เมืองน่านในสายลมร้อน

 เมืองน่านในสายลมร้อน

ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนๆ "น่าน" ก็ยังเป็นเมืองเล็กๆ ที่สวยงามจับใจนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเสมอ

และเพราะเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง กอปรกับปี 2558 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคเหนือ ได้ดำเนินการส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวภาคเหนือ ด้วยการจัดกิจกรรม Go North Thailand ภายใต้แนวคิด “เที่ยวไหน...ไปเที่ยวเหนือ” เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยววันธรรมดา “แอ่วเหนือม่วนกั๋น มหัศจรรย์วันธรรมดา” และน่านก็เป็นจังหวัดน่าเที่ยวที่อยู่ในโครงการ


ในวันที่อากาศร้อนมาเยือน เมืองกลางหุบเขาเช่นน่านยังคงเงียบสงบ แม่น้ำน่านยังคงไหลเนิบช้า มีปริมาณน้ำเริ่มน้อยลงจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งในช่วงนี้ แม้แดดจะแรงในช่วงกลางวัน นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเยือนน่านอย่างไม่ขาดสาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจังหวัดน่านเริ่มเป็นที่สนใจของเหล่านักท่องเที่ยวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากปากต่อปาก และภาพถ่ายผ่านโลกออนไลน์ที่ถ่ายทอดกันแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้คนสนใจเดินทางเข้ามามากขึ้น


เมื่อนักท่องเที่ยวให้ความสนใจ ทางจังหวัดจึงได้เตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับนักท่องเที่ยว โดยจัดสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องห้ามพลาดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสใกล้ชิดด้วยการนั่งรถรางชมเมือง เริ่มต้นจากสักการะ เสาพระหลักเมืองประจำจังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ใน วัดมิ่งเมือง อำเภอเมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยบริเวณวัดมิ่งเมืองเป็นที่ตั้งของเสาพระหลักเมืองน่านนั้นมีสิ่งที่เด่นสะดุดตาคือ ศาลาจัตุรมุขลวดลายปูนปั้นสีขาว มียอดพรหมสี่หน้าเป็นตัวอาคารประดิษฐานศาลหลักเมือง ถัดเข้าไปเป็นโบสถ์ของวัด ภายในมีจิตรกรรมประวัติความเป็นมาของเมืองน่านตั้งแต่ต้นราชวงศ์ภูมามาจนถึงปัจจุบัน


มาเยือนน่านทั้งทียังมีวัดที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ วัดภูมินทร์ จุดเด่นของวัดนี้คือเป็นวัดที่สร้างทรงจตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ดูคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาค 2 ตัว อาคารนี้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหารและพระเจดีย์ประธาน โดยใช้อาคารในแนวตะวันออก-ตะวันตกเป็นพระวิหาร และอาคารแนวเหนือ-ใต้ เป็นพระอุโบสถ รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ในธนบัตรใบละ 1 บาท ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ ได้จำลองพระวิหารหลังนี้ไว้ด้วย


ภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม” ภายในวิหารเป็นชาดกในพุทธศาสนา ส่วนภาพสุดคลาสสิคอย่าง "ภาพกระซิบรักบันลือโลก" หรือภาพปู่ม่าน ย่าม่าน ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งดงามที่สุด และมีการนำไปใช้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วงของชาวไทลื้อ ซึ่งพ่อแม่จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้าตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า “เอาคำ ไปป่องกั๋น” หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน ยังมีภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง เป็นภาพที่สามารถบอกเล่าความเป็นเมืองน่านได้เป็นอย่างดี


อยู่ติดกันข้ามถนนมามี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมเป็น “หอคำ” ซึ่งเป็นที่ประทับและที่ว่าราชการของพระเจ้าสุริยพงษ์ฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2475 ใช้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดแห่งแรกของจังหวัดน่าน ต่อมาในปี พ.ศ. 2517 อาคารแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งให้เป็นสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ลักษณะการจัดพิพิธภัณฑ์จะใช้แสงธรรมชาติเข้าช่วย ตัวอาคารโปร่งมีหน้าต่างโดยรอบ ผู้มาเที่ยวจะรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในบ้านมากกว่าพิพิธภัณฑ์ ทำให้เพลิดเพลินในการเดินชมสิ่งของที่จัดแสดง


ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างจัดแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆ ในจังหวัดน่าน รวมทั้งเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของจังหวัด แต่ถ้าไปในช่วงนี้ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่านจะปิดปรับปรุงอาคารจัดแสดงชั่วคราวถึงวันที่ 22 กันยายน 2558 และก่อนจะไปที่อื่น แนะนำให้ไปชมวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย วัดน้อย ที่อยู่ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ฯ ตัววัดมีขนาดกว้าง 1.98 เมตร ยาว 2.34 เมตร สูง 3.35 เมตร วัดน้อยเป็นวัดที่เล็กที่สุดในประเทศไทย และเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวต้อง "ห้ามพลาด"


เดินข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่งจะพบ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดที่มีรูปทรงสร้างตามสถาปัตยกรรมทางภาคเหนือ ลักษณะภายในโอ่โถงด้านหน้ามีสิงห์คู่ยืนตรงเชิงบันใดด้านละตัว มีทางเข้า 3 ทาง ภายในพระวิหารมีเสาปูนกลมขนาดใหญ่จำหลักลวดลายปูนปั้นนูนสูงไว้ เหนือจากระดับพื้นพระวิหาร 1.50 เมตร เป็นลวดลายกนอกระย้าย้อยเหมือนลวดลายที่เสาในวิหารวัดภูมินทร์ และยังพระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายในด้วย


และวัดที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนน่านอีกแห่งนั่นคือ วัดพระธาตุเขาน้อย ที่สามารถมองเห็นตัวจังหวัดน่านได้ 360 องศา โดยเฉพาะช่วงบ่ายๆ เย็นๆ นักท่องเที่ยวจะเยอะเป็นพิเศษ และเมื่อมาแล้วก็แนะนำให้ข้ามมาอีกฝั่งแม่น้ำ เพื่อมาสักการะ วัดพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน ตามความเชื่อเรื่องการไหว้พระธาตุพระจำปีเกิดของชาวล้านนา เชื่อว่าคนเกิดปีเถาะควรไหว้พระธาตุแช่แห้ง เพราะเป็นพระธาตุประจำปีเกิด ครั้งหนึ่งในชีวิตควรหาโอกาสไปกราบนมัสการเพื่อเป็นการเสริมบุญบารมีให้เกิดความเป็นสิริมงคลในชีวิต


ใช่ว่าจะมีแต่วัดอย่างเดียว น่านยังมีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่งดงามผสานกับงานศิลปะที่มีช่างฝีมืออยู่มากมาย อย่างเช่น หอศิลป์ริมน่าน ที่ดำเนินการโดย อ.วินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่าน ภายในหอศิลป์ประกอบด้วยอาคารหอศิลป์ สตูดิโอ และบ้านพักรับรอง ซึ่งเจ้าของตั้งใจให้เป็นสถานที่รวบรวมงานศิลปะของศิลปินไทยร่วมสมัยที่มีผลงานการสร้างสรรค์และรูปแบบที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น โดยมีผลงานของ อ.วินัย เกือบ 200 ชิ้น จัดแสดงในรูปแบบกึ่งนิทรรศการถาวรตลอดปี


หรืออยากจะเรียนวิถีชีวิตชาวบ้านให้เข้มข้นก็แวะมาที่ ชุมชนศรีนาป่าน ตำบลเรือง อำเภอเมือง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกเมี่ยง หรือชา สายพันธุ์เดียวกับ “ชาอัสสัม” แหล่งใหญ่ของประเทศ ที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อพยพมาจากแคว้นสิบสองปันนากว่า 400 ปี ไปดูการทำชาที่สามารถทำรายได้ให้ชาวบ้านได้เป็นอย่างดี


สำหรับ ดอยเสมอดาว เป็นอีกปลายทางหนึ่งที่ไม่ควรพลาด โดยตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน เป็นพื้นที่ที่มีลานกว้างบนสันเขาเหมาะสำหรับการพักผ่อนชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกในเวลาเดียวกัน และในยามค่ำคืนจะมีดวงดาวส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้า ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หรือหากมีเวลาก็แวะไป อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ที่แม้ในช่วงฤดูร้อนจะไม่สามารถเห็นดอกต้นชมภูพูคาได้ แต่ก็ยังมีบรรยากาศสวยๆ และลมเย็นๆ พัดผ่านตลอดทั้งปี สุดท้ายใครอยากแวะไป อำเภอบ่อเกลือ ที่มีแหล่งผลิตเกลือที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ก็น่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี


จุดหมายปลายทางอาจจะไม่ใช่สิ่งที่สวยที่สุด แต่มันก็คือเป้าหมายให้เราได้มีพลังที่จะเดินทางต่อไป หากใครรู้สึกว่าอยากจะออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงนี้ ลองเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.gonorththailand.com แล้วคุณจะรักการท่องเที่ยวมากขึ้น