงหน้าประตูบ้านนะจะบอกให้!