วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

วินิจ เลิศรัตนชัย บ้าเพื่อสร้างปรากฏการณ์

วินิจ เลิศรัตนชัย บ้าเพื่อสร้างปรากฏการณ์

ไม่ใช่เรื่องธรรมดานัก กับการเนรมิตอีเวนท์งานแล้วงานเล่าให้เกิดขึ้น พร้อมกับสร้างกระแส "ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์"

 

 

 

          

            จาก "พระมหาชนก : เดอะ ฟีโนเมนอน"  มาจนถึงอภิมหาคอนเสิร์ตของนักร้องเสียงเทเนอร์ อันเดรอา โบเชลลิ (Andrea Bocelli) พร้อมแขกรับเชิญอีกหลายชีวิต ที่จะมีขึ้นในอาทิตย์ที่ 26 เมษายน ศกนี้ ซึ่งสร้างสถิติราคาขายบัตรสูงสุดเป็นครั้งประวัติการณ์ แต่กลับ "โซลด์ เอาท์" ลงจนเหลือเพียงไม่กี่ที่นั่งในเวลานี้

            วินิจ เลิศรัตนชัย ผู้บริหาร 'เฟรชแอร์ เฟสติวัล' โปรโมเตอร์ที่อยู่เบื้องหลังงานนี้ คือจุดเริ่้มต้นที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น โดยเบื้องหลังเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่เขายินดีเปิดเผยแก่ "จุดประกาย" บางเรื่องค่อนข้างสุ่มเสี่ยงไม่น้อย แต่ถือเป็นความมุ่งมั่นของโปรโมเตอร์รายนี้ ที่มี "ลูกบ้า" ชนิดที่คนธรรมดาไม่สามารถดำเนินการได้

            และนี่คือบางส่วนที่บ่งบอกถึงความตั้งใจของเขา

            "ผมเรียนด้วยความเคารพครับว่า เดือนเมษายนเป็นเดือนที่เป็นเดือนมงคล แล้วคนไทยทุกคนมีหน้าที่กันคนละไม้คนละมือ ตอบกันก่อนเลยนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวบางคนบอก ผมเอาการกุศลมาอ้าง ผมพูดให้ชัดเลยนะครับ ผมจะทำธุรกิจของผมเองตามลำพังก็ได้ แต่ด้วยเจตนา ด้วยหน้าที่ของคนไทย ความซาบซึ้งและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผมคิดว่าคนไทยเรามีหน้าที่ร่วมกันทำสิ่งที่ดี อาชีพผมทำคอนเสิร์ต พอทำคอนเสิร์ต เราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในความรู้สึกดีๆ ช่วยกันประกอบสิ่งเหล่าให้คนไทยมีความสุขที่สุด Bocelli รับทราบถึงเดือนมหามงคล Bocelli ยอมทำ เต็มใจที่จะทำร่วมตรงนี้ด้วย แล้วก็มีความตื่นเต้นร่วมกับคนไทยในเดือนนี้ วันนี้ คนที่จะพูดต่อ ไม่ต้องพูดแล้วนะครับว่าผมทำคอนเสิร์ตแล้วจะต้องเอาเจ้ามาบัง อะไรอย่างนี้ ผมว่าเราต้องคิดดีครับ"

 

คอนเสิร์ต อันเดรอา โบเชลลิ เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเคยมีความพยายามที่จะจัดมาหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ

          ผมทราบข้อมูลมาว่า มีคนเคยติดต่อเขาไป จากประเทศไทย ประมาณสัก 60 กว่าครั้ง แล้วไม่จบสักที ผมเองก็มีทีมงานที่เคยเตรียมตามไว้สักเกือบ 2 ปี แต่ว่ายังไม่ซีเรียสเท่าไหร่ ได้ก็ได้-ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะส่วนตัวไม่ได้เป็นแฟนหลักของเขา พูดตามตรง จนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มันดูน่าจะเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้ จนกระทั่งคุยกันไปกันมา ทางเอเจนต์เขาบอกว่า  management ของเขาให้ถามว่า เฟรชแอร์ เฟสติวัล เป็นใคร ทำอะไรอยู่ พอร์ตเป็นอย่างไร ก็ส่งให้เขาดูเป็นระยะๆ เขาก็ยังไม่แน่ใจว่า สเกลของเขากับเรามันเป็นจริงได้รึเปล่า เพราะว่า player ในเมืองไทยมีอยู่ไม่มีราย แล้วผมก็เผอิญเป็นรายเล็กที่สุดมั้งครับ แถมเรายังเป็นเจ้าใหม่ ไม่ได้เน้นเรื่องการทำโชว์ต่างประเทศเป็นหลัก

            แต่ว่า ณ timing นั้น มันเป็นเรื่องซึ่งทำได้ ก็แปลกอยู่เหมือนกัน เช่นเดียวกัน เหมือนทางโบเชลลิ พอเขาไม่แน่ใจ สุดท้ายตัวแทนของเขาก็บินมาดูงานที่ผมทำพอดี คืออีเวนต์ พระมหาชนก ฟีโนเมนอน ดูแล้วเขาก็มั่นใจว่า โอเค งานสเกลอย่างนี้ เราทำได้ เพราะฉะนั้น ก็น่าจะไม่มีอะไรติดขัด เลยเซ็นสัญญากัน แล้วก็ทำ แล้วก็ได้ deal เมื่อปลายธันวาคม สัญญาคอนแทร็คเรียบร้อย ราวต้นเดือนมกราคม

            อีกเหตุผลหนึ่ง เดือนเมษายนเป็นเรื่องของเดือนมหามงคลด้วย ความจริงผมอยากได้เขาในช่วงหน้าหนาวมากกว่า อยากจะไปทำเอาท์ดอร์ สวยๆ ใหญ่ๆ  แต่ว่าเขามีอยู่วันเดียว คือวันที่ 26 เมษายน หลุดจากนี้ ก็ว่ากันอีก 3 ปี คิวไม่ได้แล้ว โอเค เมษายนก็ดี เพราะมาจังหวะนี้ด้วย เป็นเดือนมหามงคลด้วย แล้วเราก็พยายามจะเป็นส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาในบรรยากาศของบ้านเราด้วย เป็นวาระพิเศษแบบนี้ เลยคิดว่ามันคุ้มที่เราอยากจะทำ โดยไม่ได้ดูเลยด้วยว่างบประมาณที่จะมา จะมาอย่างไร จะมาเท่าไหร่

 

เพราะมีเงินพร้อมจะใช้อยู่แล้ว ?

          เอาจริงๆ ไม่มีเงินที่พร้อมอยู่ในมือ แล้วก็ไม่มีความพร้อมว่าลูกค้าจะอยู่ในมือเสียด้วยซ้ำไป แต่เป็นเรื่องที่มันเกิดขึ้นได้ยาก ผมเลยตัดสินใจก่อน แล้วค่อยไปหา 2 ส่วนนี้มาเติมทีหลัง พูดแบบตรงไปตรงมาเลย เซ็นก่อนครับ แล้วค่อยมาว่ากันใหม่ ผมก็ไปหา เอ่อ...เขาเรียกว่าทุนรอนมาจากตรงที่ควรจะเป็นน่ะครับ เซ็นก่อนแล้วค่อยว่ากัน

 

วิธีการแบบนี้ถือเป็นลักษณะพิเศษของคุณหรือเปล่า

          ดวงมันเป็นอย่างนี้ ชะตาชีวิตมันเป็นอย่างนี้ มาตลอดเลย แม้กระทั่งเรื่องงานพระมหาชนก มันเป็นชะตาชีวิต เหมือนอะไรก็ไม่รู้ มันไม่มีอะไรที่ง่าย หรือว่าจะทำแล้วคล่องตัวไปหมด หรือว่าเป็นไปอย่างที่หวัง อะไรอย่างนี้ แต่สุดท้าย ถือเป็นเรื่องที่เราทำได้อย่างไม่น่าเชื่อว่า ทำได้เสียด้วยซ้ำไป

            ผมจะย้อนไปที่เรื่องยากๆ นะ เรื่องแรกเป็นเรื่องที่มันใหญ่เกินตัวเรา แต่ผมมักคิดเรื่องที่มันเกินๆ ตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะถือว่ามันเป็นเรื่องสนุก และผมไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ อย่างผมทำมิวสิคเฟสติวัลใช่ไหม ทำหน้าหนาวแล้วพอ success คนก็ทำตามกันเยอะแล้ว ผมก็ไม่เอา เพราะว่าเบื่อแล้ว

            ผมไปทำซัมเมอร์เฟส ได้คนตามเป้าหมายแล้ว ทีนี้ลองทำหน้าฝนดีไหม เลยกลายเป็น เรนนี มิวสิค เฟสติวัล ฝนตกโชว์ได้ อะไรได้ เออ ก็มันไปอีกแบบ พอเสร็จปั๊บก็มาทำงานยากๆ ที่ไม่คิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นได้ นั่นคือ งานพระที่นั่งอนันตสมาคม เพราะเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรื่อง video mapping ถือเป็นเรื่องใหม่มาก แต่ความใหม่ตรงนั้น มาจากงานที่ผมเห็นก่อนหน้านั้น คืองานเปิดโอลิมปิกที่ปักกิ่งของจางอี้โหมว ผมแกะตามรอยทีมงาน พวก equipment แล้วก็ไปตามทีมงานจากทางโซนยุโรปมา ไปเช็คพอร์ตเขามา ท้ายที่สุดมันเกิดเป็นงานตรงนั้นขึ้นมาได้

            งานพระมหาชนกก็เหมือนกัน มันเป็นเรื่องยากมากเลย ยากตั้งแต่จะเริ่มทำแล้ว มันต้องเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก แล้วก็เรื่องงานระบบ งานแบบแผนต่างๆ ด้วย

 

กุญแจของความสำเร็จ เป็นเรื่องเดียวกันกับการล็อบบียีสต์ คอนเนคชั่น และการใกล้ชิดแหล่งทุน ?

          ถูกต้องครับ องค์ประกอบตรงนี้ต้องครบเลย นอกจากการใกล้ชิดแหล่งทุนแล้ว คือเครดิตในวงการด้วย เพราะว่าการเชื่อถือของคนที่เราชวนมาร่วมงานแล้วเนี่ย เราจะต้องหารืออย่างใกล้ชิดเสมอ เพราะว่าซัพพลายเออร์เรา หรือว่าคนที่มาร่วมกับเรา แน่นอนครับถ้าขาดความเชื่อถือความมั่นใจ เขาต้องถอยตัวตั้งนานแล้วเพราะว่าโครงสร้างงานแต่ละส่วนนี่ มันก้อนใหญ่มากๆ เลย cash flow ไม่ดี การวางแผนบริหารจัดการไม่ดี การเจรจาไม่ดี มันไปไม่ได้หมดเลย มันเลยต้องอาศัยคนที่เคยไม่รู้จักกัน แล้วต้องทำความคุ้นเคยกัน คนที่ทำงานร่วมกัน นี่มันง่ายหน่อย คนที่เพิ่งจะรู้จักกันครั้งแรกเนี่ยเราก็ต้องค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกัน ซึ่งเป็นเรื่องคอนเนคชั่นก็เป็นส่วนสำคัญ ทุนเป็นส่วนสำคัญ แต่ไม่ได้สำคัญทั้งหมด เพราะว่าโครงสร้างงานของเราขึ้นมาก่อน ส่วนการหาแหล่งทุนเป็นส่วนที่รองลงมา

 

หมายถึงไม่ต้องคิดเรื่องกำไรขาดทุนก่อน ?

          พูดไม่อายใครเลย ผมทำงานทุกชิ้น ไม่เคยคิดว่าจะได้เท่าไหร่ หรือจะเสียอย่างไรก่อน ตัดสินใจงานทุกอย่าง ต้องบอกว่า เราทำได้หรือเปล่า แล้วต้องรู้สึกที่จะสนุกกับมันด้วย เสร็จแล้วค่อยมาทำในเชิงธุรกิจทีหลัง คือถ้าเราคิดว่าเริ่มต้น โอ้โห ต้นทุนแค่นี้ ลงทุนแค่นี้ มันจะต้นยังไง ไม่มีสักงานที่ผมจะทำได้เลย ล้มตั้งแต่เริ่มคิดแล้ว เพราะว่ามันไม่ได้เป็นอยู่ในสารบบปกติเลย feasibility แน่นอน การทำงานโปรเจคหนึ่ง มันต้องทำ fease ก่อน ต้องโน่นต้องทำ P/L ต้องทำโน่นทำนี่ ต้องไปดูแหล่งที่มา คือถ้าผมทำตรงนั้นก่อนเนี่ย งานทุกอย่างผม miss หมดเลย ไม่มีทางทำได้เลย

            ผมเคยร่วมงานกับหลายหน่วยงานเหมือนกัน องค์กรที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด ระบบที่ถูกต้อง มันควรเป็นอย่างนั้น ได้งานแล้วจะต้องเป็นอย่างไร ทุกอย่างทำเสร็จแล้ว ค่อยเสนองาน แล้วถึง approve แล้วทำ แต่ผมทำย้อนกลับมาที่ ผม approve ก่อน แล้วผมค่อยมาทำเรื่องที่หนึ่งใหม่ เป็นวิธีใหม่ เป็นวิธีของผมเองนะครับ ซึ่งใช้ไม่ได้กับคนอื่น

            คนอื่นเขาจะรับไม่ได้ด้วยซ้ำ สมมติว่าในงานที่จะต้องเกี่ยวข้องกับงานตามทฤษฎีเนี่ย มันไม่มีความเป็นไปได้เลยในทุกเรื่องที่ผมคิดนะครับ อันนี้เรื่องจริงเลย ย้อนไปทุกเรื่องเลย เป็นแบบนี้หมด แม้กระทั่งเรื่องล่าสุดที่เรากำลังคุย Andrea Bocelli ผมย้อนเรื่องตั้งแต่ตัดสินใจทำก่อน แล้วก็ย้อนเรื่องมานับหนึ่งใหม่ ว่าผมจะทำอย่างไรกับมัน ถึงจะไปถึงเป้าหมายที่ผมจะทำ จน investor ใกล้ตัวผมตกใจทุกครั้ง แล้วก็บอกว่าใจเย็นๆ หน่อย ระวังหน่อย เอาอีกแล้วหรอ เสี่ยงอีกแล้วนะ เป็นอย่างนี้เสมอเลยครับ

 

ทำงานมามาก คุณมีบทเรียนไหนฝังใจมากที่สุด

          ตอนทำ (สถานีวิทยุเพลงร็อก) Pirate Rock มันสอนผมทุกเรื่องเลยครับ เรื่องของงานระบบ เรื่องต้นทุน แล้วมันก็ล้มเหลว แต่หลังจากนั้น (ปี 41) ถามว่ามันคุ้มไหม ผมไม่ได้คิดว่า มันจะคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่ผมได้ทำไปแล้ว และผลที่มันออกมา มันไม่ได้ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ มันอยู่ไม่ได้ มันจะขาดทุน

            แต่อันนั้น เป็นบทเรียนที่ทำให้ทุกวันนี้ ผมพลาดยาก ผมตีเปอร์เซ็นในการพลาดเป็น zero เลยนะครับ จะไม่ได้ดูเหมือน Over confident  โคตรมั่นใจเลย แต่ผมตัดสินงานแต่ละชิ้นจากประสบการณ์จากอารมณ์ส่วนตัวด้วย จากการฟีลส่วนตัวว่า ถ้าผมรู้สึกว่างานนี้ผมฟีลเว้ย ผมว่ามันทำได้ ผมจะลุยแบบถึงที่สุดเลย คนรอบตัวคนรอบข้าง ไม่มีใครกล้าค้านเลย คนจะค้าน ก็ค้านไม่สำเร็จ เป็นอย่างนี้เสมอเลย

            ยกตัวอย่าง สัก 3-4 ปีที่แล้ว ผมเทคโอเวอร์คิวการแสดงของวงคาราบาวมา ในตอน 30 สิบปีคาราบาว ไม่มีใครเชื่อ มีแต่คนค้าน มีแต่คนบอกว่า มันเป็นไปไม่ได้ คุณจะไป invest productionใหม่ พวก equipment ทั้งหมดใหม่เลย ในวงเงิน 100 ล้าน ผมตั้งธงไว้เลยนะครับว่า ถ้าผมจะทำโชว์นี้ ผมจะต้องลงทุนจัดงานโปรดักชั่นนี้ 100 ล้านบาท คนก็บอกจะบ้าหรnอ มึงแค่เช่าเครื่องไปลงครั้งละสองแสนสามแสน 100 โชว์ อย่างมากก็ 20 ล้าน ใช่ไหมครับ แล้วบอกทำไมต้องเป็น 100 ล้าน

            100 ล้านของผมประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบไปด้วยทุกอย่างหมด ทุกอย่างใหม่หมดเลย รุ่นใหม่หมด เวทีใหม่ ดีไซน์ใหม่ แสงสีเสียงซื้อมาใหม่หมดเลย เพื่ออะไรครับ เพราะผมไม่ต้องไม่เช่าของกับคนไงฮะ เราไม่ต้องไปใช้ของกับคนอื่น เพราะว่าพออุปกรณ์ทุกอย่าง มันอยู่ที่เรา เวลาเราไปทัวร์อย่างเช่น ศิลปินต่างประเทศที่เขาทัวร์เนี่ย เขามีของเขาเอง ไมเคิล แจ็คสัน ขนเครื่องบินมา ของมาเวทีมี ซ้อมทีเดียว แล้วไปเล่น ไอ้เราก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นบ้าง ผมเริ่มตั้งมาจากธงแบบนี้ก่อน เสร็จแล้วนี่เป็นเรื่อง equipment สอง ต่อไปเป็นเรื่องอะไร content ของคาราบาวทำอย่างไร คาราบาวทั้งปี เขามีรายได้อยู่ต่อปี แสดงตั้งแต่ 385 งาน เป็นเงินเท่าไหร่ รายได้ทั้งปีของคาราบาวเท่าไหร่ ผมจ่ายเพิ่มอีกเท่าไหร่ takeover มา แต่มาทำงานให้ผม 100 งาน ไม่ต้องทำ 385 งาน ต่อไปเป็นอะไร การตลาด ผมต้องทำอย่างไร ผมต้องเรียกคนดูมาจากตรงไหน ภายใต้เงื่อนไขตรงนั้น มันเป็นโปรเจค 327 ล้านบาท ที่ผมตั้งทาร์เก็ตไว้ ถือว่าเป็นเรื่องที่อเมซิ่งมาก แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ยากที่จะทำอีก เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องของคอนเทนต์ ไม่ใช่คอนเทนต์อะไรก็ได้ที่จะทำโชว์แบบนั้น

 

ไม่ใช่แฟนเพลงของโบเชลลิ แล้วคุณอยากจะทำคอนเสิร์ตใคร

          ทั้งชีวิต ผมอยากทำ U2 เดี๋ยวนับจากนี้ ผมจะโฟกัสเลย ประกาศเลย จริงๆ อาจจะมีโปรโมรเตอร์ทุกคนสนใจนะ ใครก็ได้ ถ้าผมไม่ได้ทำ ผมก็อยากดู ผมอยากดูในเมืองไทย ผมอยากให้เมืองไทย สามารถจะเป็นอีก destination ที่ปักหมุดแล้วก็ทำได้ แค่นั้นผมก็แฮปปี้ เพราะว่าผมไม่เคยมองใครเป็นคู่แข่งเลยครับ เพราะสิ่งที่สำคัญก็คือ ผมไม่กล้าที่จะแข่งกับใคร สเกลบริษัทผม คนแค่ 30 คน ทุนมีอยู่แค่นี้ ไม่เคยกล้าที่จะไปแข่งกับใครเลย เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้เราไม่ได้ทำเอง พี่ไบรอัน (มาร์คา) ทำ คนนั้นคนนี้ทำ เรามีความสุขทุกครั้งที่มีของดีๆ อย่างนี้ ทำให้คนไทยได้มีโอกาสดูในราคาที่ reasonable

 

อย่างราคาบัตรของ โบเชลลิ ถือว่า reasonable ?

            ทุกอย่าง หน้าไพ่เราเปิดทุกหน้า เรากล้าบอกเลยว่างานอันนี้เรา invest ถึง 4 ล้านยูเอส ทุกอย่างทั้งระบบ จะมีใครบ้าบ้างครับ คุณว่าผมกำหนดราคาขายบัตรตั้งแต่แรกนะครับว่าต่ำสุด หมื่นสอง สูงสุด ผมขายโต๊ะละล้านห้านะครับ มีอยู่ 4 เลเยอร์ด้วยกัน ผมกำหนดตั้งแต่ผมได้ Bocelli และแค่ house band เขาเท่านั้น artist ที่มากับเขา มี Maria Aleida และ Carisma แค่นี้ผมกำหนดราคาขายแล้ว แต่จะมีใครบ้าล่ะครับว่าจบแค่นี้ก็ได้นี่ ทุนมันลงไปตั้งเยอะ แต่สำหรับผม มันไม่พอขนาดนั้นครับ ผมประกาศว่าผมจะทำแค่นี้ แต่ผมคิดว่าครั้งเดียวในชีวิตที่ผมจะทำตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นต้องเติมเต็มสิ่งที่จะเต็ม ผมได้คิว Katharine McPhee และ Jackie Evancho แค่นี้ครับ จบเป็นเฟสที่สอง ยังตั้งราคาเท่าเดิมอยู่

            ยังไม่พอ หนึ่งอาทิตย์ก่อนจะถึงงานแถลงข่าว ผู้จัดการของ David Foster ที่ทำงานอยู่กับ Bocelli ที่อิตาลี โทรมาเอเจนท์ผม บอกว่า ฟอสเตอร์ อยากมาเล่นด้วย ผมใช้เวลาตัดสินใจคืนเดียว บอกว่า deal ให้ได้คืนนั้น ผมอยากได้ ผมต้องจ่ายอีกสามแสนเหรียญ ผมบอกตัวเลขเลยไม่ต้องอาย จ่ายอีกสามแสนเหรียญ ใครจะบ้าล่ะ ราคาตั๋วเท่าเดิม วงมีอยู่แล้ว นักร้องก็พอแล้ว แล้วผมใส่ David Foster มาอีกตัวนึง ถ้าคนเป็นนายทุนผมก็ตกใจหมดล่ะ คุณต้องคิดว่าผมเสียสติแล้ว

 

ลำพัง โบเชลลิ กับคอนเสิร์ตของเขา ก็ดึงคนดูได้พอแล้ว ?

          ถูกต้องครับ (นักดนตรี) 71 บวก 60 คอรัส ทั้งหมด 131 โปรดักชันนี่มหากาฬ Venue จากห้าพัน(ที่นั่ง) เหลือแค่สามพัน Stage นี่ซัดเข้าไปเกือบครึ่งห้องแล้ว ผมกำลังทำอะไรอยู่ คิดว่าถ้าผมมีโอกาสทำ ก็จะทำแบบว่าเอาสุดๆ ไปเลยดีกว่า ไหนๆ แล้ว คิดอย่างนี้เสมอเลย คุณรู้ไหมว่าเป็นคนแรกที่ผมจะบอกเบื้องหลัง ว่าผมทำ gentleman agreement กับ  management ของ David Foster เขาส่งคลิป greeting มาแล้ว แถลงข่าวเปิดตัวไปแล้ว มีคลิปแถลงไปแล้ว ว่าเจอกันเมืองไทยวันที่ 26 นะ วันนี้เจอ Bocelli ที่เป็นเพื่อนรักของฉัน ฉันจะต้องมาแน่นอน แล้วจู่ๆ เอเจนท์มาบอกผมว่า แย่แล้วพี่ ผู้จัดการของ Foster บอกว่าเขาไม่สามารถเดินทางมาเล่นได้ เอ้า ! แปลว่าอะไร เราก็กังวลใจ เพราะผมยังไม่ได้เซ็น แต่ว่า gentleman agreement แล้ว รับปากกันแล้ว ส่งคลิปมาแล้ว แถลงข่าวไปแล้ว แจกข่าวไปแล้ว โปสเตอร์ออกแล้ว มีเดียออกแล้ว

            ขอคุยกับผมที่โน่น ผมไปสิงคโปร์ ไปตอนเย็นเขาเลิกโชว์ก็คุยกันสั้นๆ ที่หลังเวทีเท่านั้นเอง บอกว่าเขามีผู้จัดการสองคน ผู้จัดการอีกคนหนึ่งไปรับงานซ้อน รับงานที่มีเศรษฐี 40 คนทั่วโลกมาบริจาคเงินล้านเหรียญ ให้ Fosterที่บ้านเขา เขาต้องอยู่ดินเนอร์ด้วย วันที่ 24 กว่าจะเสร็จ 25 เขาบินมาเมืองไทยไม่ทัน ให้เราเลื่อนคอนเสิร์ตได้ไหม ขณะเดียวกัน Foster โทรไปหาภรรยา Bocelli บอกว่า ถ้าเป็น 27 (เมษายน) ว่างหรือเปล่า Bocelli บอกได้ แต่ผมไม่ได้ ผมตาย ผมบอกผมแย่ ผมไม่ได้ ผมก็เลยบอกว่า เฮ้ย ! ถ้างั้นคุณก็เชิญเศรษฐี 40 คนมางานผมดิ 26 ผมเป็นเจ้าภาพให้ก็ได้ แล้วบริจาคเงินในงานผม ก็ได้ล้านเหรียญจะเป็นไรไป บอก โอ้ โห เขาจองตั๋วเครื่องบิน เขาทำโน่นทำนี่ไปหมดแล้ว แล้วผมอ่ะ ผมประกาศไปแล้ว แล้วเป็นความผิดของผมหรือ ? จบคุยกันแค่นั้นเอง วันเสาร์อาทิตย์ผมกลับ วันจันทร์เอเจนท์มาเลย สรุป David Foster กับทีมจะ cancel งานที่แอลเอ แต่ให้ผม subsidize cancellation fee ผมบอก เฮ้ย ! ผมผิดหรอวะเนี่ย ถ้าคุณ cancel ผม คุณต้องจ่ายผมมั้ย ? คุณ cancel ฝั่งโน้น ให้ผมไปจ่ายฝั่งโน้น ให้ผม subsidize ผมบอกว่ามา subsidize สามแสนเหรียญบวกอีกสองแสนเหรียญเป็นห้าแสนเหรียญ ห้าแสนเหรียญนี่ว่ากันถึงงานเป็นสิบห้าล้านยี่สิบล้านนะ ใช่ไหมครับ  ผมจ่ายมึงสามแสนนี่ก็แพงแล้วนะ ผมต้องมา subsidize คุณอีกสองแสนเหรียญเพื่ออะไร ทั้งโชว์ คุณมาเป็น guest เท่านั้นเอง

            นี่เป็นเบื้องหลัง ที่นายวินิจเป็นคนเสียสติหรือเปล่า สุดท้ายผมบอกว่า ไปเจรจามาใหม่ ผมยอม subsidize ไม่เป็นไรเพื่อให้งานมันจบ ท้ายที่สุดเจรจาไปเจรจามาผมต้องจ่ายอีกแปดหมื่นเหรียญ เหลือสามแสนแปดหมื่นเหรียญ ผมเซ็นเลย ถือว่ายอมเสียค่าซื้อม้าใหม่ให้ลูกตัวหนึ่ง เพราะว่ากำลังจะซื้อม้าใหม่มาแข่งซีเกมส์ ในที่สุดทุกอย่างก็โอเค

 

แล้วอะไรที่ยังทำให้คุณไม่หมดกำลังใจ

          ที่ทำให้ผมไม่หมดกำลังใจในการทำงาน เพราะว่าผมสนุกกับมันตลอดเวลา สนุกจริงๆ  อ๋อ! มันมีอย่างนี้ด้วยหรือ  เออ! แปลกดี Bocelli ก็เหมือนกัน เออ! มีอย่างนี้ด้วยหรือ  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย ผมเข้าใจว่านี่เป็นเคสที่เกิดขึ้นกับเราจริงในวันนี้ ก็ไม่เป็นไร เราพยายามทำให้มันเต็มที่ที่สุด ถ้าเราคิดว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย มันก็คงทำอะไรไม่ได้เลย

           

คอนเสิร์ตระดับนี้ ผู้ชมต้องหลักหมื่นหรือเปิดแสดงกลางแจ้ง ?

          ผมอยากบอกว่า ไม่ใช่มีเงินแล้วซื้อได้นะครับ การได้มาซึ่งตั๋วยากอยู่แล้ว หรือการที่คุณจะต้องบินไปดู ต้องมีโน่นมีนี่ไปดู ผมว่าต่อหัวเนี่ยหลายสตางค์ ยังไงค่าเครื่องบิน Business Class ก็เท่ากับตัวผมใบนึง ใช่ไหมครับ แต่วันนี้ เอาทุกอย่างมากองให้อยู่ตรงนี้แล้ว ก็สมเหตุสมผลในราคา อย่าว่าแต่ว่าเลย ผมโทรไปหา คิม (ผู้บริหาร)ไทยทิกเก็ตเมเจอร์ คิม พี่จะทำโชว์นี้ คิมคิดว่าไงว่า 'พี่ขายบัตรสูงสุดได้ไม่เกิดหมื่น หมื่นห้า จากประสบการณ์ของผม พี่ขายได้แค่นี้ พี่เหนื่อยแล้วครับ'

            ผมบอกคิม หมื่นห้านั่นคือราคาตั๋วต่ำสุดที่ผมจะขาย พี่วินิจ ผมว่าเหนื่อยนะพี่ ผมว่าไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ บอกไม่เป็นไรคิม เดี๋ยวพรุ่งนี้ว่ากัน สุดท้ายผมเปิดราคาแบบนี้ เพราะว่าบีบยังไงให้ตาย ถ้าไม่ทำแบบนี้ ก็ทำไม่ได้นะครับ ผมบอกว่าโต๊ะละล้านห้า มีอยู่ 20 โต๊ะ ตอนนี้ Sold out แล้ว เฉลี่ยก็หัวนึงไม่เกินสองแสน มีกาล่าดินเนอร์ มีอะไรที่เป็น priviledge มี private party  ดินเนอร์กับเชฟของโรบูชง ผมว่าแค่นี้ เป็นเรื่องพิเศษๆ ที่หายากมาก

 

มองภาพรวมของงานโชว์บิซอย่างไร

          งานสาขานี้ มีเสน่ห์นะ มันได้ช่วยชาติบ้านเมืองด้วย ไม่ได้ทำเอามันอย่างเดียว อย่าง บีอีซี-เทโร ทำแต่ละตัว วันไดเรคชั่น มา, เจสัน มราซ มา ซูเปอร์สตาร์ระดับนี้มา มันมีนัยยะ มันสร้างความเชื่อมั่นให้บ้านเราด้วย ถึงแม้จะอยู่ในภาวะกฎอัยการศึก (หรือมาตรา 44 ในปัจจุบัน) แต่ว่าพวกนี้มา เฮ้ย! มันปลอดภัย ไม่ได้อันตราย ไม่ได้บอกว่าพวกคุณต้องเลิกมาเมืองไทย ผมว่าสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลต้องให้เหรียญคุณไบรอันนะ ต้องให้เหรียญคนที่มีวิชาชีพแบบนี้ ที่มาช่วยกัน ถูกต้องไหม เพราะให้ความมั่นใจในเรื่องท่องเที่ยว อะไรก็แล้วแต่ ที่   artist เหล่านี้มา แล้วทำไมไม่ใช้โอกาสนี้สร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้เกิดประโยชน์ในการท่องเที่ยว ใช้เขาให้เกิดประโยชน์ในการท่องเที่ยวและกีฬา

            คณะผู้บริหารต้องมองนะครับว่า ทำยังไง ลำพังคุณจะมีตังค์ไปจ้างคนพวกนี้เข้ามา คุณต้องใช้เงินมหาศาล แต่วันนี้โปรโมเตอร์เอกชนที่ทำ ถ้ามองเห็นแล้ว ต้องเข้ามาช่วยขับเคลื่อน ช่วยกันมาผลักดัน แล้วช่วยกันสร้าง value added เพื่อความเชื่อมั่นกลับมา ดีกว่าไปใช้เวลาว่า กูจะตั้งผู้ว่าท่องเที่ยวยังไง ล้มกระดานกันแบบไหน จะตั้งกันใหม่ยังไง สมัครกันไม่รู้ตั้งกี่ที บ้านเมืองเราต้องการคนมาช่วยกันแบบนี้นะครับ

 

อยากให้พูดถึงความคืบหน้างานแอนิเมชั่นที่กำลังทำอยู่ ?

          แอนิเมชั่นทั้งหมดจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ แต่ขณะนี้ผมทำเสร็จแล้ว 90 เปอร์เซ็น เกือบเสร็จแล้วครับ เป็นแอนิเมชั่นจาก 4 สตูดิโอ หนึ่งในนั้น เป็นสตูดิโอที่เป็น Outsource ให้แก่ Pixar Studio ซึ่งเราเป็นแอนิเมชั่นที่เกี่ยวข้องกับ Inspiration ของสุนัขทรงเลี้ยง คุณทองแดง จะมีอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน มันจะเป็นงานซึ่งมากกว่าแค่การฉายหนังแอนิเมชั่นในโรงภาพยนตร์ คิดว่าเรื่องนี้ เป็น 'วาระแห่งชาติส่วนตัว' ผมใช้คำนี้นะครับ คือวาระแห่งชาติที่คนเขาพูดกัน แต่วาระแห่งชาติส่วนตัวของผม ผมก็คิดว่าชาติของผมในกลุ่มของผมที่ผมทำได้ คือว่าผมอยากจะนำเรื่องนี้มาจับกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กและครอบครัว โดยใช้เรื่องของความรัก ความเมตตา ความเสียสละ ความกตัญญูรู้คุณ มาเป็นฐานของการ educate ให้แก่คน segment นี้ ส่วนตัวผมทำได้ก้อนหนึ่ง คนอื่นจะทำก้อนอื่นๆ ก็ว่ากันไป ผมขอทำก้อนนี้ ผมคิดอยู่แค่นี้ครับ เพราะฉะนั้นคิดว่าวาระแห่งชาติส่วนตัวของผม ผมอยากจะทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุด

 

มีแพลนไหมว่าแต่ละปีต้องมีงานใหญ่งานเล็กสักกี่มากน้อย

            จริงๆ งานใหญ่ ผมจะแพลนไว้สักปีหรือสองปีล่วงหน้า ไม่ได้แพลนนานๆ แต่ปีนี้ ผมแพลนแค่สามงานใหญ่ มี Bocelli มี Animation แล้วก็มี Live showช่วงปลายปีข้ามไปต้นปีหน้า

            ส่วนงานเล็กๆ ก็จะเป็นงานตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ถือว่าเป็นงานที่ให้ทีมงานมีงานทำ โดยที่นโยบายคือไม่ได้ pitching กับใคร pitching กับใครไม่ได้ เพราะว่าเราสู้เขาไม่ได้ คนเรานิดเดียว สู้เขาไม่ได้ แล้วสำคัญ สมองผมไหลบ่อยเหลือเกิน เคยไปเบียดกับคนอื่นไปเสนองาน คิดแทบเป็นแทบตาย สุดท้ายเราไม่ได้งาน แต่พองานจริง หือ! เห็นแล้ว แบบสิ่งที่เราคิด ทำไมมันไปปรากฏในสิ่งที่เราไม่ได้ทำวะ.