การปรับตัวรับอาเซียนของชุมชนหน้าด่านแห่งแดนใต้... เมื่อ “โอกาส” ไม่ได้มา แต่ต้อง “หา” ให้เจอ
วี้ด... วี้ด... เสียงคล้ายนกหวีดดังขึ้นจากคนขับที่กำลังบังคับเรือไปตามคลองติดน่านน้ำใหญ่อย่างอันดามัน เพียงไม่กี่ครั้ง นกอินทรีตัวใหญ่ก็โผบินมาตามเสียง และไม่นาน ก็มีเพื่อนนกอินทรีอีกเป็นสิบๆ บินตามมา
เหมือนรู้ดีว่า ถ้ามาแล้ว พวกมันจะได้ของตอบแทนเป็นอะไร
ตำมะลัง “ศึกษา”
กลางสายน้ำ ณ คลองตำมะลังแห่งนี้คือที่นัดประจำของเหล่านักล่าเจ้าเวหากับ “บังรอง” สุรินทร์ หลงกูนัน ประธานชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สุไหง-ตำมะลัง ที่ทำสัญญากันไว้ว่า เมื่อมีเสียงเรียก พวกมันจะได้กินอิ่มแน่นอน
ถ้าจะบอกว่า เพราะเสียง วี้ด... วี้ด... จากปากของบังรอง ทำให้เจ้าเวหาที่บินอยู่ตามธรรมชาติเหล่านี้เชื่องมากขึ้น ก็คงจะไม่ผิดนัก และที่น่าสนใจไปกว่านั้น เพราะเสียงนี้เอง ทำให้ชุมชนซึ่งเป็นที่อาศัยของชาวบ้านกว่า 1,400 หลังคาเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น
“ถ้ารู้ว่ามีคนให้อาหาร เขาก็จะไปเจอกันที่จุดหมาย” บังรองเอ่ยถึงนิสัยเจ้าเวหาที่เขาทดลองร้องเรียกมาตลอด 2 ปี
ทุกๆ วัน ณ พื้นที่ปลายน้ำของจังหวัดสตูลอันเป็นประตูสู่มาเลเซีย จะมีฝูงนกอินทรีบินมาตามนัด เพื่อกินหนังไก่หรืออาหารอื่นๆ ที่บังรอง และเพื่อนเอามาเสิร์ฟให้ ถือเป็นหนึ่งในภาพประจำวันที่พวกเขาตั้งใจ “สร้าง” ให้กับชุมชน
"มันเริ่มจากที่ผมอยากสร้างจุดขายให้กับที่นี่ ซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง” บังรองเล่า และจุดขายที่เขาเลือกก็สามารถเติมเต็มไอเดียการสร้างชุมชนให้เป็น "สถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ" ให้เป็นจริงได้ เขาเองมั่นใจว่า "ของดี" ที่ชุมชนมีอย่างนกอินทรีจะเป็นส่วนหนึ่งที่ดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาและกระจายรายได้สู่ชุมชนได้มากมายในอนาคต
โดยเฉพาะด้วยที่ตั้งของชุมชนที่เป็นเหมือนเมืองหน้าด่านระหว่างไทยและมาเลเซีย แน่นอนว่า ในอนาคตนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา ย่อมไม่ใช่แค่คนไทย แต่อาจจะรวมไปถึงชาวอันดามันจากประเทศอื่นๆ ด้วย
ที่ผ่านมา ตำมะลัง เป็นที่รู้จักในนามของท่าเรือที่มีเที่ยวเรือไปถึงเกาะลังกาวีของมาเลเซีย มีสภาพพื้นที่เป็นเกาะ ห่างจากตัวเมืองสตูลเกือบสิบกิโลฯ แม้จะเป็นชุมชนชายแดน แต่นักท่องเที่ยวก็ได้แค่ผ่านไปผ่านมา ไม่เคยแวะเที่ยวชมอย่างจริงจัง เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่ชุมชนเคยได้จึงเป็น “ค่าห้องน้ำ” ไม่กี่บาท
"นักท่องเที่ยวไปเที่ยวมาเลเซียปีละล้านกว่าคน เราก็เลยมานั่งคุยกันว่า จะทำยังไงให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวบ้านเราบ้าง ที่นี่ก็เลยมีกิจกรรมให้อาหารนกขึ้นมา” บังรองเล่าถึงความตั้งใจแรกเริ่ม
จากนกหนึ่งตัวที่สนใจบินมาในวันแรกจนถึงทุกวันนี้ได้กลายเป็นฝูงนกเกือบร้อยตัว ทำให้น้องใหม่ด้านชุมชนเชิงนิเวศอย่างตำมะลังมีนักท่องเที่ยวเข้ามาตกเดือนละ 100-200 คน โปรแกรมการท่องเที่ยวก็เพิ่มลิสต์กิจกรรมอื่นๆ ให้นักท่องเที่ยวทำมากขึ้น เช่น เล่นน้ำหาหอยขาว เยี่ยมชมวิถีชุมชน หรือเชื่อมกับชุมชนใกล้เคียงอย่างตำบลปูยู เพื่อไปชมถ้ำลอด หรือตำบลตันหยงโป เพื่อไปชมทะเลแหวก และกำลังเตรียมตัวด้านอื่นๆ เช่น การรักษาความสะอาดให้เป็นระบบเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว
การผลักชุมชนตำมะลังให้เป็นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่แกนนำชุมชนเริ่มลงมืออย่างจริงจังมาเกือบสองปี เหตุที่พวกเขาตื่นตัวกันได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะการชี้ช่องให้เห็น “โอกาส” ที่ชุมชนไม่เคยมองเห็นมาก่อน
ค้นให้เจอ “โอกาส”
สุรชัย ไวยวรรณจิตร หัวหน้าโครงการการศึกษาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนชายแดนเพื่อการปรับตัวรองรับประชาคมอาเซียน กรณีจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นโครงการวิจัยของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ได้เข้ามาศึกษา “ทุนทางสังคม” ของชุมชนตำมะลังและชี้ให้เห็นว่า ชุมชนมีดีอะไรและจะพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างไร
“เราตั้งโจทย์ว่า ถ้าอาเซียนเปิด ด่านแรกที่ต้องปะทะแน่นอน คือ ชุมชน ถ้ามองในเรื่องการพัฒนามันคือโอกาส แต่ชุมชนจะทำยังไง ถ้าไม่เรียนรู้ที่จะปรับตัว มันก็จะเสียโอกาส” สุรชัยกล่าว
สำหรับชุมชนชายแดนใต้อาจมองเรื่องการติดต่อระหว่างประเทศเป็นเรื่องปกติ และไม่คิดว่า เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว พวกเขาจะมีชีวิตจะแตกต่างไปจากเดิมเท่าไรนัก แต่ที่นักวิจัยต้องการชี้ให้ชาวบ้านเห็น คือ การฉวยโอกาสเพื่อสร้าง “มูลค่า” ให้ชุมชน
“ชุมชนจะรู้สึกว่า มันไม่ได้กระทบอะไรกับชุมชน เขาจะคิดแบบนี้ซะส่วนใหญ่ ทีนี้เราให้เขาคิด ชุมชนจะฉกฉวยโอกาส หรือชุมชนจะอยู่แบบเดิม เขาก็เริ่มเห็นความสำคัญว่า ถ้าเขาไม่มีการเรียนรู้ หรือการตั้งรับปรับตัวมันก็เหมือนเข้ามาแล้วเขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย” สุรชัยเล่าถึงจุดประสงค์ของการลงพื้นที่ศึกษาชุมชน
การศึกษาของสุรชัยและคณะ พบว่า ชุมชนตำมะลังมีทุนเดิมด้านการขนส่งสินค้ากับประเทศเพื่อนบ้านที่ประหยัดเวลา มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่ใกล้ชิดกันระหว่างไทยและมาเลเซีย และที่พัฒนาให้โดดเด่นได้ก็คือ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตามที่แกนนำชุมชนได้รับเอาไว้ปรับใช้
“เราก็พาแกนนำไปเรียนรู้ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลฯ ท่าเรือของลังกาวีเขาทำยังไง ถ้าทำดีๆ ตำมะลังน่าจะมีโอกาสมากกว่าเยอะเลย ถ้าโจทย์ง่ายๆ ของการไปลังกาวีคือไปดูนกอินทรี วันนี้เราก็มีคำตอบแล้วว่า เรามาที่ตำมะลัง เราเจอนกมากกว่าลังกาวีมาก” สุรชัยบอก และเสริมว่า ถ้าเตรียมชุมชนตำมะลังดีๆ โอกาสในการเชื่อมร้อยระหว่างอาเซียนจะเป็นไปได้ในหลายทางที่มากกว่าการท่องเที่ยวด้วย
“จุดแข็งที่เราเห็นอีก คือ เรื่องภาษามลายูที่ตำมะลังเป็นสำเนียงเดียวกับภาษาราชการของมาเลเซียเลย เวลามีแขกจากมาเลฯ มา ก็จะเอาคนตำมะลังไปเป็นล่าม น่าจะเป็นจุดแข็งในอนาคตที่จะเป็นทุนสำคัญ เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าจะนำร่องได้ อย่างในโรงเรียนที่นี่ก็มีทวิภาษาแล้ว เราก็เอานักเรียนมาเป็นมัคคุเทศก์ในชุมชนด้วย ก็เป็นโจทย์ต่อๆ ไปในอนาคต” อริศ หัสมา นักวิจัยหลักชุมชนตำมะลังเสริม
ไม่ใช่แค่ตำมะลัง ที่มี “โอกาส” แต่ยังมีชุมชนชายแดนอย่าง ด่านเบตง จังหวัดยะลา ที่มีหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมทั้งไทยเชื้อสายจีน ไทยมุสลิม ไทยพุทธ ซึ่งก็มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่ใกล้ชิดระหว่างไทยกับมาเลเซียเช่นเดียวกัน
"ก่อนหน้านี้เบตง นักท่องเที่ยวเข้ามา ส่วนใหญ่ก็เข้ามาในตัวเมือง เที่ยวชมบ่อน้ำร้อน ซึ่งมันเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการทำในเรื่องของประวัติศาสตร์ชุมชน ซึ่งมันมีความผูกพันกับมาเลเซียอยู่ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่รัฐลืมไปแล้ว ตอนนี้ก็กำลังฟื้นมาใหม่ เพราะชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญ” สุรชัยเล่า
หลังจากที่ค้นพบ “ของดี” ของชุมชนด่านเบตงที่ซ่อนอยู่ไว้นาน เวลานี้ชาวบ้านเองก็เริ่มใช้สิ่งที่มีให้เป็นประโยชน์ โดยเริ่มบูรณะและจัดการสถานที่ที่สามารถดันให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ พร้อมสร้างเยาวชนให้เป็นมัคคุเทศก์บอกเล่าเรื่องราวของชุมชนเช่นกัน
หรืออย่างที่ชุมชน ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ก็มีจุดแข็งเรื่อง วิสาหกิจชุมชน ด้านการทำอาหารและแปรรูปอาหาร โดยมีกลุ่มสตรีเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน การสร้างโอกาสของชุมชนนี้จึงเน้นไปที่ด้านเศรษฐกิจมากกว่าการท่องเที่ยว
“ที่สะเดา เขามองไม่เห็นมิติอื่น นอกจากเป็นด่านที่มีการซื้อขายที่ดีที่สุด แล้วชาวบ้านก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะพื้นที่ด่านมันเป็นคนนอก สินค้าที่นำมาขายแทบไม่ได้เอาจากชุมชนเลย เลยพยายามชวนเขามองจุดที่ชุมชนทำได้ เช่น สินค้าเกษตรปลอดสารพิษ เพราะเขาก็มีพื้นที่ทางการเกษตรอยู่ เพียงแต่ชุมชนไม่เคยมองเรื่องพื้นที่เป็นจุดแข็ง” สุวิทย์ หมาดอะดำ นักวิจัยผู้ประสานงานชุมชนด่านสะเดาเล่าถึงการตอบรับของชาวบ้านชุมชนด่านสะเดา
มองให้เห็น “ตัวเอง”
สุวิทย์มองว่า นอกจากโอกาสที่พัฒนาได้แล้ว ก็ต้องทำให้ชุมชนมองเห็น “จุดอ่อน” ของตนเองเพื่อเตรียมตัวตั้งรับไว้เช่นกัน เพราะแม้จะคุ้นชินกับการติดต่อระหว่างประเทศแล้ว แต่ผลที่จะเกิดขึ้นต้องกระทบถึงชุมชนในส่วนที่ยังอ่อนไหวอยู่แน่นอน ซึ่งจุดอ่อนของชุมชนด่านสะเดาก็คือ อุบัติเหตุจากรถใหญ่ ขยะในชุมชน และโรคระบาดที่มาจากประชากรแฝง
"ปัญหาสุขภาพ การแพร่ระบาดของโรค อุบัติเหตุ คือเรื่องพวกนี้เขาไม่ได้คุยกันเลยในชุมชน เขามองอย่างเดียวคือเศรษฐกิจ เขาไม่วิเคราะห์ว่า ทำไมนักท่องเที่ยวไม่แวะพักที่เขา เราก็เลยทำให้เขาเห็นศักยภาพของตัวเอง” สุวิทย์เสริม และบอกว่า เมื่อชุมชนเริ่มตระหนักถึงปัญหาของตัวเองก็เป็นขั้นแรกที่จะนำไปสู่การพัฒนาโอกาสต่อไป
ชาวบ้านที่เห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งจากข้างนอกและในชุมชนอย่าง ‘เจ๊ะเลาะ’ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ตำบลตำมะลัง ก็เริ่มตระหนักและให้ความร่วมมือเพื่อตั้งรับมากขึ้น
“เรื่องการค้า ทางมาเลฯ เขาก็เริ่มเข้ามาแล้วนะ เรายังไม่ถึงไหน ถ้าบ้านเราเปิดมากขึ้น เรื่องสิ่งแวดล้อม ปกติชาวบ้านเขาก็จะดูแลอยู่แล้ว เพราะการทำมาหากินของเขาต้องพึ่งพาชายเลนด้วย เราต้องดูแลกันเอง แล้วก็ต้องมีกฎกติกา เพราะในวิถีชีวิตของบ้านเรา เราก็ต้องรักษา”
และยังเล่าถึงความคืบหน้าว่า ตอนนี้ได้มีการตั้ง ‘สภาองค์กรชุมชน’ มีตัวแทนของแต่ละอาชีพเข้ามา มีกฎที่ร่วมกันตั้ง เช่น ถ้าเปิดอาเซียน มีคนเข้ามาเที่ยวมาก ก็อาจตั้งกฎว่า ห้ามนำเหล้าเข้ามาในพื้นที่ตามหลักอิสลาม เป็นต้น
ทั้งนี้สำหรับการพัฒนาที่จะเป็นไปได้ของทั้งสามชุมชน สุรชัยมองว่า ต้องอาศัยความร่วมมือของ “พลเมือง” ที่ไม่ควรแค่ตั้งรับแต่ไม่มีแผนเชิงรุก และชุมชนหน้าด่านของภาคใต้อีก 4 ด่าน ทั้งด่านบก และด่านน้ำ ซึ่งได้แก่ ด่านประกอบ อำเภอนาทวี ด่านปาดังเบซาร์ จังหวัดสงขลา ด่านสุไหงโก-ลก ด่านตากใบ จังหวัดนราธิวาส โดยเห็นว่า ควรจะศึกษาสภาพพื้นที่ และต้นทุนที่มีอยู่ด้วย เพราะจะได้เห็นภาพทั้งหมดของเขตพื้นที่เฉพาะกิจพิเศษ
สำหรับเขา ไม่ใช่แค่ชายแดนใต้อย่างเดียว แต่การศึกษา “ทุนทางสังคม" เช่นนี้ควรจะเกิดขึ้นกับทุกๆ ที่ที่มีพรมแดนติดต่อระหว่างประเทศ
“ถ้าเราสามารถที่จะให้ชุมชนชายแดนได้ศึกษาต้นทุนทางสังคมของแต่ละพื้นที่ เชื่อว่า มันมีทุนสำคัญที่เชื่อมร้อยกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว เพียงแต่ ตอนนี้มันไม่มีใครไปศึกษา อย่างเด็กเองก็ไม่รู้ว่า ระหว่างไทยกับพม่ามันมีความสัมพันธ์ที่มากกว่าการรบราฆ่าฟันกันหรือเปล่า ถ้ามีการศึกษาทุนที่สามารถเชื่อมร้อยต่อกันไม่ว่าจะเป็นชุมชนชายแดนประเทศอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นประโยชน์แน่นอน” สุรชัยสรุป
เพราะที่สุดแล้ว เมืองหน้าด่านทั้งหลายจะฉวย “โอกาส” จากการเปิดประตูบานใหญ่ได้หรือไม่ “ชุมชน” ก็คงจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด




