โลภต่อบุญ มุมพระธีระพันธุ์

โลภต่อบุญ มุมพระธีระพันธุ์

ธรรมะของพระพุทธเจ้า เนื้อแท้เป็นอย่างไร ลองรตามอ่าน





ไม่ใช่ความบังเอิญที่ใครสักคนจะลุกขึ้นมาบวช เหมือนเช่น ธีระพันธุ์ ลอไพบูลย์ ศิลปิน นักโฆษณา คนทำงานผับบาร์ รวมถึงนักโทษที่ถูกจองจำในคุก บวชเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพราะศรัทธาในพุทธศาสนา


แม้เขาจะบอกว่า ถูกหลอกให้มาบวช เพื่อวาดภาพในหนังสือ จิตตนคร พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) แต่ในขณะเดียวกัน ภิกษุสงฆ์ที่วันนี้บอกว่า เคยใช้ชีวิตด้านมืด ทั้งในผับ บาร์ ผู้หญิง เหล้า มาค่อนชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน ก็สนใจเรื่องธรรมะ เพราะมันคือ ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์


ก่อนจะเริ่มบทสนทนา เราและช่างภาพ แวะเข้าไปดูภาพวาดในห้องโถงใหญ่ติดกับห้องนอนที่พระธีระพันธุ์ หรือ ธีระ โพธิภิกขุ ทำงานและจำพรรษาในวัดพิชยญาติการาม วรวิหาร ท่านกางเต็นท์นอนในห้องพัก และตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตเรียบง่ายตามรอยพระพุทธเจ้า
ณ วันนี้ท่านกำลังทำสื่อเพื่อเผยแพร่ธรรมะ โดยใช้ความสามารถในอดีต ทั้งด้านโฆษณา วาดภาพและการผลิตรายการทีวี...



การวาดรูปในช่วงที่เป็นนักบวช กับ ช่วงยังไม่บวช ต่างกันอย่างไร
ตอนไม่บวช เราวาดด้วยโลกียะ วาดด้วยความสวย อยากได้เงิน ถ้าพูดแบบศิลปินจะเรียกว่า สำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ แต่พอเป็นพระ เราไม่ได้วาดด้วยการสำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ แต่วาดด้วยโลกุตระเพื่อ 1 การเรียนรู้ตัวเอง 2 เรียนรู้พุทธประวัติ และ3 วาดด้วยความรู้สึกแท้ๆ ไม่ได้วาดเพื่อการเกิดรูป แต่เรากำลังทำสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความรู้สึก เห็นตัวเอง ได้รู้จักผู้รู้ ที่ไม่ใช่ตัวรู้



สิ่งที่ต่างกันคือ ความรู้สึก ?
เราเจอสิ่งหนึ่ง คือ ตรงกลางระหว่างความสุขกับความทุกข์ ซึ่งเมื่อก่อนเราสุขอยู่ เราก็คิดว่าเราไม่ทุกข์ แต่ไม่ใช่ ศาสนาสอนให้เรารู้จักคำว่าทางสายกลาง เส้นแบ่งทางสายกลางมันบางมาก อะไรคือตรงกลาง สุขก็ไม่ใช่ ทุกข์ก็ไม่ใช่ ความรู้สึกไม่มีอะไรเลย ซึ่งทำยากมาก และนี่แหละคือ สุญญตา


ถ้ารู้สึกว่า ไม่มีอะไรเลย คนก็คิดอีกว่า จะเกิดมาทำไม แล้วจะอยู่ไปทำไม จะพาลฆ่าตัวตาย เมื่อคนอยู่สภาวะจิตแบบนี้ ต้องเรียนรู้ให้ทันว่า เรากำลังอยู่ในสภาวะไม่มีอะไร พอไม่มีอะไร จิตมนุษย์ไม่มีทางอยู่ในสภาวะว่างได้ตลอดเวลา มันต้องไปแตะด้านทุกข์หรือด้านสุข ซึ่งเราต้องรู้ให้ทันว่า ข้างนี้เย็น หรือ ร้อน



ความว่างในทางธรรม ต้องทำความเข้าใจมากกว่านี้ ?
ต้องฝึกปฎิบัติ ทำความเข้าใจ เพื่อรอเวลาที่เราจะต้องจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีอะไรเหลือ ยากมาก และ นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เพราะท่านไปแล้ว ไม่กลับมา ต้องไม่มีตัวตนในความรู้สึกเลย คือ บางคนพยายามไม่มีตัวตน อย่างคนที่แต่งชุดขาวมาปฎิบัติธรรม ช่วงปฎิบัติไหว้ใครก็ได้ ใครว่าก็ไม่โกรธ ปิดวาจา แต่ทันทีที่ถอดชุดขาวออก ก็ด่าโน้นว่านี่ เพราะรู้ไม่เท่าทันกับสิ่งที่เจอทุกวัน สิ่งที่ฝึกปฎิบัติก็สูญเปล่า



ย้อนไปถึงตอนที่ท่านตัดสินใจบวช ?
ไม่ได้เลือกที่จะบวช ถูกหลอกไปบวช ตอนนั้นทำหนังสือจิตตนครให้สมเด็จพระสังฆราช แล้วไม่มีงบประมาณ ก็เลยไปขอกระทรวงวัฒนธรรม กลุ่มรองอธิบดีพูดทีเล่นทีจริงว่า บวชได้ไหม เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เราก็บอกว่าได้ แต่มีเงื่อนไขว่า ขอไปบวชที่อินเดีย ในวันที่ไปบวช ต้องใช้คำว่าอัศจรรย์ ตอนที่กำลังขอบวช ปรากฏว่า ใบโพธิ์จากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ร่วงหล่นลงมาระหว่างเรากับอุปัชฌาย์ ท่านก็ตกใจนิดหนึ่ง แล้วหยิบขึ้น บอกว่า งั้นเธอมีฉายาว่า ธีระ โพธิภิกขุ เพราะสหธรรมมิก หรือ เพื่อนพระพุทธเจ้ารับรู้การบวชของเธอแล้ว อย่าสึกนะ



แล้วท่านตอบอย่างไร
ไม่รับปาก ตั้งใจบวชเดือนเดียว จากนั้นอีกวัน สองวัน พระผู้ใหญ่พูดอย่างนี้อีก จนได้เทศน์บรรยายที่พุทธคยา มีพระสงฆ์ไทยมาฟัง พระผู้ใหญ่หลายรูปได้ฟังแล้วบอกว่าศาสนามีทางเลือกแล้ว อย่าสึกนะ หลังจากนั้นหนึ่งเดือนกลับมาช่วยงาน100 ปีสมเด็จพระสังฆราชที่วัดบวรฯ ตั้งใจกลับมาสึก แต่ตอนที่เข้าไปกราบสมเด็จพระสังฆราชในห้องบรรทม เอาหนังสือจิตตนครไปให้ดู ตอนนั้นพระองค์ไม่รู้พระวรกายแล้ว กราบวันที่ 1 ตุลาคม พอวันที่ 24 ตุลาคม ท่านสิ้นพระชนม์ พระผู้ใหญ่บอกว่า สมเด็จพระสังฆราชรับรู้แล้ว อย่าสึกเลย เมื่องานเสร็จแล้ว เราก็กราบลาพระผู้ใหญ่ ในฐานะที่เราเป็นพระบวชในมหานิกาย ซึ่งไม่ควรจำพรรษาอยู่ในสายธรรมยุติกนิกาย ตอนนั้นเราก็ออกมาอยู่วัดตะโพธาราม อ.บางพระ จ.ชลบุรี วัดเล็กๆ ใกล้อ่างเก็บน้ำ เพื่อทำงานเตรียมงานพระศพสมเด็จพระสังฆราช


ตอนไปกราบเจ้าอาวาสเพื่อขออยู่ที่วัดนั้น ปรากฏว่า วัดนี้เป็นวัดสังฆราชูปถัมภ์ วัดสุดท้ายในพระชนม์ชีพ พออยู่ไปได้หนึ่งพรรษา ตอนนั้น สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติ ให้โยมมารับ เพราะเห็นว่า เราเข้าใจเรื่องจิตได้ดี เห็นจากตอนเขียนหนังสือจิตตนคร แสดงว่ามีพื้นฐานการปฎิบัติพอสมควร ท่านชวนให้ทำโครงการสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อการเผยแพร่ สื่อวีดีทัศน์และหนังสือ เพื่อทำสำนักปฎิบัติธรรมต้นแบบตามแนวสติปฎิฐาน 4 เพราะในประเทศไทยมีสำนักปฎิบัติธรรม 1500 กว่าแห่ง สายสติปฎิฐาน 4 เริ่มต้นที่วัดมหาธาตุ พระอาจารย์ใหญ่ หลวงพ่อพระธันตะ เป็นผู้ริเริ่ม พระผู้ใหญ่เลือกมา 15 สำนัก เพื่อให้เราไปถ่ายทำผลิตสื่อ



ระหว่างนั้น ท่านก็ได้เรียนรู้ธรรมะหลายสำนักไปด้วย ?
ได้เห็นวิธีการปฎิบัติ เห็นทั้ง 15 สำนัก อย่างหลวงปู่ทอง วัดพระธาตุศรีจอมทอง จ.เชียงใหม่ บอกว่า ไม่เคยเห็นหลวงพ่อจรัล ฝึกปฎิบัติ หลวงปู่ทองใบ วัดนาหลวง บอกว่า เราไม่เห็นทั้งแนวทางหลวงปู่ทองและหลวงพ่อจรัล แต่เราได้เห็นทั้งสามรูป ปฎิบัติและวิธีการสอน ครูบาอาจารย์ทุกรูปเมตตาเรามาก สอนเราตรงๆ สายสติปฎิฐาน 4 จะไม่ติดเรื่องคำภาวนา แต่มุ่งไปที่วิปัสนา ไม่ใช่หยุดที่สมถะวิปัสนา เพราะหลายสำนักสอนสมถะวิปัสนาได้ระดับหนึ่ง พอญาติโยมมีความสุข ปีติก็หยุด เกาะกันอยู่ตรงนั้น เราก็ได้เรียนรู้ซึมซับ แต่เรายังไม่นิ่งพอที่จะนั่งบริกรรม ภาวนาหรือเดินจงกรมแบบนั้น เราต้องกลับมาวาดรูปทุกครั้ง สภาวะการตามรู้ ตามดู มันเกิดขึ้นกับเส้นดินสอที่วาดรูป การขีดเส้นวาดรูป เราไม่ได้ติดยึดว่าเป็นรูปวาดของเรา เราเริ่มฝึกการปล่อยวาง ระหว่างที่เราวาด เราไม่เกิดความสุขและความทุกข์อยู่ในนั้น ต่างจากเมื่อก่อนวาดเสร็จ อิ่มเอม ต้องจิบไวน์สักแก้ว อารมณ์แบบนั้นหายไปแล้ว



จากการเรียนรู้ 15 สำนัก ท่านสรุปอย่างไร
เรามาคิดอีกทีว่า ทำไมเราวาดรูปได้ โดยไม่ได้เรียน หรือเด็กคนหนึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ โดยไม่เรียน เขาคงพูดแบบนี้มาหลายครั้งหลายชาติ ความจำเดิมคงกลับมา เราคงปฎิบัติมาแล้ว มาเจอสภาวะแบบนี้ ก็เลยเชื่อมต่อกับเราได้ ถามว่า สิ่งที่เราเจอนี้ สอนต่อคนอื่นได้ไหม...ยังไม่ได้ ต้องตกตะกอนก่อน เหมือนเราวาดเส้นแบบนี้ เราจะสอนให้คนอื่นวาดแบบเราก็ไม่ได้ ถ้าเป็นภาษาสมัยใหม่ มันคลิกแล้ว เวลาจะโกรธ เรารู้เท่าทัน ใจสั่น มีสภาวะเดือดเนื้อร้อนใจ



ก่อนหน้าที่จะบวช ท่านสนใจปฎิบัติธรรมไหม
เคยไม่กินเนื้อสัตว์ตั้ง 8 ปี ที่เรียกว่าถือศีล กินเจ ตอนที่ติดคุก อยู่เรือนจำถือศีล 8 หนึ่งปีครึ่ง ตอนนั้นติดคุกเพราะไปเซ็นต์เช็ค ค้ำประกันคนอื่น ซึ่งต่างจากคดีล้มละลายสามร้อยกว่าล้าน ไม่ได้ติดคุก


และตอนที่ทำงานผับ ทั้งๆ ที่กินเหล้าเมายาทุกคืน แต่ก็นั่งพูดเรื่องสัจธรรม ตอนที่เปิดผับ เราเป็นคนแรกที่ทำให้เกิดโคโยตี้ในเมืองไทย ถ้าโคโยตี้ ทำยอดได้ ก็จะให้รางวัลพาไปปฎิบัติธรรม ตอนนั้นเราทำผับทำบาร์ ทำโฆษณา การตลาด วางแผนสื่อฯ เราใช้โอกาสของเราล่อลวงให้คนไปด้านมืดเยอะมาก เพราะฉะนั้นวันที่เราบวชแล้ว เราก็ใช้โอกาสนั้นพาคนมาด้านสว่าง



ตอนนั้นโกรธคนที่ทำให้ติดคุกไหม
โกรธมาก อยากเอาปืนไปยิ่งเขา พอไปถึงหน้าบ้านเขา ก็คิดว่า ถ้ายิ่งเขา ลูกเมียเขาไม่เกี่ยว ต้องตายด้วยหรือ เราก็เลยไม่ทำ กลับไปนอนที่วัดในอยุธยา เจอเขาในศาลก็ยกมือไหว้ขอบคุณที่ทำให้เราเจอสัจธรรม แล้วใช้กรรมหมดในชาตินี้



เจออะไรในคุกบ้าง
วันแรกวุ่นวายใจ วันที่สองคิดต่อว่า ชีวิตจะอยู่ต่อยังไง วันที่สามเจอหนังสือเล่มหนึ่ง มรณสติ พอหยิบขึ้นมาอ่าน ก็คิดว่า เราติดคุกไม่ได้แปลว่าเขาเอาเรามาขัง แต่เรากำลังเข้ามหาวิทยาลัยชีวิต เรามาเรียนรู้เรื่องการตาย ในคุกที่มีคนสี่พันกว่า เราไม่รู้จักใคร มีแปดแดน เหมือนขุมนรก การมีญาติมาเยี่ยม เหมือนมีคนจุดธูปหนึ่งดอกปักไว้ ถ้าเราทำบุญมาดี ก็มีอาหารกินต่างจากคนอื่น ตรงนี้ทำให้เราได้เรียนรู้มรณสติ จากวันนั้นเราก็เลยอธิษฐานจิตต่อหน้าพระพุทธรูปในคุก เราจะถือศีล 8 และเริ่มสนใจธรรมะ



ตอนที่ท่านบวช เพื่อนๆ แปลกใจไหม
เมื่อก่อนเราได้ดื่มเหล้ายี่ห้อดังๆ ฟรีเดือนละสิบลัง 20 ปีที่แล้วเราประกาศเลิกดื่มเหล้า ปกติคนมีปัญหาชีวิตจะดื่มเหล้า แต่เราหยุดดื่ม เพราะมีปัญหาชีวิต เราเจอคนครบทุกสภาวะของมนุษย์ ตอนทำผับบาร์ ในวงโลกียะสามารถเชื่อมต่อกันง่ายมาก สามารถพูดได้ว่า คนฝั่งมืด เขาช่วยเหลือกันดี ฝ่ายธรรมะไม่ค่อยช่วยกัน คุณไปบอกบุญ ชวนคนไปวัด ยากมาก แต่ถ้าบอกว่า เย็นนี้ไปดื่มเหล้ากัน ...เพียบ



มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ และเห็นญาติโยมมาปฎิบัติธรรม คิดเห็นอย่างไร
เหมือนคนละเรื่อง แต่จริงๆ แล้วเรื่องเดียวกัน เราได้เห็นคนปฎิบัติธรรมในชุดขาว แล้วได้แง่คิดว่า ทำไมเขามาท่องสูตรคูณทุกวัน แล้วทำไมเขาไม่หัดบวกเลข ไม่ตั้งโจทย์แล้วตอบโจทย์นั้นให้บรรลุเป้าหมาย แม้การท่องสูตรคูณจะเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ถ้าพูดในแง่อาตมา คนที่นั่งสวดมนต์(บางคน)ไม่ได้พัฒนาจิตของตัวเองไปนอกจากการท่องบ่น ถ้ากำลังสวดถวายพุทธคุณ คุณต้องรู้สึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า .ถ้าจะขอบคุณพระธรรม ต้องรู้สึกถึงพระธรรม ไม่ใช่แค่ท่อง สวากขาโต....ตรงนี้คนไทยต้องเข้าใจ ระหว่างเปลือกกับแก่น มันคืออะไร เราไม่ได้ถูกสอนให้ท่องจำเฉพาะในวงการศาสนา แต่ระบบการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย เราถูกหลอกให้จำ



การจำก็สำคัญไม่ใช่หรือ
ถ้าคอมพิวเตอร์ ต้องประเมินผล เขาจะไม่ใส่ข้อมูลให้เต็มเกินไป ดังนั้นการประเมินผลกับการจำคนละเรื่องกัน สมองเราถ้าจำเยอะ ความคิดสร้างสรรค์จะหายไป สังเกตได้ว่า คนไทยไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ในระดับสากล เพราะเราจำๆๆๆ เราก็เลยไม่รู้ว่า สิ่งที่เราจะต้องคิดต่อไปข้างหน้าทำอย่างไร ง่ายๆ เลยถ้าเราต้องจำบทสวดมนต์แปดหน้า ยากมากที่เราจะรู้จักพระพุทธเจ้า



สวดมนต์ก็ทำให้มีสมาธิไม่ใช่หรือ
ถ้ามีสมาธิจริง ก็ใช้ได้ ที่เราเห็นจากการเดินทางไปมา 15 สำนัก คนปฎิบัติไม่ต่ำกว่าหมื่นห้าพันคน ไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ที่มีสมาธิ ท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่ต่างจากท่องสูตรคูณ ถ้าอยากจะมีสติก็ต้องฝึกที่สติไปฝึกเรื่องอื่นทำไม สติปฎิฐาน 4 รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต และเห็นธรรม มีแค่นี้เอง พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้สวดมนต์ นี่คือความคิดเรา ที่เราต้องท่องจำ เพราะ ไม่มีเครื่องอัดเสียง ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีหนังสือ พระพุทธเจ้าจึงต้องตรัสสามครั้ง ทำอะไรก็แล้วแต่ให้เรารู้เท่าทัน แค่นั้นเอง ถ้าบอกว่า ปฎิบัติจนอยู่ญาณนั้น ญาณนี้ เราไม่รู้จัก เราเหมือนนักเรียนนอกระบบ เราไม่รู้ว่า ปีหนึ่ง ปีสองเป็นไง แต่เรารู้ผลลัพท์สุดท้ายว่า เราทำได้ เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกวันนี้มักจะเอาทฤษฎีมาอ้างความสำเร็จ คนเราต้องมีความสำเร็จก่อน จึงสร้างทฤษฎี แต่คนชอบเอาทฤษฎีไปครอบ เพื่อให้เกิดความสำเร็จ ไม่เคยมีทฤษฎีไหนสร้างความสำเร็จใหม่ได้



เป็นการเรียนรู้ที่ล้มเหลว ?
ในแวดวงพระ หรือ ระบบการศึกษา สอนให้จำและท่อง ในภาษาพระคือจำได้หมายรู้ พอจำได้ ก็ไปบอกให้ครูฟัง ก็ได้คะแนน ได้ปริญญา แบบนี้มีค่าไหม ทำหน้าที่เหมือนเครื่องอัดเทป หรือ ซีดีแผ่นหนึ่ง เธอต้องหัดคิดและประเมินสร้างใหม่ ความวิบัติทางการศึกษา ก็คือ ครูก็จำมาสอน นักศึกษาก็ต้องจำให้เหมือนครู ถ้าจำไม่เหมือนกัน แปลว่า สอบตก



แล้วจะเรียนอย่างไร
ไม่ว่าสงฆ์ หรือ ฆราวาส ต้องเรียนตามที่อยากรู้ ให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แต่เอามาใช้ในเมืองไทยไม่ได้ผล เพราะไม่เข้าใจ ยกตัวอย่างในญี่ปุ่น ระดับอนุบาล ครู 5 คนดูแลเด็ก 20 คน เขาสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยวางสิ่งของไว้รอบๆ ห้อง อาทิ ลูกฟุตบอล กะทะ หนังสือ ฯลฯ จากนั้นครูจะดูว่า เด็กๆ เล่นอะไร อย่างเด็กคนหนึ่งชอบเล่นฟุตบอล ผ่านไปสองอาทิตย์ ครูก็เปิดรายการฟุตบอลให้ดู เด็กก็ถามว่า นักฟุตบอลคนนี้ชื่ออะไร ครูก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เด็กอ่านไม่ออก ก็ถามต่อว่า ตัวนี้ตัวอะไร เด็กเริ่มอยากอ่านหนังสือ นี่คือแรงบันดาลใจ ซึ่งคนไทยไม่เคยสอนแบบนี้


เหมือนลูกของเรา ตอนมีเงินก็ส่งไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ อ่านภาษาไทยไม่ได้ แต่วันหนึ่งเราล้มละลาย ลูกต้องเรียนในโรงเรียนไทย ฝึกยังไงก็อ่านหนังสือไม่ออก แต่มีอยู่วันหนึ่งเราพาไปร้านหนังสือ เขาสนใจ ดิจิมอน แม้จะอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ แต่อ่านภาษาไทยไม่ออก พออยากอ่านหนังสือไทย ก็พยายามสะกด หนังสือดิจิมอนเล่มเดียว วันรุ่งขึ้นทำให้ลูกอ่านหนังสือไทยได้



คนในครอบครัวสนใจธรรมะไหม
ธรรมะของครอบครัวเรา ไม่ได้หมายถึงพุทธศาสนาอย่างเดียว แต่หมายถึงธรรมชาติจริงของความเป็นมนุษย์ คนมักจะพูดว่า ธรรมะก็คือ ธรรมชาติ แต่คนในครอบครัวเรา บอกว่าไม่ใช่ เราใช้คำว่า ธรรมชาติทั้งหมดต่างหากที่เป็นธรรมะ ยกตัวอย่าง ฝนตก เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมะไหม...เป็น เพราะมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างเราไปถ่ายทำ สารคดี โยมผู้หญิงก็ปฎิบัติธรรม ลูกๆ เป็นตากล้อง พวกเขาช่วยตัดต่อ ถอดเทป
ถ้าเราทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติจะไม่ทำร้ายเรา เมื่อเราปฎิบัติตนเป็นธรรมชาติแล้ว เราเดินกลางสายฝน เราไม่เป็นหวัด มีหมาตัวไหนเป็นหวัดบ้าง พวกที่ผิดธรรมชาตินี่แหละเป็นหวัด เรานั่งอยู่ในสถานที่ร้อนๆ ทุกคนเอาพัดลมมาเปิด แต่ถ้าเราเป็นธรรมชาติแท้จริง ความร้อนไม่เกี่ยวกับเรา ถามจริงๆ ใครร้อน กายร้อนหรือใจร้อน



ตอนนั้นท่านสอนลูกอย่างไร
ไม่ได้สอน บางทีให้เขาเล่นเกม เพื่อให้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพราะเกมที่สุดยอดต้องเล่นด้วยภาษาอังกฤษ เขาก็ต้องแกะว่า ตัวนี้แปลว่าอะไร เขาสามารถพิมพ์ดีด 6 อักษรบนแป้นภายใน 3 วินาที



ช่วงไหนของชีวิตที่ท่านเรียนรู้มากที่สุด
ช่วงที่ทำงานผับ ดื่มเหล้า ได้เห็นวิถีคนที่ร่ำรวยที่มานั่งดื่มเหล้าในร้าน เขารวยได้อย่างไร เพราะตำแหน่งตอนนั้น Social Director เรามีหน้าที่คุยกับทุกคน เดินชนแก้ว จึงดื่มเหล้าเยอะมาก ระดับนักการเมืองรู้จักเยอะมาก



แล้วเบื่อไหม
เฉยๆ ประกาศเลิกดื่มเหล้า ก็เลิกเลย วันครบรอบวันเกิด เริ่มดื่มน้ำเปล่า ซึ่งปกติจะมีเหล้าตั้ง แต่เราเป็นคนคุยสนุกก็เหมือนเดิม เราเข้าใปในที่มืด เพื่อที่จะเห็นชีวิตคนอื่น ณ วันนี้ เราเอาชีวิตในที่มืดมาเล่าให้ลูกฟัง ลูกๆ ก็เลยไม่สนใจอบายมุข เคยพาลูกเข้าไปดื่มเหล้า ลูกบอกว่า ขม ดื่มได้ยังไง กลิ่นบุหรี่ก็เหม็น แต่ลูกชอบดนตรีบนเวที ทุกวันนี้ลูกทุกคนเล่นดนตรีได้ แต่ไม่ได้ทำเป็นอาชีพ แค่ใช้ทำงานได้



กลับมาที่งานเผยแพร่พุทธศาสนาที่ท่านกำลังทำอยู่ ?
เรามองว่า ขณะนี้เปลือกของพุทธศาสนา มันหลากหลายเกินไป ศาสนาพุทธพยายามบอกคนทั้งโลกว่า เป็นของดี แต่พอคนเดินเข้ามา ก็บอกว่า ไม่เห็นดีอย่างที่คุย เราก็เลยพยายามหามุมมองใหม่ ทำหนังโฆษณารายการทีวี หนังสือ เพื่อพุทธศาสนา นำวิธีการพรีเซ็นต์เรื่องศาสนาเพื่อให้คนมองว่า นี่คือเรื่องปกติ ธรรมชาติของชาวพุทธ


เราจะไม่เทศน์ แต่ทำเป็นเรียลลิตี้ เพื่อให้คนเห็นว่า พระที่ควรค่าที่ญาติโยมกราบไหว้ได้สนิทใจอยู่ยังไง ตื่นเช้าต้องทำอะไร ต้องเรียนอะไรและปรับตัวกับสังคมอย่างไร อย่างหนังโฆษณา เราคิดว่า จะหยิบคำสอนท่านอาจารย์พุทธทาส หรือคำสอนพระพุทธเจ้ามาสร้างแรงบันดาลใจให้คนสนใจศาสนาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ใช่เจอพระ ต้องนอบน้อมเกินไป ซึ่งไม่ใช่ภาพจริง


ส่วนละครทีวี เรากำลังเขียนเรื่องน้ำตาพระอานนท์ ซึ่งอยู่กับพระพุทธเจ้านานที่สุด ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากที่สุด แต่พระอานนท์ไม่บรรลุอรหันต์ ตอนที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อานนท์เราจะปรินิพพานแล้ว ตอนนั้นอานนท์ก็เสียใจ เราจะนำเสนอแนวคิดให้กระแทกใจคนดู ตอนนี้อยู่ระหว่างคิดเนื้อหา
ส่วนงานวาดภาพ เราจะทำในลักษณะนิทรรศการที่พุทธมณฑล เพื่อแสดงวันวิสาขบูชาจะเปิดตัวในวันที่ 1 มิถุนายน และแสดงอยู่หนึ่งเดือน เราจะสร้างบุดดาแลนด์ที่มีชีวิต ทั้งเรื่อง อยู่อย่างพุทธ มีความสุขอย่างพุทธ มีโรงภาพยนตร์เกี่ยวกับพุทธศาสนา ฯลฯ อาตมาใช้การวาดรูปบังหน้า เพื่อให้คนสนใจคำสอนพุทธศาสนา ภาพวาดพระพุทธเจ้าที่เราวาด จะเหมือนคนมาก ไม่ใช่สิ่งที่เกินจริง เราเคยอ่านพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 พระองค์เคยเขียนไว้ว่า "คนไทยไร้ฝีมือนัก ทำพระพุทธเจ้าของเรา กลายเป็นเทวดาเสียหมดสิ้น เราประสงค์จะเห็นพระพุทธเจ้าของเราและอรหันต์สาวก ดูเป็นปุถุชนธรรมดาที่ฝึกและปฎิบัติพัฒนาตนเอง เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" นี่คือมูลเหตุที่เราวาดพระพุทธเจ้าให้เป็นคนธรรมดาๆ


เมื่อเราเรียนรู้มุมมืดของผู้คน พอเรามาอยู่มุมสว่าง เราจะเห็นที่สว่างชัดกว่าคนอื่น การทำสื่อแบบนี้ จะต้องมีคำถามจากสังคมอย่างแน่นอน เหมือนที่พระอานนท์เคยบอกพระพุทธเจ้าว่า “ย้ายเมืองเถอะ เราถูกวิพากวิจารณ์นินทาว่าร้าย” พระพุทธเจ้าตรัสว่า "จะให้เราย้ายไปสุดขอบจักรวาลอย่างนั้นหรือ ที่ขอบจักรวาลก็มีคนรอร้องเรียนเราอยู่"



ท่านรู้ว่า สื่อหลากหลายรูปแบบที่ท่านกำลังทำ จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน
อาตมารู้ดี ระฆังจะดัง ก็ต้องมีไม้ตี ถึงเวลาไปวัดแล้ว



กลัวเดินผิดทางไหม
ไม่กลัว เพราะเราอยู่ในที่มืดมานานกว่าคนอื่น ไม่ว่าคุก ผับ ผู้หญิง เหล้า เราเคยอยู่ในนรกมานาน เราจะไม่กลับไปในนรกอีก ตรงนี้คือ สิ่งที่เราได้เปรียบ เรากำลังทำให้แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินของพุทธศาสนา ถ้าคนทั้งประเทศเข้าใจพุทธศาสนา แผ่นดินนี้จะสงบทันที



ท่านคิดเห็นอย่างไรกับการทำบุญอย่างขาดสติ
เพราะเราไม่รู้ว่า บุญที่เราทำอยู่ เป็นบุญจริง หรือ ไม่จริง เราไม่มีสติในการทำบุญ จึงไม่รู้ว่า อะไรคือบุญ สิ่งที่คุณใส่บาตร เงินที่คุณใส่ซอง เขาเรียกอะไร...ทาน ก็คือ การให้


ให้ข้าวหมา ให้ข้าวพระ มีค่าเท่ากัน ถ้าให้ด้วยวิธีคิดหรืออารมณ์เดียวกัน ถ้าให้เพราะฉันอยากขึ้นสวรรค์ การให้มีเจตนา ไม่ถือว่าเกิดบุญ แต่ถ้าให้แบบบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผล นั่นแหละใช่ แม้พระพุทธเจ้าจะบอกว่า การทำบุญกับพระอรหันต์จะได้บุญใหญ่กว่า เพราะพระอรหันต์ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ การทำบุญจึงช่วยยังชีวิตให้พระปฎิบัติดีต่อไป แต่วันนี้มีพระอรหันต์อย่างที่บอกไหม ซึ่งคนมักจะงมงาย ศรัทธาเบื้องต้น จากนั้นก็เชื่อและหลง


อย่าไปปรุงแต่ง ปรุงแต่งเมื่อไหร่ก็เป็นความเชื่อและความงมงาย เหมือนศรัทธา ก็คือ แก้วใสๆ ใบหนึ่ง ถ้าเอาอะไรใส่ลงไปในศรัทธา ก็คือ ความเชื่อทันที พระพุทธเจ้าสอนว่า อย่าโลภทำบุญ อย่าโลภที่จะเป็นคนดี ควาสมโลภ โกรธและหลง คือ ปัจจัยหลักของมนุษย์



อยากจะเป็นคนดี ก็เป็นความโลภ ?
บางคนอยากจะเป็นคนดี ก็เลยทำบุญซะเยอะ พอทำบุญเยอะก็เกิดการเบียดเบือน อยากสร้างอะไรใหญ่ๆ อะไรที่ใหญ่ขึ้น ก็ไปเบียดคนข้างๆ ออกไป เมื่อถูกเบียด แบ่งแยก คนข้างๆ ก็อยากที่จะทำบ้าง กระตุ้นให้อีกคนเกิดความโลภ จากเป็นคนดีเฉยๆ ไม่ได้โลภ กลายเป็นโลภ เพราะคนข้างๆ ทำให้เห็น ถ้าไม่มีสติรู้ตัว ก็ตามๆ กันไป ถามว่าทำบุญเยอะๆ เพื่ออะไร บางคนอ้างว่าเผื่อลูกเผื่อพ่อแม่ แล้วคุณกินข้าว เผื่อแม่ได้ไหม



ในคำอธิบายของท่านคือ เราไม่สามารถทำบุญเผื่อคนอื่นได้ ?
ไม่ใช่แบบนั้น เราทำดี เผื่อให้เกิดกุศลผลบุญต่อไปที่คนอื่นได้ แต่ถ้าไปหย่อนตู้ แล้วบอกว่า ทำบุญไปถึงคุณยายคนนั้น คุณกำลังอุปโลภน์ว่าบุญนี้ให้คนนั้น ถ้าจิตคุณคิดให้จริงๆ นั่นแหละคุณได้ให้แล้ว



แทนที่พระสงฆ์จะสอนให้คนรู้จักคำว่า พอเพียง กลับใช้ความโลภต่อบุญ
ถ้าโยมไม่เอาเงินไปให้พระ พระก็ไม่มีวันมีเงินเยอะ แต่ถ้าพระไม่โลภ ก็ไม่หลอกโยม เขาเรียกว่า ปั้นศรัทธา พระเมื่อบวชมาแล้ว ต้องมีความเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนอยู่แล้วว่า อาหารแค่ให้ในบาตรก็พอแล้ว แล้วหิ้วถุงตามมาอีก นักบวชควรลดตัวตนให้ต่ำ พระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์ พระองค์เลือกที่จะขออาหารเพื่อลดตัวตน



ท่านรับเงินที่ญาติโยมทำบุญไหม
เรายังเป็นพระฝึกหัด พระสงฆ์ทุกรูปที่ยังไม่เป็นอรหันต์ ยังเป็นผู้ฝึก เขามาถวายเพื่อทำบุญ เราก็รับ แต่ถ้าเขามาถวาย แล้วอ้างว่าไม่รับเงิน นั่นไม่ใช่แล้ว พระบางรูปอ้างว่าไม่รับเงิน แต่รับเงิน เงินที่อาตมารับมาทั้งหมด ก็เพื่อทำงานเผยแพร่พุทธศาสนา โยมมาถวายเป็นล้านเป็นแสน สิ่งแรกที่ทำคือ เหยียบขาตัวเอง ต้องบอกว่า ไม่ใช่เงินเรานะ เขามาถวายไม่ใช่เพราะเรา แต่ถวายเพื่อให้เราทำงานให้พุทธศาสนา