วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลบค่ำ ย้ำรอยอดีต

พระตำหนักแดง ดูเคร่งขรึมงดงามน่าเกรงยามกลางวัน ตกเย็นย่ำกลับเรืองรองด้วยแสงสุดท้ายของตะวัน ขับด้วยแสงไฟยามค่ำงามมลังเมลืองยิ่งนัก

หากไม่มีกิจกรรม ยลพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ น้อยคนคงมีโอกาสได้เห็นความตระการตาของหมู่พระวิมาน ตลอดจนอาคารโบราณสถาน ภายในพิพิธภัณฑสถาน พระนคร สถานที่รวบรวมและจัดแสดงศิลปะวัตถุ โบราณวัตถุ ชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย
ศิลาจารึกหลักที่ 1 ประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ศิลปะสมัยศรีวิชัย ที่ได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดใน 1 ใน 10 ของโลก พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองประดิษฐานอยู่ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ซึ่งมีภาพจิตกรรมสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่เก่าแก่และสวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
คือ ส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นเอกที่เก็บรักษาอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
มาท่องกรุงเทพฯราตรีไปพร้อมกับ ยลพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ ท่ามกลางบรรยากาศแสงและเสียงจากการบรรเลงดนตรีไทย โดยมีลมเย็นๆพัดผ่านให้สำราญใจในวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เดือนเมษายนนี้เท่านั้น
ธรรมเนียมการชม
การเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังคงรักษารูปแบบการนำชมโดยภัณฑารักษ์ หากต้องการชมโดยลำพังสามารถรับแผ่นพับที่ประกอบไปด้วยแผนผังและข้อมูลพอสังเขป
"การเผยแพร่ของเราอาจยังไม่ทันใจคนสมัยใหม่ที่ต้องการทุกอย่างรวดเร็วทันใจ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลทาวคิวอาร์โค๊ด หูฟังประกอบคำบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งการจัดทำ Virtual Museum เพื่อชมศิลปวัตถุชิ้นสำคัญได้เสมือนจริงทางเวปไซต์ ยังอยู่ในช่วงทดลอง
ตอนนี้เรามีกดปุ่ม ฟังเสียง ดูวีดิทัศน์ รักษาประเพณีการบรรยายนำชมเพราะถือว่ามีโอกาสได้สนทนาพูดคุย ตอบคำซักถามของผู้เข้าชมได้ตลอด ทำให้การนำชมของเราไม่เหมือนกันทุกรอบ ต่อไปจะพัฒนาให้ร่วมสมัยมากขึ้น เมื่อก่อนถ่ายรูปไม่ได้ ทุกวันนี้ระเบียบของกรมศิลปากรยังห้ามถ่ายรูปอยู่แต่อนุโลม แต่ห้ามใช้แฟลช ห้ามขาตั้ง ใครจะนำรูปไปเผยแพร่ให้มาขออนุญาตกรมศิลปากร
ส่วนถ้าจะมาอัพสเตตัส เช็คอิน ทางเราเองยังไม่เคยติดตามเป็นข้อขัดแย้งกับประชาชนนะคะ ถือเป็นการเผยแพร่" เด่นดาว ศิลปานนท์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กล่าวถึงธรรมเนียมการเข้าชม ก่อนพาเราย้อนอดีตกลับไปยังกรุงสุโขทัย
บ้านเมืองมีอดีต
ศิลาจารึก หลักที่ 1 ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในห้องจัดแสดงส่วนหน้าในห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย ภายในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
"พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสียง พี่กูชื่อบานเมือง" เชื่อว่าหลายคนคงจำข้อความบนศิลาจารึกที่ท่องขานกันมาแต่ครั้งวัยเรียน การมีโอกาสได้มาเยี่ยมเยือนศิลาจารึกครั้งนี้ให้ความรู้สึกหลายประการ หนึ่งในนั้นเหมือนกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง
ศิลาจารึก หลักที่ 1 นี้ มิได้มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์การเมือง การปกครอง รวมทั้งการประดิษฐ์อักษรไทยเฉพาะชนชาติไทย หากยังมีความสำคัญของโลกด้วย ปีพ.ศ.2546 ยูเนสโกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก โดยกล่าวว่า
"เป็นมรดกเอกสารหลักที่มีความสำคัญระดับโลก เพราะให้ข้อมูลอันมีค่าแก่แก่นหลักของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโลกหลายอย่าง" และ "การพรรณนารัฐสุโขทัยของไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 13 อย่างละเอียดหาได้ยาก ทั้งยังสะท้อนค่านิยมสากลที่รัฐจำนวนมากทั่วโลกปัจจุบันยึดถือร่วมกัน"
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ นำทางจากอาณาจักรสุโขทัยทางเหนือ ไล่เรียงมายังกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงการสถาปนาราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ศิลปะวัตถุชิ้นเอกที่นำออกมาจัดแสดง มีตั้งแต่เครื่องทองจากกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ กรุงศรีอยุธยา พระแท่นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งรวบรวมไพร่พลที่ระยองก่อนเข้ายึดเมืองจันทบุรี พระเก้าอี้พับของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท สันนิษฐานว่าอัญเชิญไปใช้ในระหว่างการทำสงคราม
หัวหุ่นพระราม และพระลักษณ์ ผลงานฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงแกะไม้รักหน้าสวมชฎาด้วยฝีพระหัตถ์เรียกขานกันว่า พระยารักใหญ่ กับ พระยารักน้อย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กราบทูลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า“งามไม่มีหน้าพระอื่นเสมอสอง”
ลูกโลกจำลองสภาพภูมิศาสตร์และแผนที่ดาวนพเคราะห์ เครื่องราชบรรณาการที่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งโธรน อันวิจิตรที่ย้ายมาจากพระรางวังบางปะอิน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอาทิ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง
พระพุทธสิหิงค์ ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทโปรดให้อัญเชิญจากเชียงใหม่ลงมายังกรุงเทพมหานครเมื่อปี พ.ศ. 2338 (หลังจากเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แก่พม่าใน พ.ศ. 2310 ชาวเชียงใหม่อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปที่เชียงใหม่) โดยประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล
ตามตำนานเล่าขานถึงการสร้างพระพุทธสิหิงค์ เมื่อพ.ศ.700 พระเจ้าสีหฬะ พระมหากษัตริย์แห่งลังกาทวีปทรงสร้างขึ้น ด้วยแรงอธิษฐาน 3 ประการ กล่าวคือ
1 คำอธิษฐานของพระอรหันต์ผู้ร่วมพิธี
2 แรงอธิษฐานของพระเจ้ากรุงลังกาผู้สร้าง
3 อานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การที่พระพุทธสิหิงค์เสด็จประทับอยู่ที่ใด พระพุทธศาสนาย่อมรุ่งเรืองดังดวงประทีปเสมือนหนึ่งพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่
ตามประเพณีสงกรานต์ของทุกปี จะเชิญพระพุทธสิหิงส์ออกมาให้ประชาชนได้สรงน้ำ ณ บริเวณท้องสนามหลวง
การเข้าชมพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจในเรื่องจิตรกรรมฝาผนัง เป็นที่กล่าวขานกันว่าจิตรกรรมฝาผนังของที่นี่มีความงดงามและเก่าแก่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์
ผนังตอนทั้ง 4 ด้าน ตอนบนเขียนเป็นภาพเทพชุมนุม ผนังตอนล่างระหว่างช่องหน้าต่างเขียนภาพพุทธประวัติรวม 28 ภาพ ปราณี วงศ์ภูวรักษ์ อธิบายไว้ในหนังสือ จิตรกรรมฝาผนังภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์. กรุงเทพฯ ความว่า
"เป็นการเขียนภาพแบบ 2 มิติ ใช้สีฝุ่นผสมกาว ตามแบบจิตรกรรมไทยประเพณี โครงสีส่วนใหญ่เป็นสีแดง ในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ทำการเขียนซ่อมในส่วนที่ชำรุด จึงทำให้มีอิทธิพลจีนเข้ามาปรากฎในภาพตามความนิยมในยุคสมัยนั้น รวมทั้งวิธีการจัดภาพแบบ “Bird’s eye view” ซึ่งเป็นวิธีการมองภาพจากที่สูงลงมาทำให้เห็นภาพได้กว้างไกล แต่ยังคงรักษารูปแบบวิธีการเขียนภาพแบบ 2 มิติ ตามแบบจิตรกรรมไทยประเพณีอยู่"
พระตำหนักแดง
พระตำหนักแดง ถือกำเนิดขึ้นพร้อมตำหนักเขียว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างขึ้นที่ในพระบรมมหาราชวัง 2 หมู่ พร้อมกับการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ หมู่ 1 เรียกว่าพระตำหนักเขียว พระราชทานให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าสา กรมพระยาเทพสุดาวดี อีกหมู่ 1 เรียกว่า พระตำหนักแดง พระราชทานให้เป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์
ต่อมาสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ( พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) เสด็จประทับจนถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 3 เสด็จออกไปอยู่ที่พระราชวังเดิม ธนบุรี
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ย้ายพระตำหนักแดงทั้งหมู่ไปปลูกถวายเป็นที่ประทับ ณ พระราชวังเดิม และได้เป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ด้วย
หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จบวรราชาภิเษกแล้ว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ย้ายพระตำหนักแดงส่วนที่ที่ประทับของพระองค์มาปลูกรักษาไว้ในพระราชวังบวรสถานมงคลดังเดิม
เด่นดาว ศิลปานนท์ อธิบายถึงช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ประดับบนยอดตำหนักให้เข้าใจว่า
"วังไม่ได้เหมือนวัดนะคะ หากพระราชวงศ์พระราชทานรูปแบบการสร้างแบบวังไปสร้างในวัดต่างหาก อาคารในวัดจึงมีลักษณะใกล้เคียงกับวัง และพระตำหนักแดงก็แสดงให้เห็นถึงที่ประทับของพระราชวงศ์ชั้นสูงที่ไม่ปรากฏให้เห็นในเรือนสามัญชน"
ดังเห็นได้จาก กรอบคูหาหน้าบันประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนาคสะดุ้ง พระแกลที่มีฐานเท้าสิงห์ประกอบอยู่ตอนล่าง
ปัจจุบันภายในพระตำหนักจัดแสดงสิ่งของส่วนพระองค์ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี เครื่องเรือนของใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์ รวมทั้งของเล่นขนาดจิ๋วของชาววัง ที่มีความงดงามยิ่ง
ยลพิพิธภัณฑ์ยามค่ำ
กิจกรรมยลพิพิธภัณฑ์ยามค่ำเปิดให้ชม วันที่ 3 - 5 เมษายน 2558 และ วันที่ 18 -19 เมษายน 2558 ตั้งแต่เวลา 16.30 - 20.00 น. (นำชมรอบแรก 16.30 น. รอบที่สอง 17.30 น.) บัตรเข้าชม 50 บาท ชาวต่างชาติ ราคา 220 บาท โทร.0 2224 1333 (หากต้องการผู้นำชมภาษาอังกฤษกรุณาแจ้งล่วงหน้า)