'เสี่ยเจียง-จา พนม' ศึกบุญคุณและความแค้น?

'เสี่ยเจียง-จา พนม' ศึกบุญคุณและความแค้น?

ฮอตโซเชียล "เสี่ยเจียง" จัดหนัก! เล่น "จา พนม" จนทำเอาหนังดัง "Fast 7" ถูกคำสั่งศาลห้ามฉายชั่วคราว..ศึกบุญคุณและความแค้น..ใครเป็นตัวประกัน?

ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ กรณีค่ายหนังสหมงคลฟิล์ม ของ "เสี่ยเจียง" สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ ร้องศาลแพ่งเกี่ยวกับฟ้องร้องเรื่องสัญญาอดีตนักแสดงในสังกัด "จา" พนม ยีรัมย์ จนเป็นที่มาของศาลออกคำสั่งห้ามฉายภาพยนตร์ Fast And Furious 7 ชั่วคราว

เรื่องดังกล่าว หน้าเพจเฟซบุ๊ค Sahamongkolfilm International โดนถล่มอย่างหนักจาก "คอหนัง" ที่รอชมภาพ 7 ของFast & Furious ติเตียน "เสี่ยเจียง" ไปต่างๆ นานา

ขณะที่ "จา" พนม ยีรัมย์ หรือ "โทนี่ จา" เผยกับสื่อในงานแถลงข่าวโปรโมทภาพยนตร์ไทย เรื่อง "skin trade คู่ซัดอันตราย" ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ ว่า "เรื่องสัญญากับสหมงคลฟิล์ม อดีตก็คืออดีต ความสำเร็จในเมืองไทย เป็นอีกก้าวหนึ่ง สหมงคลฟิล์ม เป็นผู้มีพระคุณ ผมนึกอยู่เสมอว่า ผมจะทำอะไรให้กับประเทศไทยได้ และจะทำยังไงให้เป็นพลังบวก ในเมื่อโอกาสมา ผมต้องพัฒนาต่อไป ถ้าเราหยุดอยู่กับที่ ท้อถอย ก็จะไม่มีวันนี้เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ผมทำในวันนั้น ก็คือวันนี้ มันเป็นการต่อยอด (คดีความฟ้องร้อง) ผมมาแถลงข่าวภาพยนตร์ ผมไม่ขอชี้แจงอะไร ถามว่าได้คุยกับเสี่ยเจียง หรือยัง ผมไม่ขอชี้แจง เราตั้งใจว่ามาที่นี่เพื่อจะมาแถลงเรื่อง skin trade"

ถ้าย้อนกลับไปช่วงความขัดแย้งระหว่าง "เสี่ยเจียง" กับ "จา พนม" เมื่อ 2 ปีก่อน (สิงหาคม 2556) ซึ่งฝ่ายเสี่ยเจียง เผยว่า การที่จา พนม จะไปเล่นหนังเรื่องดังกล่าวว่า หนังต่างประเทศ เขาก็ขอรับเอง โดยไม่ผ่านทางบริษัท ถามว่าผมกลัวเสียผลประโยชน์หรือไม่ จะเรียกว่าเสียผลประโยชน์ก็คงไม่ดี เพราะเราเป็นบริษัท ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ของตัวเองอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าเห็นแก่ตัว ถ้าเขาได้ไปเล่นหนังต่างประเทศ ถือว่าดี สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ต้องดีใจกับเขาด้วย

"ถึงเราจะไม่ได้ประโยชน์หรือส่วนแบ่งจากเขาก็ไม่เป็นไร เพราะตั้งแต่ทำสหมงคลฯมา เราไม่ได้กินส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์กับใคร เราไม่เคยทำอยู่แล้ว แต่ในส่วนของสัญญาใหม่ของจา เซ็นไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ผมคิดว่าใน 2-3 วันนี้ จาคงต้องมาบอกรายละเอียดเรื่องหนัง เพราะว่าก่อนหน้านี้ จาเคยเข้ามาคุยเรื่องการจะถ่ายโฆษณาของเป๊ปซี่หรือโค้กนี่แหละ แล้วเขาก็มีการพูดถึงการรับหนังต่างประเทศ แต่ผมก็ไม่รู้เขาจะไปรับเรื่องอะไร เพราะเขาขอที่จะรับงานต่างประเทศด้วยตัวเอง" เสี่ยเจียงกล่าว

นอกจากนี้ เสี่ยเจียงยังบอกด้วยว่า รู้สึกยินดีหากจาไปรับหนังต่างประเทศจริงๆ

"คนจะดัง จะไปว่าอะไรเขาล่ะ อย่างตอนที่ยังไม่ดัง เขาอาจจะต้องมากราบเท้าเรา พอดังแล้ว เราอาจจะต้องกราบเท้าเขาก็ได้..ถ้าเขาไปรับหนังต่างประเทศจริงๆ เขาก็น่าจะใช้เวลาแค่ 1-2 เดือน ที่จะไปถ่ายทำ ซึ่งส่วนนี้เราก็ต้องให้เขาตัดสินใจเอง เพราะว่าเขามีผู้จัดการของเขาที่ดูแลตัวเขาอยู่ เพราะถ้าหากให้ทางเราดูแล เราอาจไม่ให้เขาไปเล่นก็ได้ ถ้าเราดูเอง ถ้าบทเป็นตัวร้าย หรือไม่เด่น ไม่ใช่พระเอก เราก็จะไม่ให้เขาเล่น" เสี่ยเจียงกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนนักแสดงจะไม่สนใจกับต้นสังกัดเดิม จนเกิดปัญหาตามมา เพราะเมื่อเดือนกันยายน ปีเดียวกัน (2556) "เสี่ยเจียง" แถลงข่าวอีกครั้ง ขู่นักแสดงในสังกัดว่าจะยื่นโนติส ที่ละเมิดสัญญาเล่นหนังฮอลลีวู้ดโดยไม่ขออนุญาต

"ที่จัดงานแถลงข่าวครั้งนี้กลัวผู้สื่อข่าวเข้าใจผิด เพราะก่อนหน้านี้ เราเคยบอกว่ายินดีให้เขาไปแสดงภาพยนตร์เรื่อง ฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส 7 เพราะเราเห็นว่าการที่เขาไปเล่นหนังฮอลลีวู้ดจะเป็นการสร้างชื่อให้นักแสดงไทย แต่หลังจากที่เราแถลงข่าวไป จาก็ยื่นโนติสมาว่า ผมไม่มีสัญญากับเขาแล้ว เขาไม่ได้อยู่ภายใต้สัญญาเรา การที่เขาจะทำอะไรไม่เกี่ยวกับผม ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งต่อสัญญากับสหมงคล 10 ปี ผมไม่รู้ว่าเขาออกมาพูดได้ไง การที่ผมออกมาพูด

"ผมไม่ได้หวังจะได้เปอร์เซ็นต์จากหนังที่เขาเล่น แต่ผมอยากให้หนังต่างประเทศแจงเรื่องของจากับเราให้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นผมก็จะยื่นโนติส ก็แค่นั้นเอง ส่วนจะยื่นไปที่จา หรือเอเยนซีนั้น ผมปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายความ หากจะอ้างว่าสัญญาที่เซ็นกับสหมงคลไม่เป็นธรรม ก็ให้ไปฟ้องกันที่ศาล ตอนนี้ให้ทนายจัดการอยู่ ไม่รู้จะพูดยังไง มันเรื่องของทนาย ผมไม่อยากเกี่ยวข้องมาก ผมอยากให้รู้ว่าบริษัททำถูกต้องตามสัญญาทุกประการ”

เสี่ยเจียงยังแจงต่อว่าในสัญญามีลายเซ็นรับทุกอย่าง ซึ่งสหมงคลส่งสัญญาไปให้นักแสดงหนุ่มที่จ.สุรินทร์

ขณะนั้น สื่อถามถึงระยะเวลาตลอด 2-3 ปี ที่เสี่ยเจียงคอยแถลงข่าวแทน จา แล้วบอกเสมอว่ารักจาเหมือนลูก ซึ่งในวันนี้บิ๊กบอสของสหมงคลกล่าวทันที ว่าอย่าให้พูดดีกว่า

"มันโตแล้ว มันโตเกินไป ผมเคยบอกปรัชญาตอนเอามันมาเล่นหนังองค์บากเรื่องแรก มันกราบผมยังกับพ่อ แต่ทุกวันนี้ผมต้องไปกราบมันยังกับพ่อ เพราะมันใหญ่แล้ว วันเวลามันเปลี่ยนไปเราต้องเข้าใจ (แสดงว่าเสียใจ) เป็นธรรมดา ไม่ขอพูดดีกว่า ส่วนวันที่ 23 ตุลาคมที่จะมีงานเปิดตัวหนังต้มยำกุ้ง 2 เขาต้องมาร่วมงาน เพราะเขามีสัญญาในหนัง ซึ่งเขาต้องโปรโมทในสัญญาใหม่ก็มี" บิ๊กบอสสหมงคล กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ "เสี่ยเจียง" เดินเกมแรง! ร้องศาลจนหนังดังไม่สามารถฉายได้ กลายเป็นที่น่าสนใจว่า "คอหนัง" จะเข้าใจ "ปมขัดแย้ง" ที่เกิดขึ้นมารวม 2 ปีกว่าหรือไม่?

ขณะเดียวกัน "เสี่ยเจียง" คงต้องระวัง "กระแสตีกลับ" จากแฟนหนังที่ไม่พอใจ "ปลุกพลังแอนตี้" ขึ้นมา ก็จะเสียหายต่อหนังในสังกัดค่ายสหมงคลฯ ได้เหมือนกัน

เกมแรง! ที่มีแฟนหนังFast 7 เป็น "ตัวประกัน" ระหว่างศึก "เจียง-จา" ใครประเมิน "กระแส" ผิดพลาด..ระวังจะได้ไม่คุ้มเสีย??