รีเฟรช หน้ากระดาษ

รีเฟรช หน้ากระดาษ

เมื่อเทคโนโลยีเปิด โลกหนังสือก็เปลี่ยน

เวลานี้เราเห็นสำนักพิมพ์ไทยกว่า 400 สำนักพิมพ์ ออกร้านเกือบพันบูธในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 43 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 13 รวมคร่าวๆ มีหนังสือใหม่วางโชว์ให้เห็นประมาณ 500 ปก ครบทุกแนวที่หนอนหนังสือต้องการ

ตามข้อมูลที่สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เก็บไว้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา หนังสือที่ “กำลังมา” จนนิยายรักและหนังสือแนวธรรมะที่เคยรุ่งสุดๆ ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวก็คือ หนังสือภาพ หนังสือหุ้น หนังสือสอนให้รวย และหนังสือประวัติศาสตร์!

หนังสือก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่หมุนอยู่ในวงจรดีมานด์-ซัพพลาย จนเราได้เห็นหนังสือหลายประเภทผลัดกันขึ้นมาเป็นเบสท์เซลเลอร์ แต่หนังสือ 'นอกกระแส' ก็ใช่จะไร้ที่ยืน ยิ่งได้ตัวช่วยอย่าง "ออนไลน์"

เปิดจอง ก่อนพิมพ์

เทคโนโลยีจะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อคนใช้ รู้จักนำไปใช้ อย่างเช่นเว็บไซต์ www.readery.co ร้านหนังสือออนไลน์อันดับต้นๆ ที่กลุ่มสำนักพิมพ์อิสระทั้งหลายมักจะนึกถึง เมื่อคิดอยากจะฝากขายผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งมีการสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์

"ร้านออนไลน์ของเรา หนังสือจะมาจากสำนักพิมพ์เล็ก ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มนิช (Niche) ค่อนข้างมาก ด้วยความที่ร้านหนังสือมีหัวหนังสือเยอะขึ้น คนก็เริ่มเห็น และรับรู้ว่า เราขายหนังสือในหมวดนี้” นัฏฐกร ปาระชัย เจ้าของร้านหนังสืออนไลน์ www.readery.co บอก โดยหนังสือหลักๆ ที่วางขายจะอยู่ในหมวดวรรณกรรมแปล ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าที่ติดตามข่าวสารอยู่ในหลักหมื่น ถ้าวัดจากยอดไลค์ก็อยู่ที่กว่า 15,000 ไลค์ และถ้าดูจากยอดการสั่งซื้อราว 50 ออร์เดอร์ในวันปกติ แต่ถ้ามีหนังสือออกใหม่ ยอดก็จะขยับขึ้นไปถึงร้อยกว่า นั่นหมายถึง ศักยภาพในการขายของเว็บไซต์ดังกล่าว

เมื่อฐานลูกค้าชัดเจน ก็ถึงเวลาแสดงศักยภาพของความเป็นออนไลน์ให้เห็นเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา เว็บดังกล่าวได้ร่วมกับกลุ่ม “วรรณกรรมไม่จำกัด” จัดตั้งการ "ระดมทุนก่อนพิมพ์" (Crowdfunding) ให้บรรดาผู้ที่สนใจมาลงชื่อจองหนังสือ คล้ายกับพรีออร์เดอร์ให้อุ่นใจว่า ถ้าพิมพ์แล้ว.. ไม่เจ๊ง

ที่เพิ่งผ่านไป คือ การเปิดให้พรีออร์เดอร์นวนิยายแปลเรื่อง Moby-Dick ของ Herman Melville ผ่านช่องทางออนไลน์ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยมีการแจกแจงต้นทุนของหนังสือว่า ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เช่น ค่าแปล ค่าจัดพิมพ์ ค่าขนส่ง เมื่อรวมกันแล้วก็จะพอดีกับจำนวนยอดที่จะขายหนังสือได้ขั้นต่ำตามที่ตั้งไว้ คือ 700 เล่ม แต่ปรากฏว่า มีคนสนใจสั่งซื้อทะลุยอดที่ตั้งไว้ และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิมพ์เพื่อส่งให้นักอ่าน

“สิ่งที่เกิดขึ้นเปลี่ยนไปพร้อมกับโซเชียลเน็ตเวิร์คและอินเทอร์เน็ต อย่างเช่นโปรเจคระดมทุน เมื่อก่อนคงทำไม่ได้ เราจะตั้งโต๊ะอยู่ที่สยาม แล้วใครจะมา แต่ที่นี้เราเปิดในเน็ต แล้วใครอยู่ตรงไหนก็ช่วยระดมทุนได้” โจ วรรณพิณ เจ้าของร้านอีกคนแสดงความเห็น

ด้วยวัตถุประสงค์ตั้งต้น ไม่ใช่เพราะอยากทำธุรกิจ โปรเจคระดมทุนจึงเป็นไปในรูปแบบไม่แสวงผลกำไร โดยต้นฉบับที่เลือกมาเป็นประเภท Public Domain ที่ผู้เขียนเสียชีวิตไปแล้วเกิน 50 ปี ทำให้ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ และหลังจากพิมพ์ออกมาแล้วก็จะให้ปล่อยให้ดาวน์โหลดไฟล์พีดีเอฟได้ด้วย

เจ้าของร้านหนังสืออนไลน์ทั้งคู่เห็นว่า การมาถึงของอินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลมีเดีย ได้รวมคนที่มีความสนใจคล้ายๆ กันไปอยู่ในกระจุกอยู่ในที่เดียวกัน ซึ่งตอบโจทย์ได้มาก และประสบความสำเร็จได้ง่าย ถ้ามองเห็นปริมาณคนที่สนใจ อย่างเช่น ตอนนี้ก็จะรู้แล้วว่า กลุ่มคนที่จะสนับสนุนงานของโครงการวรรณกรรมไม่จำกัดรอบถัดไป อย่างน้อยก็มีแล้ว 500-700 คน

"ธุรกิจยุคใหม่ มัน niche ขึ้น เฉพาะกลุ่มแล้วจะอยู่รอด ไม่ได้ทำอะไรใหญ่โต ทั้งเรื่องระดมทุน และที่เราเห็น มันตอบโจทย์มากเลย จะมองอะไรเป็น mass ไม่ได้แล้ว" โจบอก

เขียนเอง พิมพ์เอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดียทำให้ช่องว่างระหว่างนักเขียนและนักอ่านแคบลง ประกอบกับระบบการพิมพ์ที่ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ได้ทำให้นักเขียนหลายคนหันไปพิมพ์หนังสือเอง และขายเองผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้การสื่อสารผ่านแฟนเพจคอยส่งข่าวถึงกัน
เวลานี้บรรดานักเขียนที่มีฐานแฟนคลับของตัวเองเริ่มหันมาทำ “หนังสือทำมือ” มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานเขียนแนวไหน ฟากกลุ่มนิยายที่เคยต้องอาศัยสำนักพิมพ์ในการพิจารณาต้นฉบับ ก็เริ่มหันมาเขียนเอง พิมพ์เอง โดยการพิมพ์ระบบดิจิทัล หรือ Print on demand ซึ่งเป็นการพิมพ์ในจำนวนที่ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องเสี่ยงลงทุนมากอย่างสำนักพิมพ์ใหญ่ แต่ขายไม่หมดจนสต๊อกบวม

อาภัสพร สุภาภา นักเขียนนามปากกา “ภัสรสา” และ “yayoi” (ยา-โยย) ที่อยู่ในแวดวงนิยายและเรื่องสั้นมา 11 ปี มีงานตีพิมพ์ที่ได้รับความสนใจในชุด "ความรู้สึกดีที่เรียกว่ารัก" (พิมพ์กับสำนักพิมพ์ใหญ่) ก็เป็นคนหนึ่งที่หันมาทำหนังสือด้วยตัวเอง ตั้งแต่ลงมือเขียน จัดหน้า ออกแบบปก และติดต่อโรงพิมพ์เอง

"เราเข้าใจข้อจำกัดของสำนักพิมพ์ ด้วยความที่เป็นระบบใหญ่ ทุกวันนี้ ต้นฉบับมันเยอะมาก ในการที่จะสั่งพิมพ์แต่ละครั้ง มาทำเป็นหลักร้อยก็ไม่คุ้มค่าแน่นอน นักเขียนก็ไม่ใช่คนไปคะยั้นคะยอให้ออกสิ หนังสือทำมือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้” อาภัสพรบอก

หนังสือทำมือสำหรับเธอเป็นเล่มที่ภูมิใจมาก เพราะได้ทำเองทุกอย่าง เธอได้เรียนรู้การจัดอาร์ตเวิร์คเป็นครั้งแรกโดยอาศัยการสอนการใช้โปรแกรมจัดหน้าผ่านวิดีโอในยูทูบหรือตามบล็อกต่างๆ ส่วนขั้นตอนส่งต้นฉบับเข้าโรงพิมพ์แบบดิจิทัลก็ไม่ได้ยุ่งยาก ผลงานที่ออกมาก็เทียบเท่าหนังสือที่พิมพ์ในระบบสั่งพิมพ์จากเพลทได้เลย

"ระบบโรงพิมพ์เขารองรับรับนักเขียนเยอะมาก” อาภัสพรบอก เธอยังไม่เห็นข้อเสียอะไรจากการที่ออกมาทำเอง นอกจากต้องลงทุนเหนื่อยหน่อย ทั้งนี้เธอยอมรับว่า จะทำหนังสือเองได้จะต้องมีผลงานตีพิมพ์ให้เป็นที่รู้จักมาก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีกลุ่มคนอ่านที่คอยติดตามผลงานและยอมซื้อ

"ถ้าจะทำ ควรมีนักอ่านของตัวเองก่อน อยากให้เคยเข้าระบบก่อน ผลงานเป็น public พอให้มีคนรู้จักก่อน ไม่งั้นเราก็จะไม่รู้ว่า นักอ่านของเราเป็นยังไง แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีช่องทางติดต่อนักอ่าน"

ช่องทางที่เธอหมายถึงก็คือ แฟนเพจและเว็บไซต์ ที่รวบรวมผลงานไว้ตั้งแต่แรก และใช้พูดคุยกับแฟนๆ ของเธอได้ ซึ่งตอนนี้เธอเทน้ำหนักไปที่แฟนเพจมากกว่า เพราะเข้าถึงคนอ่านได้ทันที ไม่ต้องมีขั้นตอนยุ่งยาก อย่างเรื่องสั้น “สารพันรัก” ที่เตรียมจะส่งถึงมือแฟนคลับ ก็ใช้การบอกวิธีการสั่งพรีออร์เดอร์ผ่านแฟนเพจ เพื่อคะเนว่าควรจะพิมพ์ออกมากี่เล่ม ซึ่งสุดท้ายก็ลงล็อคที่จำนวน 350 เล่ม เกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้

"หนังสือทำมือมีทำมานานแล้ว แต่มันมีคุณภาพเยอะขึ้นมาก น่าทำมากขึ้น ถ้าคุณภาพยังเป็นเหมือน 5-10 ปีที่แล้ว บางทีเราอาจจะไม่ได้มาทำตรงนี้” เจ้าของนามปากกา “ภัสรสา” บอก

แจ้งเกิดจากโซเชียล

แฟนเพจหรือบล็อกนอกจากจะเป็นช่องทางที่นักเขียนผู้ติดตลาดใช้อัพเดทงานของตัวเองแล้ว หน้าหนังสือออนไลน์นี้ก็ได้ “feed” คนดังจากโซเชียลหน้าใหม่ให้เห็นอยู่เสมอ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีแฟนคลับของตัวเองไม่แพ้นักเขียนฝีมือดี การพึ่ง “กระแส” เพื่อ “สร้าง” หนังสือหนึ่งเล่มก็กลายเป็นวิธีการที่มีให้เห็นในหลายสำนักพิมพ์

...แม้จะเป็นกระแสใหญ่ เพราะมีกลุ่มคนกดไลค์การันตีความเป็นไปได้ของยอดขาย แต่ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นสิ่งสำคัญหลายอย่างของการสร้างหนังสือกลุ่มนี้

“ยอดไลค์เพจไม่ได้ช่วยเท่าไหร่” อนุรักษ์ ซาเสียง บรรณาธิการสำนักพิมพ์ springbooks ที่ตีพิมพ์เรื่องราวจากโซเชียลเน็ตเวิร์คไปแล้วประมาณ 50 เล่มใน 3 ปีที่ผ่านมาเอ่ย

หนังสือจากโลกเสมือนจริงโดย springbooks เช่น Salaryman’s diary บ่นบ่น ทูนหัวของบ่าว ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น คนที่ใครก็รู้ว่าคุณ ฯลฯ ซึ่งทางสำนักพิมพ์จะมีหนังสือกลุ่มนี้ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ของหนังสือทั้งหมด โดยอนุรักษ์ เล่าว่า การเลือกเพจในโซเชียลมาทำเป็นหนังสือ จะดูที่เนื้อหาที่คนสนใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่วนยอดไลค์เป็นเพียงตัวส่งเสริม เพราะเคยทดลองกับเพจที่มียอดไลค์เป็นแสนมาแล้ว แต่ปรากฏว่า ไม่ได้เปรี้ยงปร้างถึงขนาดได้พิมพ์ซ้ำ เพราะคนที่มาซื้อเป็นแฟนคลับ แต่ไม่ใช่ “นักอ่านตัวจริง"

"แม้เรื่องจะมีคนเคยเห็นแล้ว แต่ถ้าเนื้อหาดี เราก็เอามารวม คนอ่านแล้ว (ผ่านออนไลน์) ไม่ได้ความหมายว่า ไม่น่าสนใจ หรือบางทีเราอาจวางกันใหม่ ถ้านักเขียนโพสต์งานไป มันอาจมี 20 เปอร์เซ็นต์ เอามาขยายต่อได้ เป็นกะทิของเขา” บรรณาธิการสำนักพิมพ์ springbooks เล่าถึงวิธีการดึงเนื้อหาในเพจมาทำเป็นหนังสือ

แม้จะยืนยันว่า ยอดไลค์จะไม่ได้เท่ากับยอดขาย แต่เขาก็ยอมรับว่า ยอดไลค์เป็นจะช่วยยืนยันได้ว่า อย่างน้อยก็จะมีกลุ่มคนสนใจ

"ทุกครั้งที่เราทำหนังสือ จะพยายามประเมินอยู่แล้วว่าจะไม่เจ็บตัว เพราะว่าตลาดหนังสือไทยมันยากขึ้นมาก เราก็จะเลือกว่า จะเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เพจดังก็อาจไปได้ง่ายเพราะมีแฟนคลับ”

เช่นเดียวกับสำหรับสำนักพิมพ์หน้าใหม่อย่าง “ต้นมะนาว” ที่มีนักเขียนจากโซเชียลหลายคนมาพิมพ์หนังสือด้วย เช่น หมอหมีผู้เหี้ยมโหด จ่าพิชิต ขจัดพาลชน Hong14cafe ก็เห็นแบบเดียวกัน

“คนเข้าใจผิดเรื่องยอดไลค์” ศักดิ์ชัย วิจัยธรรมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการ สำนักพิมพ์ต้นมะนาว บอก ส่วนตัวเขาคะเนไว้ว่า กลุ่มคนอ่านในโซเชียลกับคนอ่านหนังสือจริงๆ จะมีส่วนทับกันไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ วิธีการทำหนังสือของเขาจึงเลือกที่จะให้เจ้าของเพจหรือบล็อกเขียนเรื่องราวใหม่มากกว่า เพราะสมัยนี้ หนังสือจะอยู่บนเชลฟ์ได้อย่างเก่งที่สุดก็ 6 เดือน จากนั้นต้องพิสูจน์ด้วย “เนื้อหา” ..หนังสือที่ขายได้นานควรตีตลาดกลุ่มคนที่เสพหนังสือ ไม่ใช่กลุ่มคนที่ซื้อเพราะเป็น “เซเลบ”

"ผมเข้าใจว่า การที่ให้คนที่อยู่ในโซเชียลอยู่แล้ว แล้วก็เขียนบนโซเชียล ซึ่งโดยปกติจากเฟซบุ๊ค เราก็เสพเรื่องพวกนี้ฟรีๆ อยู่แล้ว การที่เอาเขามารวมเล่ม มันจะไม่ค่อยได้ผล เพราะทุกคนจะเหมือนกับว่า เห็นแล้ว อีกอย่าง.. คนพวกนี้ไม่ได้เป็นคนเขียนหนังสือ การที่จับมาดิบๆ มันจะหาสาระไม่ได้ เพราะไม่ค่อยสอดคล้องกัน”

อย่างไรก็ตาม ศักดิ์ชัยก็ยอมรับเช่นเดียวกันว่า ความดังจากโซเชียลจะทำให้มีฐานคนที่สนใจอยู่แล้ว จึงไม่ต้องนับหนึ่งใหม่ในด้านการตลาด

“สมมติเขาเป็นนักร้อง แต่ผมเห็นว่า เขาเล่นละครได้ แล้วผมมีละครเรื่องนึงเหมาะกับเขา เราก็ทาบทามเขามาเล่นละคร"

วิธีการปั้นหนังสือแบบนี้ สำหรับเขา ไม่ว่าคนในโซเชียลจะมียอดไลค์เป็นแสนหรือหมื่น ก็สามารถมียอดขายในระดับที่เสมอกันได้
เขาแอบกระซิบด้วยว่า ตอนนี้ยอดขายของสำนักพิมพ์ต้นมะนาวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2 เท่า เช่นเดียวกับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กอีกมากมายที่กำลังโตขึ้น

...นับจากนี้ คือ โชว์ไทม์ของเหล่าเล็กพริกขี้หนูแห่งวงการหนังสือ