เสพสุข ยลศิลป์ ถิ่นแดน "ตะโกลา"

เสพสุข ยลศิลป์ ถิ่นแดน "ตะโกลา"

เส้นสายที่ระบายระบัดด้วยสีชาดสดบนแผ่นผานั้น บอกเล่าเรื่องราวนับพันปีที่ผ่านมาได้อย่างสมจริง ไม่มีคำบรรยาย ไม่มีภาพถ่าย แต่เห็นความเคลื่อนไหว

อากาศขมุกขมัวไม่ได้ทำให้หัวใจของนักเดินทางต้องขุ่นมัวคล้อยตาม เพราะปลายทางในวันนี้คือความสดใสล้วนๆ


นกเหล็กสัญชาติไทยพาเราเหินฟ้าออกมาจากมหานครอันวุ่นวายแต่เช้า ในบอร์ดดิ้งพาสระบุปลายทาง "กระบี่" ขอบเขตอันดามันที่อยู่ในความฝันของนักเดินทางทุกคน เราเองก็เช่นกัน


สุราษฎร์ฯ มีคำขวัญว่าเป็นเมืองร้อยเกาะ กระบี่เองก็มีจำนวนเกาะแก่งที่ว่าไม่น้อยหน้ากัน โดยสะสมเกาะน้อยใหญ่ไว้มากถึง 154 เกาะเลยทีเดียว แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกเกาะหรอกที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นปลายทางที่นักท่องเที่ยวต้องไป แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นเช่นนั้น


ความงามของกระบี่แสดงออกผ่านฟองคลื่นสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส หาดทรายละเอียดนุ่มทอดยาวไกล ระบบนิเวศในทะเลและชายฝั่งสมบูรณ์ เหล่านี้คือภาพสะท้อนความงามที่หลายคนรับรู้ กระทั่งกระบี่ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมตลอดกาล


เพราะเป็นคนที่ต้องเดินทางอย่างต่อเนื่องตามหน้าที่ คำว่า "ฤดูท่องเที่ยว" จึงไม่เคยมีอยู่ในหัว ฉะนั้นเวลามีคนถามว่าฤดูนี้ไปเที่ยวไหนดี เดือนนี้จะมีพายุมั้ย ภาคใต้เขาปิดทะเลหรือเปล่า เราจึงมักบอกทุกคนที่ถามเสมอๆ ว่า อย่ากังวลเรื่องเวลาเลย พร้อมเมื่อไรก็พกหัวใจอันสนุกสนานออกไปสำรวจเมืองไทยกันเถอะ เพราะประเทศไทยเที่ยวได้ทุกฤดูแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ


ว่าแล้วฝนก็ค่อยๆ ทิ้งเม็ดลงมา เป็นจังหวะเดียวกับที่เราก้าวขาออกจากสนามบินานาชาติกระบี่พอดี จะมีที่ไหนให้เราหลบฝนได้แบบไม่ต้องหายใจทิ้งไปเปล่าๆ บ้างนะ


.................


ลูกปัดลายแถบ ลูกปัดเขียนลาย ลูกปัดแก้วโมเสค ฯลฯ ถ้าเป็นขนาดเล็กอาจไม่สะดุดตามากมาย แต่ทั้งหมดที่เอ่ยถึงนี้มีขนาดใหญ่มหึมา แล้วตั้งโดดเด่นอยู่หน้า ศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอันดามัน จังหวัดกระบี่ มีหรือที่เราจะพลาด


เลี้ยวปราดเข้าไปจอดรถด้านใน ฝนฟ้าก็ปราณีให้เราลงจากรถได้พอดี เดินผ่านประติมากรรมบรอนซ์ "พลัง สายลม เกลียวคลื่นแห่งอันดามัน" ของศิลปิน "นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน" เข้าไปภายในศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอันดามัน ซึ่งเป็นโครงการของเทศบาลเมืองกระบี่ ที่มี กีรติศักดิ์ ภูเก้าล้วน นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก


เรามีโอกาสได้คุยกับนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ จึงได้รู้ว่า ท่านเป็นคนที่พยายามผลักดันให้กระบี่เป็นเมืองศิลปะแห่งอันดามัน โดยก่อนหน้านี้ก็มีการประชาสัมพันธ์ให้ "ถนนมหาราช" ในอำเภอเมืองกระบี่ เป็นถนนสายประติมากรรม โดยดึงเอาประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่สำคัญของจังหวัดมาปรับประยุกต์ให้เป็นงานศิลปะ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา


ประติมากรรมที่ว่านั้นมีตั้งแต่ สี่แยกมนุษย์โบราณ ที่มาจากการขุดพบซากฟอสซิลชิ้นส่วนในุษย์โบราณ, สี่แยกนกอินทรี นกประจำถิ่นบริเวณเขาขนาบน้ำ, สี่แยกช้าง เพราะกระบี่เคยมีช้างมากที่สุดในประเทศไทย และเคยจับช้างเผือกคู่พระบารมีในรัชกาลที่ 9 ได้ ฉะนั้นช้างชูกระบี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของตราเทศบาล, สี่แยกเสือเขี้ยวดาบ มาจากความสำคัญที่มีการขุดพบซากดึกดำบรรพ์ของเสือเขี้ยวดาบ, เทวสถานจตุคามรามเทพ สองคาบสมุทร แสดงถึงความเป็นมาของกระบี่ที่เชื่อมโยงกับยุคโบราณ


ประติมากรรมปูดำ สะท้อนถึงการเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญของประเทศไทย, ประติมากรรมเรือชีวิต เล่าเรื่องเรือ 3 ประเภท 3 สมัย ในวิถีคนกระบี่, ประติมากรรมน้ำใจ ออกแบบโดยอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ ปี 2540 สาขาทัศนศิลป์ เป็นศิลปกรรมที่สะท้อนถึงการรวมน้ำใจแด่ผู้ประสบภัยสึนามิ ปี 2547และล่าสุดที่เป็นข่าวเป็นคราวก็คือ ประติมากรรมไม้มะหาด โดยศิลปินไทย อาจารย์กมล ทัศนาญชลี ร่วมกับ มูไก ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่น


เรื่องนี้เราได้คำอธิบายจากท่านกีรติศักดิ์ว่า หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าไปตัดต้นไม้ที่ยังมีชีวิตมาทำงานศิลปะ หารู้ไม่ว่า ต้นมะหาดอายุกว่า 140 ปีนี้มันกำลังยืนต้นตาย และเจ้าของก็ตั้งใจจะเอาไปแปรรูปสร้างบ้าน พอเห็นว่าเทศบาลกำลังทำงานศิลปะจึงยกต้นมะหาดร้อยปีให้ นายกฯ กีรติศักดิ์ ยืนยันว่า เป็นการทำงานศิลปะแบบ "ตายเพื่อเกิด"


"ไม้มะหาดถูกเจาะโดยศิลปินชาวญี่ปุ่นให้เป็นรูปนกอินทรี ซึ่งไม้เป็นตัวแทนของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนนกอินทรีเป็นตัวแทนของสิ่งมีชีวิต มีไม้มีนก ไม่มีไม้ไม่มีนก นี่คือความหมายของการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง" กีรติศักดิ์ บอกเราแบบนั้น ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมถึงการพยายามผลักดันให้กระบี่เป็นเมืองศิลปะแห่งอันดามัน นั่นก็เพราะจังหวัดนี้มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนานและเกี่ยวพันกับศิลปะอย่างแท้จริง


.........................


ย้อนไป 2,000 ปีก่อน เมืองนี้ถูกเรียกว่า "ตะโกลา" ที่แปลว่า "กระวาน" มีร่องรอยการเดินทางของนักเดินเรือ พ่อค้า นักแสวงโชคจากอาหรับ อินเดีย กรีก โรมัน แต่มากกว่านั้น ตะโกลายังเป็นดินแดนที่ผลิตลูกปัดโบราณด้วย โดยมีการผลิตลูกปัดที่คลองท่อม ซึ่งมีอายุประมาณ 2,000-3,000 ปี นอกจากนี้ยังพบฟอสซิลมนุษย์โบราณอายุ 35 ล้านปี และมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามนุษย์อยู่ที่นี่เมื่อราว 6,000 ปีมาแล้ว นั่นก็คือมีศิลปะวาดไว้ในผนังถ้ำ เมื่อนำเรื่องราวทั้งหมดมาผนวกกันจึงเกิดโครงการเมืองศิลปะแห่งอันดามันอย่างที่บอก


เดินเข้าไปในศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมอันดามัน ที่มี หอศิลป์อันดามัน เป็นส่วนหนึ่ง ด้านหน้าโดดเด่นด้วยผลงาน "บทเพลงแห่งอันดามัน" ของอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ที่ใช้วัสดุสแตนเลสมาฉลุลายเป็นรูปหัวนกอินทรีอยู่บนเกลียวคลื่น แทรกผสมไปด้วยลายเครื่องดนตรี กีรติศักดิ์บอกว่า หอศิลป์อันดามันแห่งนี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้และจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินท้องถิ่น ศิลปินในภูมิภาค ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับชาติ และนานาชาติ และพร้อมจะเป็นหอศิลป์ชั้นนำของอาเซียนด้วย


ผลงานศิลปะหลายชิ้น สะท้อนความคิด ชีวิต และความเป็นอยู่ของคนในจังหวัดกระบี่ รวมถึงคนในภาคใต้ได้ดี ถ้ามีเวลามากๆ สามารถอยู่ได้ทั้งวันแบบไม่มีเบื่อ


จบจากหอศิลป์ฯ เพียงแค่เดินข้ามมาอีกอาคารหนึ่งเราก็จะได้รู้จักกับประวัติศาสตร์ของลูกปัดโบราณภายใน พิพิธภัณฑ์ลูกปัดอันดามัน ที่จัดแสดงนิทรรศการได้อย่างน่าสนใจ แบ่งเป็นห้องต่างๆ เช่น ห้องประวัติลูกปัดในประเทศไทย, ห้องลูกปัดล้ำค่า, ห้องลูกปัดและความเชื่อลูกปัด, ห้องแฟชั่นลูกปัด เป็นต้น เดินชมแต่ละห้องแล้วต้องบอกว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัยและน่าตื่นตาตื่นใจมาก ใจหนึ่งก็อยากจะบอกว่า ถ้ามากระบี่แล้วไม่ได้ชมพิพิธภัณฑ์ลูกปัดอันดามัน ถือว่ามาไม่ถึง แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวจะโดนด่าว่า โอเว่อร์ (แต่มันน่าสนุกจริงๆ นะ)


.....................


เริ่มสนุกกับการศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปะเมืองกระบี่ เราตามเรื่องราวน่าสนใจนี้ไปที่ต้นตอของจริง นั่นก็คือ ถ้ำผีหัวโต ที่ตั้งอยู่ในอำเภออ่าวลึก สถานที่ซึ่งพบภาพเขียนโบราณ มีภาพเด่นที่ชาวบ้านยกให้เป็น "หัวหน้าเผ่า" ลักษณะเป็นภาพคนมีเขาเขียนด้วยสีแดงลายขวางทั้งตัว จึงนำมาเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยว และเรียกว่า "มิสเตอร์อ่าวลึก"


ก่อนจะไปถึงเราต้องลงเรือที่ ท่าเรือบ้านบ่อท่อ อำเภออ่าวลึก ที่นี่มีทั้งเรือคายัคและเรือหัวโทงให้บริการ นักท่องเที่ยวสามารถเลือกกันได้ตามสะดวก โดยเส้นทางนี้นักท่องเที่ยวจะได้ชม "ถ้ำลอดเหนือ" และ "ถ้ำลอดใต้" ที่เป็นโพรงถ้ำขนาดใหญ่ ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงาม แล้วไปขึ้นเรือที่บริเวณปากถ้ำผีหัวโต


ไกด์น้อง - มนัสทวุฒิ ชูแสง ที่ทำงานให้เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน เล่าให้เราฟังว่า ถ้ำผีหัวโต อดีตเป็นถ้ำสุสาน มีเรื่องราวของมนุษย์ถ้ำโบราณที่อาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ 3,500-5,000 ปีที่แล้วใช้ถ้ำเป็นสุสาน เมื่อเริ่มแรกมีการพบโครงกระดูกมากมาย นอกจากนี้ก็ยังมีภาพเขียนสีอีกประมาณ 200-300 รูป รูปเด่นๆ ที่พบคือ มิสเตอร์อ่าวลึก หรือ หัวหน้าเผ่า ไกด์น้องบอกว่า ที่เชื่อแบบนั้นเพราะเชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับหลักฐานที่พบเข้าด้วยกัน


"บางคนบอกว่าเป็นแพะ เป็นวัว แต่จริงๆ แถบนี้เคยมีมนุษย์ถ้ำโบราณมาอาศัยอยู่เยอะมากๆ ซึ่งมนุษย์เมื่อประมาณ 4-5 พันปีที่แล้วไม่มีศาสนา เพราะฉะนั้นพวกนี้จะนับถือพระอาทิตย์ พระจันทร์ ลมฟ้าอากาศ แล้วก็สัตว์ที่เป็นสัตว์นักล่า กินตัวอื่นเป็นอาหาร...เราคาดว่ารูปรูปนี้เป็นรูปของหัวหน้าเผ่า หรือเจ้าแห่งพิธีกรรม ที่ทำพิธีศพให้กับมนุษย์ถ้ำที่อยู่แถบนี้ มนุษย์ถ้ำที่อยู่ตามถ้ำเขาจะเจอสัตว์อยู่ตัวหนึ่งที่ชอบอยู่บนยอดเขาสูงๆ นั่นคือ เลียงผา แถวภาคใต้จะเรียกว่า กุลำ กุลำเป็นสัตว์แทบชนิดเดียวที่ไต่อยู่บนหน้าผาได้ ผมคาดว่ามนุษย์ถ้ำเห็นสัตว์ตัวนี้แล้วเชื่อในพลังของมัน ว่าเป็นสัตว์ที่วิ่งหนีเร็วมาก เสือยังจับไม่ทัน วันหนึ่งอาจจะมีหัวหน้าเผ่าไปเจอซากเขาเลียงผาที่ตาย แล้วเอาหนังเสือมาห่อหุ้มร่างกาย เพื่อให้ตัวเองดูแตกต่างจากคนธรรมดาสามัญทั่วไป เหมือนอินเดียนแดงมีขนนก มีเขาสัตว์ ประมาณนั้น สรุปว่าภาพนี้น่าจะเป็นมนุษย์ถ้ำหัวหน้าเผ่าที่สวมหัวเลียงผาแล้วก็เอาหนังเสือมาห่ม"


ข้อมูลที่ไกด์ท้องถิ่นเล่า อาจฟังขัดแย้งกับข้อมูลทางโบราณคดีของนักวิชาการ ไกด์น้องเองก็เข้าใจในส่วนนั้น เขาว่า เขาให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกับความเป็นอยู่และหลักฐานในพื้นถิ่นของเขา ถูกผิดอย่างไรไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้น


เราพบภาพเขียนอีกหลายภาพในถ้ำ มีทั้งภาพที่ลงรายละเอียดครบถ้วนอย่างภาพคน มือ ปลา นก หรือว่าภาพที่เป็นแค่ร่างลายเส้น ส่วนสีพบว่าส่วนมากใช้สีแดง แต่ก็มีสีดำ และสีเหลืองปะปนอยู่บางรูป ไกด์น้องไม่มั่นใจว่าสีดำและสีเหลืองจะเป็นภาพวาดยุคเก่าจริงหรือเปล่า หรือจะเป็นภาพยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก แต่ที่แน่ๆ สีดำและสีเหลืองนั้นซึมเข้าไปในตัวหินแล้ว แปลว่าย่อมมีอายุเก่าแก่ยาวนานพอสมควรเหมือนกัน


........................


อีกแห่งหนึ่งที่มีภาพเขียนสีอยู่บนแผ่นผาเหมือนกัน นั่นก็คือพื้นที่ในตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก เราเดินทางไปที่ ชุมชนแหลมสัก โดยมี ชาญฤทธิ์ เพิ่มทรัพย์ ประธานชมรมท่องเที่ยวโดยชุมชนแหลมสัก ให้การต้อนรับและนำเที่ยว


ชาญฤทธิ์ หรือคุณเล็ก อธิบายลักษณะพื้นที่ของแหลมสักว่า เป็นแหลมที่ยื่นลงไปในทะเล และมีต้นสักเยอะ จึงเป็นที่มาของชื่อแหลมสัก โดยที่นี่เป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง นั่นคือการเป็น "ดินแดนทะเล 3 ด้าน วัฒนธรรม 3 สาย"


ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์คือเป็นแหลมยื่นไปในทะเล มีน้ำทะเลขนาบทั้ง 3 ด้าน และภูเขาล้อมรอบ ทำให้เกิดทัศนียภาพที่งดงาม ส่วนวัฒนธรรม 3 สายนั้น คือการเป็นชุมชนที่อยู่ร่วมกันของชาวบ้าน 3 เชื้อสาย คือไทยพุทธ ไทยมุสลิม และไทยจีน โดยมีศาสนสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน ทั้งศาลเจ้าซกโป้, วัดแหลมสัก และมัสยิดแหลมสัก


เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมศาสนสถานทั้ง 3 แห่ง ต้องยอมรับเลยว่าที่นี่อยู่กันได้แบบสันติสุขจริงๆ เพราะแต่ละแห่งอยู่ห่างจากสามแยกวัมนธรรม ซึ่งอยู่ใจกลางหมู่บ้านไม่เกิน 200 เมตร


"ชาวจีนมาขึ้นด้านตะวันออก มุสลิมด้านตะวันตก พุทธมาทางเหนือ มีการแต่งงานข้ามสายวัฒนธรรม ปัจจุบันมีบางครอบครัวที่มีทั้ง 3 เชื้อสายเลย อิสลามบางคนมีนามสกุลเป็นแซ่ แม้แต่ผมเองก็มีญาติเป็นอิสลาม มีศักดิ์เป็นน้องของพ่อ เป็นอิสลาม แต่ผมเรียกว่า อากอ อย่างชื่อบุหงา ผมก็เรียก กอบุหงา นี่คือการผสมผสานกัน ทำให้แหลมสักมีความโดดเด่นเรื่องนี้มาก" คุณเล็ก บอก


นอกจากการท่องเที่ยวในชุมชนที่ชวนรื่นรมย์แล้ว คุณเล็กยังพาเราลงเรือไปชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ในทะเล นั่นคือภาพเขียนสีที่ปรากฏอยู่บนเพิงผาต่างๆ ทั้ง ถ้ำชาวเล ที่มีภาพเด่นเป็นภาพคน 2 คน นั่งชันเข่าหันหน้าเข้าหากัน 2 คู่ และภาพคนกับสัตว์ที่มองไม่ค่อยชัด ส่วนที่ แหลมไฟไหม้ มีภาพเขียนรูปคน นก ปลา แต่ภาพเด่นคือภาพคนระบายสีแดงทึบ มองดูคล้ายภาพคน 2 คนยืนติดกัน แต่มีแขน 2 ข้าง ขา 4 ขา และมีนิ้วมือนิ้วเท้าข้างละ 3 นิ้ว


เรือแล่นเข้าไปซุกอยู่ในป่าโกงกาง คุณเล็กบอกให้เราลงจากเรือแล้วปีนนั่งร้านที่ทำจากไม้ไผ่ขึ้นไปประมาณ 3 ชั้น เพื่อชมภาพเขียนโบราณอีกชุดหนึ่งที่อยู่กลางทะเลอันดามันของไทย กาลเวลาที่ผ่านไปทำให้ภาพบางส่วนลบเลือน แต่เราสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการและจิตวิญญาณที่ทาทาบอยู่บนแผ่นผานั้น


ไม่ว่าคนยุคโบราณจะละเลงสีลงบนแผ่นหินด้วยเหตุผลอะไร แต่เราก็เชื่อว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นหลักฐานชั้นดีที่ช่วยยืนยันถึงการมีอารยธรรมที่งดงาม และทำให้เรามีรากที่แข็งแรงมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้


..........................


เรือแล่นกลับฝั่งตอนที่ท้องฟ้ายังดูอึมครึม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เราเศร้าใจไปกับบรรยากาศแบบนี้ ในเมื่อสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในกระบี่ มอบความสุขให้เราอย่างล้นปรี่ไปแล้ว

...............


การเดินทาง


กระบี่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ราว 814 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปได้หลายวิธี แต่ถ้าประหยัดเวลาที่สุดคงเป็นการเดินทางโดยเครื่องบิน มีสายการบินหลายแห่งให้บริการ การบินไทย โทร. 0 2356 1111 หรือ www.thaiairways.com แอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com นกแอร์ โทร. 1318 หรือ www.nokair.com


หากขับรถยนต์ส่วนตัว แนะนำ 2 เส้นทาง เส้นแรกไกลสักหน่อยแต่สะดวก ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่าน จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ไปจนถึงกระบี่ ระยะทางประมาณ 946 กิโลเมตร ส่วนเส้นที่ 2 ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) จนถึง จ.ชุมพร แล้วต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 41 ผ่าน อ.หลังสวน จ.ชุมพร สู่ อ.ไชยา อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 4035 ถึง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ แล้ววกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 4 เพื่อเข้าสู่ตัวเมืองกระบี่ ระยะทางประมาณ 814 กิโลเมตร


รถประจำทางมีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-กระบี่ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ทุกวัน วันละหลายเที่ยว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 11-12 ชั่วโมง สอบถาม โทร.1490 หรือ www.transport.co.th และสามารถจองตั๋วออนไลน์ได้ที่ www.thaiticketmajor.com และ www.thairoute.com


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ททท.สำนักงานกระบี่ โทร. 0 7562 2163