'ซูม' อันดามัน : วราณ สุวรรณโณ

'ซูม' อันดามัน : วราณ สุวรรณโณ

เจ้าของภาพถ่าย‘หายนะเกาะตาชัย’ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เปิดใจแบบไม่มีกั๊กทำไมเรื่องนี้ต้องขยาย

งานหลักคือเจ้าของร้านขายกล้อง งานรองคือช่างภาพอิสระ แต่งานรักคือการดำน้ำและเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ทะเลไทย ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีในสาขานิเวศวิทยา ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาโทจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย ในสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเล บวกกับความสามารถในการถ่ายภาพ ประสบการณ์การดำน้ำกว่า 20 ปีสนับสนุนกิจกรรมของสถาบันการศึกษา

ล่าสุดเขาได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมช่างภาพอาสาในโครงการผลิตสื่อเพื่อนำเสนอทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก ภายใต้การดูแลของ อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยระหว่างการสำรวจและบันทึกภาพความสมบูรณ์ของพื้นที่อันดามัน ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ สิ่งที่ทำให้เขาถึงกับช็อค คือภาพการตายหมู่ของปะการังบริเวณเกาะตาชัย จากนั้นภารกิจใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจึงเป็นการเก็บหลักฐานความเสียหายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเพื่อโพสต์แอนด์แชร์สู่สาธารณะ ด้วยความหวังว่าอันดามันต้องได้รับการปกป้อง

"ในงานการสำรวจอุทยานแห่งชาติทางทะเล หมู่เกาะสุรินทร์และสิมิลัน เราขึ้นบินทุกเกาะตั้งแเต่เกาะหนึ่ง เกาะสอง เกาะสี่ เกาะแปด ผมเอาโดรนขึ้นทุกเกาะเพื่อสำรวจสภาพป่าชายหาด ซึ่งจริงๆ แล้ว ลักษณะของอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่จะเป็นมรดกโลก มันจะแบ่งเป็นสามอย่าง หนึ่งระบบนิเวศแนวปะการัง สองระบบนิเวศป่าชายหาด สามระบบนิเวศเขตน้ำขึ้นน้ำลงของแต่ละเกาะ ต้องทำสำรวจหมดรวมถึงป่าบนเกาะด้วย ตอนนั้นพอเราขึ้นปุ๊บ ภาพที่ผมเห็นคือสีขาวมันชัดเจนมาก เพราะเราไม่ค่อยได้มีใครถ่ายมุมสูงของตาชัยมาก่อน ผมก็เลยให้น้องลงไปดำน้ำดู แล้วเราก็ไปดำดูอีกรอบหนึ่ง ปรากฎว่ามันตายสนิทจริงๆ

ด้วยความที่มันตายเยอะขนาดนี้ก็เลยคิดว่าต้องคุยแล้วล่ะ ปรึกษานักวิชาการท่านอื่นๆ ว่าถ้าผมแชร์รูปออกไปน่าจะได้รับความสนใจหรือเปล่า ทุกคนก็บอกไม่เป็นไรหรอก ลงเลย ดูแล้วมันควรจะต้องเป็นประเด็นขึ้นมาบ้าง เพราะมันไม่ไหวจริงๆ สรุปว่าทุกคนตอบรับอย่างดี หลายคนไม่รู้ว่าใต้ตาชัยที่เห็นน้ำใสทรายสวย มันไม่มีอะไรเลย"

 

-แสดงว่าก่อนหน้านี้คุณเองก็ไม่เคยไปดำน้ำที่เกาะตาชัย?

ปกติผมจะดำน้ำอยู่แล้ว เป็นช่างภาพใต้น้ำด้วย ดำน้ำทุกๆ ปี ปีหนึ่งหลายครั้ง แต่ไม่เคยลงตาชัยมาก่อน พอต้องมาเก็บภาพให้อาจารย์ศักดิ์อนันต์ ตาชัยมันอยู่ในหมู่เกาะที่จะต้องนำเสนอ ซึ่งปกติถ้าเราไปดำน้ำเป็นงานอดิเรก ตรงนี้เราจะไม่ค่อยลงตรงหน้าหาดกันอยู่แล้ว เพราะว่าน้ำมันตื้น เรือดำน้ำมันเข้าไปยาก อีกส่วนหนึ่งคือเรารู้ว่าสปีดโบ๊ทมันเยอะมากจนเราไม่อยากเข้าไป เราก็จะดำอยู่รอบๆ เพียงแต่รอบนี้อาจารย์ศักดิ์อนันต์อยากเข้าไปดูเนื้อหาว่าช่วงนี้ตาชัยเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งสมัยก่อนตอนผมทำวิจัยตอนอาจารย์ศักดิ์อนันต์เขียนแผนแม่บทอุทยานแห่งชาติสุรินทร์-สิมิลัน พวกผมก็จะเข้าไปช่วยทำงานอยู่แล้ว ตอนเป็นนักศึกษาผมก็นอนอยู่สิมิลันเป็นเดือนๆ อยู่ตั้งแต่เกาะสี่ เกาะหก เกาะแปด อยู่ทุกเกาะเลย ก็คือจะดำน้ำอยู่ที่นี่เป็นพันๆ ไดฟ์แล้วครับ ซึ่งตาชัยสมัยที่ผมเรียนหนังสือ เป็นเกาะต้องห้าม คือไม่ให้คนขึ้น เพราะเราทูลฯถวายสมเด็จพระเทพฯเพื่อให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เนื่องจากมีป่าชายหาดที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และมีสัตว์พื้นถิ่นอยู่ข้างบนเยอะ ไม่ว่าจะเป็น ปูไก่ นกชาปีไหน อะไรอย่างนี้ครับ ซึ่งจริงๆ แล้วตัวตาชัยเองเมื่อก่อนเขาจะอนุมัติให้มีสิ่งปลูกสร้างได้แค่อันเดียวคือ บ้านพักเจ้าหน้าที่ เพื่อไปเฝ้าไม่ให้คนมาลากอวน

-คราวนี้กลับไปเห็นตาชัยแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

เวลาเราลงทำงานวิจัยเซอร์เวย์ เราจะสำรวจเปอร์เซ็นต์การเป็นตายของปะการัง เมื่อก่อนเราว่ายประมาณร้อยเมตรแล้วทำการจดบันทึก แต่เดี๋ยวนี้ใช้ถ่ายวิดีโอแทน ดูว่าในหนึ่งเฟรมหนึ่งเส้นที่เราลากเป็นตัวแทนของพื้นที่ จะได้ปะการังเป็นตายเท่าไหร่ คราวนี้พอเราลงตาชัยครั้งแรกก็ตกใจเลย เพราะว่าโดยปกติเราจะไม่เคยเจอที่ตายสนิทเยอะขนาดนี้ คือตาชัยเนี่ย 100% จากหาดลากลงไปถึงระยะ 50 เมตรจากระดับน้ำขึ้นน้ำลงสูงสุด มันตาย 100% เลย

แล้วอาการที่ตายมันไม่ได้เกิดจากการฟอกขาวหรืออะไรก็แล้วแต่ที่กรมอุทยานฯอ้าง เพราะปะการังฟอกขาวมันจะเป็นลูพ คือบางทีสี่ปีมาครั้งหนึ่งห้าปีมาครั้งหนึ่ง น้ำอุณหภูมิสูงขึ้น ปะการังทนไม่ได้ ปกติปะการังจะมีสาหร่ายเซลเดียวอาศัยอยู่ข้างใน เวลาที่น้ำอุณหภูมิสูงมากอย่างสองปีที่แล้ว น้ำสิมิลันอุณหภูมิขึ้นถึง 31 ซึ่งโดยปกติน้ำทะเลไทยจะอยู่ที่ 21, 26- 27 นี่เต็มที่แล้ว แต่ขึ้นไป 31 ถือว่าร้อนมาก ดำน้ำนี่เหงื่อในหน้ากากออกเลย เพราะว่าน้ำร้อนมาก ซึ่งปีนั้นเห็นผลชัดเจนว่ามันมีปะการังฟอกขาวเกิดขึ้นเยอะ แต่โดยปกติเวลาเราเจอปะการังฟอกขาว พอผ่านไปสักประมาณปีหรือสองปีเขาจะมีตัวอ่อนมาลงเกาะอันใหม่ พอลงเกาะแล้วเขาก็จะเป็นต้นเล็กๆ เขากวางต้นเล็กๆ บ้าง เป็นปะการังโขดเท่าหัวแม่มือบ้าง นั่นแสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วมันสามารถโตได้ถ้าเราทิ้งไว้

จริงๆ เหตุการณ์เหมือนตาชัยเนี่ยเกิดขึ้นที่เกาะสี่ คืออ่าวเล็ก เป็นลักษณะเดียวกันเลย เนื่องจากว่าทรายของเกาะตรงนี้มันเป็นทรายที่เกิดจากซากปะการัง มันจะไม่เหมือนทรายแถวเกาะเสม็ดหรือเกาะช้าง ซึ่งทรายพวกนั้นน้ำหนักเขาจะเยอะเพราะมันเกิดจากการกัดกร่อนของหินแกรนิต ในขณะที่ทรายที่สุรินทร์-สิมิลัน มันเกิดจากซากปะการังก็เลยขาวแล้วก็นุ่ม คราวนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ก่อนหน้านี้คลื่นลมปกติ เขาจะไม่สามารถหอบเอาทรายไหลไปในแนวปะการังได้ไกล แต่พอมีสปีดโบ๊ท เวลาเขาเข้าไปส่งแขก จริงๆ ผมไม่โทษผู้ประกอบการเลย เพราะว่าทุกคนก็พยายามจะเซอร์วิสแขกอยู่แล้ว ทีนี้เวลาเขาถอยเรือเข้าไปเพื่อส่งไม่ให้ลูกค้าเปียกมาก แล้วใบพัดเรือมันห่างจากพื้นไม่ถึงเมตร เวลาเขาเร่งเรือออกไป ใบพัดพวกนี้มันจะตีทรายขึ้นมา แล้วลากทรายออกมาได้ไกลมากกว่าเดิม คือสาเหตุนี่ชัดเจนเลยว่าเกิดจากทรายที่ไปกลบ

ลองนึกภาพนะครับ สมมติเรามีหินอยู่ก้อนหนึ่ง โดยปกติถ้าหินก้อนนี้สะอาดปะการังมันก็ลงเกาะได้ พอลงเกาะปุ๊บเขาจะค่อยๆ โต แต่คราวนี้พอมีตัวอ่อนมาลงเกาะก็จริง ทุกเที่ยวเป็นระยะเวลา 6 เดือน ทรายมันจะวิ่งเข้าไปกลบอยู่เรื่อยๆ ลองนึกภาพดู ปะการังมันพยายามโตแล้ว แต่ไม่สามารถโตได้ ทีนี้พอไพโอเนียร์ สปีชีส์ ซึ่งปกติคือผู้นำพื้นที่ เวลาไปลงเกาะปุ๊บเขาเหมือนจะเรียกเพื่อน ส่งสารเคมีว่าที่ตรงนี้เหมาะกับการลงเกาะ ปะการังชนิดอื่นๆ ก็จะลงเกาะตามด้วย เมื่อพวกที่ลงเกาะแรกๆ ไม่สามารถลงได้ ตัวอื่นก็จะไม่ลงครับ มันก็เลยนำมาซึ่งการตายหมู่ไปเรื่อยๆ

แล้วอีกอย่างช่วง 6 เดือนที่ปิดเกาะมันเป็นช่วงมรสุม คลื่นลมแรง คราวนี้ทรายมันก็ยิ่งเยอะเข้าไปอีก การลงเกาะมันก็จะยิ่งยากเข้าไปอีก จริงๆ แล้วช่วงเวลาฟื้นตัวจริงๆ ของปะการังคือช่วงเวลาที่คลื่นลมสงบ ช่วงเวลาที่เราไปเที่ยวกันนั่นแหละ แต่กลับกลายเป็นว่าต้องไปเจอสปีดโบ๊ทอีก เพราะฉะนั้นมันไม่แปลกที่ตาชัยจะพังภายในสี่ปี ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีคนถ่ายไว้หลายคนเลย ยืนยันว่า 4 ปีที่แล้วเกาะตาชัยก่อนจะเปิดให้ท่องเที่ยว ปะการังปกคลุมพื้นที่อยู่ 80% นะครับ นั่นหมายถึงหนึ่งตารางเมตรมันมีพื้นที่แค่ 20 ตารางเมตรเท่านั้นที่เป็นพื้นที่ว่าง แต่ตอนนี้คือร้อยตายร้อย ปัญหาส่วนนี้จากสปีดโบ๊ท คือคอนเฟิร์มแล้วว่ามีแน่ๆ

ส่วนอีกอันที่โผล่ขึ้นมาก็คือสาหร่าย พวกนี้อันตรายมากครับ ถ้าเราเห็นสาหร่าย นั่นหมายถึงว่าในน้ำทะเลมันมีปริมาณน้ำจืดกับปริมาณสารอาหารอย่างอื่นที่เกิดจากการชะล้าง เกิดจากการหมักหมมหรืออะไรก็แล้วแต่ไหลลงไปสู่ทะเล มันเลยทำให้สาหร่ายพวกนี้โตได้ ทีนี้พอมีสาหร่าย ปะการังมันก็ลงเกาะไม่ได้ อันนี้เป็นหลักการนิเวศพื้นฐานเลย

-ประเมินได้ไหมว่าความสมบูรณ์ของอันดามันตอนนี้เหลือสักเท่าไหร่

จากที่เอาโดรนขึ้นบินมันแสดงให้เห็นอยู่เรื่องหนึ่งว่า ถ้าลึกลงไปประมาณ 5 เมตร คือไม่มีผลกระทบจากใบพัดเรือแล้ว ปะการังยังอยู่ปกติดีนะครับ คือยังมีบ้างยังไม่ตายสนิท ปะการังที่เราเรียกว่า blue coral หรือปะการังสีน้ำเงินนี่เป็นตัวบ่งชี้เลยครับ เพราะมันเป็นตัวที่ทนมาก ตายยากมาก พอระยะเลย 4-5 เมตรมา blue coral ยังอยู่ นั่นหมายความว่าไม่ได้รับผลกระทบมากขนาดนั้น แต่ถ้าลากจากหาดไปถึงน้ำลึกสี่เมตร blue coral ยังทนไม่ไหวเลย แล้วเส้นมันชัดเจนมากถ้าดูในวิดีโอ แบ่งเลยว่าตรงน้ำลึกเกิน 4-5 เมตร ไม่เกิดผลกระทบแล้ว จะเห็นพื้นที่ที่เป็นก้อนหินสีขาว แล้วก็ลากไปก็จะเริ่มมีสีดำๆ คือมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เพราะฉะนั้นชัดเจนว่าถ้าน้ำลึกลงไปจะไม่ค่อยเป็นอะไร

อย่างเกาะตาชัยต้องบอกว่าจากปะการังครอบคลุมพื้นที่ 80% จนเหลือ 0% ได้ภายในระยะเวลาสี่ปี เอาจริงๆ ธรรมชาตินี่ไม่สามารถทำได้เลย คือเราเคยเจอปรากฎการณ์ฟอกขาวมาหลายที่ เอ็กซ์ตรีมสุดๆ คือส่วนใหญ่จะตายทั้งน่านน้ำ เพราะการฟอกขาวมันจะเกิดขึ้นทุกระดับความลึกนะครับ เพราะฉะนั้นที่มีการกล่าวอ้างว่าเกิดจากการฟอกขาวมันไม่เกี่ยว ทำไมที่ 5 เมตรปะการังไม่ตาย ตายเฉพาะที่ตื้น ตายเฉพาะที่หาดด้วย ซึ่งข้างหลังเกาะตาชัยในส่วนที่เรือสปีดโบ๊ทไม่เข้ายังอุดมสมบูรณ์ดีอยู่ กัลปังหาสวยงาม เจอปลาเป็นร้อยตัว คือยังโอเคหมดทุกอย่าง แต่พอไปหน้าหาดปุ๊บ... นี่คือ Tourism Effect จริงๆ พารามิเตอร์ทุกอย่างชี้ไปที่อย่างเดียวเลยครับว่ามันเกิดจากคน

แต่ส่วนที่ยังดีอยู่ถ้าอุทยานฯยังไม่ควบคุม Carrying capacity (ความสามารถในการรองรับ) ไม่ควบคุมจำนวนคนที่จะให้เข้าไป หรือไม่ควบคุมจำนวนนักดำน้ำ ก็คงเละเทะ อย่างทุกวันนี้ตามหลักคือจำกัดไม่ให้ลงไปเกินครั้งละ 40 คน แต่แทบทุกวันเราเห็นเรือมาจอดพร้อมกัน 6 ลำ ลำนึงบรรจุนักดำน้ำประมาณ 20 คนอยู่แล้ว คือคน 120 คนลงไปในที่ที่เดียวกัน ถามว่าจุดดำน้ำทำไมต้องลงไปพร้อมกัน ถ้าช่วงนั้นกระแสน้ำอ่อนดำน้ำง่าย เขาก็จะพยายามให้ลูกทัวร์ได้สิ่งที่สบายที่สุด เพราะฉะนั้นไม่มีใครบอกเดี๋ยวค่อยลง แล้วรออีกกลุ่มหนึ่งขึ้นก่อน เพราะถ้ารออีกกลุ่มหนึ่งขึ้นน้ำก็แรงซะแล้ว มันก็จะดำยาก ลูกทัวร์ก็จะรู้สึกไม่แฮปปี้ เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะลงจุดเดียวพร้อมกัน

-อันนี้เป็นหน้าที่ของอุทยานฯที่ต้องควบคุม?

คืออุทยานฯสามารถนั่งเรือมาเก็บเงินค่าดำน้ำได้ แต่อุทยานฯไม่ได้จำกัดคน ปกติอย่างเมืองนอกเวลาผมไปดำน้ำ อินโด มาเลย์ ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี อุทยานฯ เขาจะสตริกท์มากฮะ เรือจะเข้าในแหล่งดำน้ำที่นี่ได้เต็มที่วันนี้ 15 ลำไม่ให้เกินจากนี้ และแต่ละที่ห้ามมีเรือเกิน 3 ลำในจุดที่ดำพร้อมกัน เพราะฉะนั้นตอนเช้าเขาเลยต้องออกกันตั้งแต่ตี 5 เพื่อไปจองคิวว่าฉันอยากจะลงตรงจุดสวยๆ ตอนน้ำไม่แรง เป็นการผลักภาระให้บริษัททัวร์แข่งกันเองว่าต้องไปให้ถึงเช้าที่สุดเท่าที่จะเช้าได้ คือเมืองนอกเป็นแบบนี้หมดเลยกฎกติกาเคารพมาก เจ้าหน้าที่สตริกท์มาก เรือเกิน 3 ลำเมื่อไหร่เขาปรับเลย ยกตัวอย่างมาเลเซีย เวลาเราไปดำน้ำมันมีเกาะที่เรียกว่าสิปาดัน ถ้าคุณไปดำน้ำ 5 วันคุณจะได้โควต้าเข้าเกาะนี้วันเดียว ถ้าอยากดำเพิ่มคุณต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 5,000 บาทต่อวัน เพื่อที่จะดำที่นี่ซ้ำ และต่อให้คุณมีเงินล้านนึงคุณก็ไม่สามารถดำสามวันติดกันได้ เพราะชื่อคุณจะไปโผล่สองวันติดแล้วเขาจะไม่ให้คุณเข้าอีก

ผมว่าส่วนหนึ่งการเก็บแพงมันจะทำให้...ถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวไม่มีระเบียบวินัย เที่ยวแบบขอให้ได้ไปเห็นขอให้ได้ไปถ่ายรูปแค่นั้นพอแล้ว เราจะมีความรู้สึกว่าการจ่ายเงิน 5,000 มันเว่อร์เกินไป เราจะไม่อยากไป ลองนึกภาพดูก็ได้ว่าถ้าตาชัยเก็บคนละ 10,000 บาท มันจะเป็นกลุ่มที่ฉันอยากเห็นจริงๆ ฉันยอมจ่ายเท่านี้ เหมือนกาลาปากอสน่ะครับ เวลาที่เราไปกาลาปากอส แค่รัศมีสองกิโลเมตรก่อนจะถึงเกาะ บุหรี่ยังห้ามสูบเลย ถ้าคุณเดินออกนอกเส้นทางเขาปรับคุณ 30,000 บาท และแบนไม่ให้เข้ากาลาปากอสอีก 3 ปี เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่ไปมันเหมือนมีความรู้สึกพิเศษ ฉันได้สิทธิมาฉันควรถนอมสิทธินั้น เผื่อฉันอยากมาอีก จะต้องไม่ทำอะไรที่ผิดกฎกติกา ขณะที่อุทยานฯบ้านเราต้องการตัวเลขต้องการจำนวน ก่อนหน้านั้นเวลาเขาใช้เหตุผลเขาจะบอกว่าสนับสนุนททท.ให้มาเที่ยวไง แต่จริงๆ แล้วเปล่าเลยครับ อุทยานฯสามารถชี้แจงกับททท.ได้ว่ามันเข้าได้แค่นี้

คืออุทยานได้ค่าข้าวไงครับ เหมาจ่ายหัวละ 250 บาท เพราะฉะนั้นอุทยานฯบอกว่าห้ามเรือทำกับข้าวมา เพราะอุทยานฯจะทำเอง ใช้น้ำจืดบนเกาะ ตอนหลังนักท่องเที่ยวเยอะมากน้ำจืดไม่พอ เลยต้องซื้อเครื่องทำน้ำจืดขึ้นไป เอาน้ำมันขึ้นไป สตาร์ทเครื่องทำน้ำจืดอยู่หลังเกาะ แล้วแหล่งน้ำจืดบนเกาะสมัยก่อนที่ไม่เคยมีคนมันก็จะเป็นแหล่งน้ำให้ต้นไม้บ้างให้สัตว์บ้าง ลองนึกภาพว่าถ้าฝนไม่ตกเลย ประมาณเดือนสองเดือน หรือถ้าเกิดน้ำจืดถูกมนุษย์ใช้ไปหมดแล้ว มันจะมีผลกระทบนะครับ ต้นไม้ สัตว์ ทุกอย่าง คือไม่ใช่บอกว่าเราจะอนุรักษ์จ๋า เพียงแต่ว่าเมื่อมันมีผลกระทบเราจึงต้องทำแผนแม่บท แผนแม่บทจะเป็นตัวกำหนดเองว่าเกาะนี้รับได้เท่าไหร่ จริงๆ คำว่า 70 คน มันเป็นเหมือนเข้าคิวรอร้านอาหารน่ะครับ คือพอครบ 70 คนปุ๊บ คนที่ 71 ต้องรอคิว มีคนออกมาคนนึงเข้าได้คนนึง ออกมา 30 เข้าได้ 30

ต้องเข้าใจว่าถ้าเกิดมีคน 600 คนขึ้นไปบนเกาะพร้อมกัน แค่เดินบนหาด ทางเดินถ้าไม่ได้กำหนดไว้ ทรายที่มันแน่นขึ้นมีผลนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของแมลงเอยอะไรเอย พวกที่กินซากพืชซากสัตว์ แม้กระทั่งการที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯกวาดใบไม้ให้เกาะสะอาดแล้วไปเผา จริงๆ ใบไม้มันเป็นไปตามฤดูกาล พอลงมาปิดชั้นหน้าดินมันทำให้ทรายชื้นอยู่ตลอด จุลินทรีย์ทำงานได้ มดแมลงที่หากินบริเวณหน้าดินมันยังอยู่ได้ แต่อันนี้คือกวาดๆ ไปกองแล้วก็เผา ซึ่งถ้าเรียนนิเวศวิทยามาจะรู้ว่ามันกระทบทุกอย่างครับ

อย่างปูไก่ทุกวันนี้ยังต้องจับใส่ลังเลย เพราะขี้เกียจพาไปเดินดู แล้วปูเป็นปูบกก็เอาไปแช่น้ำทะเล เพื่อให้ถ่ายรูปอยู่ริมทะเลแล้วสวย ปกติมันไม่ได้ยุ่งกับหาดอยู่แล้ว เขาไม่สามารถเดินบนทรายได้อย่างดีอยู่แล้ว ทรายร้อนมาก ปูไก่หลายตัวตายเพราะสาเหตุนี้คือเอาไปแช่น้ำทะเลบ้าง เอาไปทำอะไรบ้าง คือผมกำลังจะบอกว่าจริงๆ มันขึ้นกับเจ้าหน้าที่แหละครับ ถ้าเจ้าหน้าที่สตริกท์ไม่ให้ทำโน่นไม่ให้ทำนี่ ไม่ให้ใครทำผิดแผนแม่บทก็ไม่มีใครกล้าหรอกครับ ซึ่งแผนแม่บทถูกเขียนมาโดยนักวิชาการและไม่ได้อนุรักษ์จ๋าขนาดนั้น แผนแม่บทเองก็บอกว่าท่องเที่ยวได้ แต่จำกัดจำนวนคน ถ้าเจ้าหน้าที่จำกัดนะครับ บอกว่ารับได้แค่นี้ ประมูลเลยให้โควต้า

อย่างเมืองนอกเขาจะนั่งดูเลย เรือคุณใช้เครื่องยนต์สองจังหวะไม่ให้เข้าเพราะมันปล่อยมลพิษ ถ้าเครื่องยนต์สี่จังหวะเป็นมารีนเอนจิ้น คือเครื่องยนต์ที่ใช้กับน้ำทะเล น้ำมันไม่รั่วซึม ควอลิตี้มาตรฐาน มีอาหารกล่อง มีที่เก็บขยะบนเรือ ไม่ปล่อยน้ำจืดทิ้ง มีห้องน้ำบนเรือเรียบร้อย เป็นเรือคุณภาพคุณจะได้โควต้าเยอะ เพราะฉะนั้นมันก็กดดันให้บริษัทที่ยังไม่ได้มาตรฐานต้องปรับปรุงเรือให้ดีเพื่อให้ได้โควต้ามากขึ้น เมืองนอกแข่งกันแบบนี้หมดเลยครับ สรุปสุดท้ายเรือทุกลำคุณภาพดีหมด เพียงแต่บ้านเรามันไม่ใช่ไง

-ดูเหมือนว่าปัญหาหลักๆ อยู่ที่การจัดการ?

ผมเน้นเลยนะครับ ถ้าขึ้นไปหมื่นคนแล้วปะการังไม่หักไม่ตายสักอัน ขึ้นไปเลย คุณจะขึ้นไปเที่ยวเท่าไหร่ก็ได้ ถ้ามันไม่มีผลกระทบ เหมือนวัดพระแก้วสมมติคุณปล่อยนักท่องเที่ยวเข้าไปวันละห้าหมื่นคน แต่เจ้าหน้าที่คุมทุกห้าเมตรไม่มีใครได้แตะผนังเลย มันไม่มีผลกระทบอะไรเที่ยวไปเถอะครับ อย่างตาชัยขึ้นไปวันละหมื่นคนก็ได้ ถ้าปะการังมันยังอยู่เหมือนเดิม ต้นไม้ยังอยู่เหมือนเดิม ปูยังอยู่เท่าเดิม แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น ทางออกของปัญหาพวกนี้ โมเดลเมืองนอกมีเยอะมากครับ ผมเพิ่งนำเสนอให้อาจารย์ธรณ์ไปคราวที่แล้ว หนึ่งสร้างท่าเรือไว้ข้างหลังเกาะ เป็นท่าเรือน้ำลึกไงครับ คือไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับปะการังน้ำตื้นเลย จอดเรือมีบอร์ดวอล์ค คือบอร์ดที่ยกสูงจากพื้น ใบไม้ยังอยู่ สัตว์ยังเดินผ่านได้ บอร์ดวอร์คพวกนี้เขาใช้กันทั่วโลก ปาปัวนิวกินียังมีเลยขนาดประเทศทุรกันดาร

คือผมกำลังจะบอกว่าทุกอย่างที่ทำตอนนี้อุทยานฯอยากได้เงิน เลยทำอาหาร มีโรงครัว 4 โรง สิมิลันมีโรงอาหาร 5 โรง ตอนผมไปอยู่สมัยก่อนจะผัดข้าวให้ทีต้องงัดแม่ครัวนะครับ คือแม่ครัวจะเปิดครัวตอนเย็นเท่านั้น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ พอนักท่องเที่ยวเยอะก็ต้องทำอาหารเยอะ นักท่องเที่ยวกินไม่หมดเศษอาหารเหลือก็เอาไปทิ้ง เน่าเสีย หนูที่ติดมาจากเรือหรืออะไรก็แล้วแต่ พวกนี้มันแพร่กระจายเร็วมาก ไปกินไข่พวกนก งู หรือไปกัดกระรอก ก็คือสัตว์พื้นถิ่นเดือดร้อน คราวนี้เจ้าหน้าที่บอกเดี๋ยวจะเบื่อเลย พอเบื่อหนูเสร็จปุ๊บกระรอกตาย บนเกาะค้างคาวตายเกลี้ยงเลยครับ นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว คราวนี้มันเป็นไซด์เอฟเฟกต์ กระทบไปเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันถ้าคุณหยุดโรงครัวทุกอย่างก็จบ ผู้ประกอบการเองถ้าเขาขายข้าวกล่องได้กล่องละ 300 บาทต่อวัน เขาก็ชิลล์มีแต่รายได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่มีใครเดือดร้อน อุทยานฯเดือดร้อนคนเดียวเพราะเงินไม่พอ

-อย่างนี้เท่ากับชี้มือไปที่อุทยานฯโดยตรง?

เจ้าหน้าที่ล้วนๆ กองอุทยานเลยครับ คือคนอื่นไม่สามารถง้างคุณได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตัวตามระเบียบ แผนแม่บทเนี่ยเอาขึ้นมากางเลย เจ้าหน้าที่ต้องรู้เลย เต็นท์ห้ามกางเกิน 20 หลัง ทุกวันนี้มี 240 หลัง ช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว สิมิลันมีคนขึ้นเกาะ 4,000 คน carrying capacity ของสิมิลัน 220 คนนะครับ ทุกวันนี้เอาบ้านพักขึ้น เปิดแอร์ 24 ชั่วโมง โทรศัพท์ดาวเทียม อินเตอร์เน็ต ทุกอย่าง ขายเบียร์ด้วย ถามว่าถ้ามันไม่มีอะไรเลย นักท่องเที่ยวขึ้นไปเขาก็อยู่สองวันเขาไปเรียกร้องอะไรก็ไม่ได้เขาก็กลับ แต่นี่อุทยานฯอยากได้รายได้พิเศษเลยต้องหาทุกอย่างมาเสริมเข้าไป เติมเข้าไป ทุกวันนี้อย่างที่ผมขึ้นไปครั้งหลังสุดมีบ้านพักเกิดขึ้น 6 หลัง คือเป็นรีสอร์ทเลยอ่ะ สำหรับผมนี่คือเขตอุทยานแห่งชาติ มีโรงอาหาร โรงครัว มีห้องน้ำ 20 ห้อง มีเครื่องทำน้ำจืด คือผมแทบจะจำเกาะไม่ได้

-เหมือนอุทยานฯไม่ได้ทำหน้าที่อนุรักษ์แต่ทำธุรกิจแทน?

ถูกต้อง คือทำรีสอร์ทครับ ระบบที่เขาทำถ้าเป็นรีสอร์ทถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เพราะว่าวางระบบไว้อย่างดี เพียงแต่ว่าเป็นการผูกขาดเท่านั้นเอง คือปัญหาหลักๆ มันอยู่ที่อุทยานฯ แต่ด้วยความที่เงินมันเยอะมาก ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครกล้าพูด ในวงการนักวิชาการเขาคุยกันเลยว่าสิมิลัน ชื่อเล่นๆ คือ อุทยานร้อยล้าน ปีหนึ่งสุรินทร์-สิมิลันสามารถทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 300 ล้าน แต่ตัวเลขที่ชี้แจงในหนังสือกรมฯคือ 6 ล้าน 5 แสนบาท ลองนับจากนักท่องเที่ยวก็รู้แล้วครับ ผู้ประกอบการก็รู้ เพียงแต่อย่างที่บอกถ้าผู้ประกอบการต่อต้านไปเขาก็สูญเสียรายได้มันเป็นเรื่องธรรมดา

-ฟังดูเหมือนทะเลอันดามันอาการหนักมาก?

สุรินทร์ สิมิลัน ตาชัย ในศัพท์นักวิชาการเรียกว่าเป็น Last legacy คือเป็นมรดกสุดท้ายของเรา เราไม่มีอะไรดีกว่านี้แล้ว คราวนี้ประเด็นมันอยู่ตรงทุกองค์กรอยากดูแลที่นี่ เพราะถึงจุดหนึ่งมันเป็นจำนวนเงินมหาศาลมาก แต่ถ้าถามผม ผมบอกผมไม่ลุ้นหรอกว่าจะต้องปิดหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมว่าไม่ต้องปิด แต่เที่ยวมากที่สุดเท่าที่จะไม่เสียหาย นั่นคือแนวคิดของนักวิชาการ แต่หลายคนจะชอบใส่ความกลุ่มนักวิชาการว่าต้องการให้ปิดๆ จริงๆ แล้วคำว่าปิดเนี่ย คือปิดเพราะว่าเราหาทางออกไม่ได้ เพราะพอเราบอกว่าให้เที่ยวมากที่สุดที่จะไม่กระทบ มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน เพราะเขาได้เงิน ถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ขอให้มันมีหน่วยงานสักหน่วยงานนึง อย่างน้อยๆ โกงน้อยลงหน่อยก็ได้ คือเราก็รู้ว่าประเทศไทยเป็นยังไง แต่ขอนิดนึงขอแค่ให้เกาะมันประคองตัวเองอยู่ได้โดยเอานักวิจัยลงไปทำแผนแม่บทใหม่ เพื่อที่จะรองรับการท่องเที่ยวได้โดยไม่ให้กระทบกับตัวทรัพยากร เป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ผมว่าถึงจุดหนึ่งมันต้องมีหน่วยงานขึ้นมาใหม่ตรวจสอบการทำงานของอุทยานฯ แต่ทุกวันนี้ต้องขอบคุณโซเชียลมีเดียที่ทำให้คนอื่นเห็นเร็วมาก ถ้าอนาคตมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ใหม่ เราอยากให้มีอาสาสมัครไปอยู่บนเกาะคอยดูว่าเขายังทำอาหารกันอยู่มั้ย นักท่องเที่ยวเกินมั้ย อาจจะสร้างเครือข่ายหรือหน่วยงานมาติดตามดู เป็นหน่วยงานที่เป็นกลาง พอขึ้นไปอยู่ปุ๊บไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องไปด่าเขา ทำหน้าที่รายงานอย่างเดียวว่าตอนนี้มันผิดแผนแม่บทแล้วนะ แค่นี้แหละครับ พอมันเป็นข่าวเรื่อยๆ ผมมั่นใจว่าไม่มีหัวหน้าอุทยานฯคนไหนอยากมาเป็น ต่อไปพอมันอยู่ยากๆ จะเหลือแต่คนดีๆ ที่อยู่ได้ ตอนนี้ผมเองกับเพื่อนก็กำลังจะทำเพจใช้ชื่อว่า หลงทะเล ต่อไปใครไปแล้วเห็นอะไรไม่เหมาะสม เอามาลงได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดว่าเป็นสุรินทร์หรือสิมิลัน ทรัพยากรทางทะเลใครเห็นอะไรที่ดูแล้วไม่ชอบมาพากล หรือคิดว่าน่าจะนำไปสู่ผลเสียก็สามารถเอามาแชร์ได้

-ภาพข่าวความเสียหายของทะเลอันดาแรงขนาดนี้ ความหวังในการเป็นมรดกโลกลดน้อยลงไปไหมคะ

  มรดกโลก มันเป็นความหวังส่วนหนึ่งของเรา เพราะถ้ายูเนสโกประกาศว่าที่นี่เป็นมรดกโลกก็จะมีคณะกรรมการเข้ามาดู ในฐานะมรดกโลกจะมีกฎข้อบังคับพื้นฐานหลายอย่าง เช่นถ้ามีพื้นที่สิ่งปลูกสร้างเยอะเกินไปต้องรื้อถอน โดยใช้กฎของยูเนสโกบังคับ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เราคาดหวัง อย่างสิมิลันนี่โดนแน่ๆ แอร์คอนดิชันเนอร์มันไม่สามารถอยู่บนนั้นได้ต้องรื้อทั้งหมดเลย เหลือแต่สิ่งปลูกสร้างที่มีความจำเป็น เช่นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัย สถานพยาบาลฉุกเฉิน แค่นั้นเอง ซึ่งก็ทำให้บางส่วนไม่อยากให้เป็นมรดกโลกเพราะมันเป็นการทุบหม้อข้าวหม้อแกง แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ถ้าถามผม ถ้าหมดสองเกาะนี้คือ สุรินทร์ สิมิลัน หมดแล้วนะครับ เราจะไม่เหลืออะไรให้ศึกษา จากที่เราเคยอยู่อันดับสี่อันดับสามของโลก ตอนนี้คือเราไม่ติดอันดับแล้วนะครับ

  ในฐานะช่างภาพ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ ของที่มันมีอยู่แล้วมันหายไป คนที่เกิดทันก็จะมีความรู้สึกว่า โอเค ฉันจำได้ว่าที่นี่มีอะไร ขณะที่เด็กที่โตขึ้นมารุ่นใหม่ๆ เขาจะไม่รู้จักของพวกนี้ มันเคยมีอยู่ในประเทศไทยด้วยเหรอ เพราะฉะนั้นพอเด็กๆ ไม่มีอะไรชี้นำให้เกิดแรงบันดาลใจ เราจะไม่เหลือบุคลากรด้านนี้ที่มีคุณภาพ เพราะทุกคนอาจรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ จะไปเป็นนักอนุรักษ์ทำไมเมื่อไม่มีอะไรให้อนุรักษ์

ตอนนี้ที่ต้องรีบทำคือการเที่ยวอย่างยั่งยืน ต้องให้ความรู้คนว่าเที่ยวแบบนี้เที่ยวได้สามปี แต่ถ้าเที่ยวอีกแบบจะเที่ยวได้ร้อยปี ที่ผ่านมาเรามีแต่ชื่อครับ Sustainable Tourism การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมันไม่เคยมีจริง แต่ในขณะเดียวกันเมืองนอกเขาทำได้ และเขายังเที่ยวกันอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้โดยทรัพยากรก็ยังสมบูรณ์สุดๆ ไปเลย ผมว่าต้องเอาเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนกลับมาคุยกันในภาครัฐให้มันชัดเจนและมีรูปธรรมมากกว่านี้