สบตา 'สตูล'

สบตา 'สตูล'

นึกออกมั้ยว่าสตูลมีอะไรน่าสนใจบ้าง ถ้านึกไม่ออกขยับเข้ามาสิ จะเล่าให้ฟัง

เคยกางแผนที่ประเทศไทยแล้วปักหมุดจังหวัดที่อยากเดินทางไปเยือนสักครั้งกันบ้างมั้ย ฉันเคย และทำอยู่บ่อยๆ ด้วย


ครั้งนี้ปลายแหลมๆ ของเข็มหมุดปักลงที่ สตูล จังหวัดเล็กๆ ทางภาคใต้ จังหวัดที่ทำให้หัวใจพองโตได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปเยือน

.....................


รถตู้คันนั้นรับพวกเราจากสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ แล้วมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสตูล ระหว่างทางถูกขนาบข้างด้วยสวนยางสูงระเกะระกะ ในใจก็แอบภาวนาว่า "ขอให้ลูกปลอดภัยด้วยเถอะ"


"ไม่ต้องกลัวนะ สตูลไม่เหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ เที่ยวได้ปลอดภัย ผมรับประกัน" โชเฟอร์เห็นอาการจึงรีบหันมาบอกให้เราใจชื้น แต่ไม่ทันไร....


เสียงจากท้ายรถดังขึ้นชนิดที่ทำให้แสบแก้วหู คนขับรถตู้จอดรถทันที พร้อมกับเปิดประตูลงมาตามหาต้นเสียง


"ผมว่าพัดลมแอร์น่าจะมีปัญหาครับ" เขาหันมายิ้ม พร้อมกับลงมือถอดๆ รื้อๆ ช่องแอร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น เราต้องทนฟังเสียงดังๆ นั้นไปจนถึง "สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล" เพื่อขอความช่วยเหลือจาก จรรยารักษ์ สาธิตกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล ซึ่งเธอก็ใจดี อาสาพาเราเยี่ยมชมจังหวัดสตูลอย่างไม่มีบ่นแม้จะเป็นวันหยุด


ผู้อำนวยการที่เราของอนุญาตเรียกเธอว่า "พี่จัน" พาเราไปเริ่มต้นรู้จักเมืองนี้ที่ "องค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล"(อบจ.สตูล) แน่นอนว่า เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายก อบจ.สตูล ท่านพาเราเข้าห้องประชุมเล็กๆ แล้วพี่จันกับท่านนายกฯ ก็เริ่มต้นเล่าถึงเมืองที่แสนสงบนี้ให้ฟัง


สตูล เป็นจังหวัดเล็กๆ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศไทย อยู่ติดกับฝั่งทะเลอันดามัน ในมหาสมุทรอินเดีย ประชากรส่วนใหญ่ของที่นี่นับถือศาสนาอิสลาม และมีเชื้อสายมลายู แต่ก็มีชาวไทยพุทธและคริสต์ รวมอยู่ด้วย


ชาวไทยเชื้อสายมลายูในสตูลจะแตกต่างจากชาวไทยเชื้อสายมลายูในแถบปัตตานี แต่มีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันกับชาวมาเลย์ในรัฐเคดาห์(ไทรบุรี) และเพราะมีเชื้อสายมลายูเดิมจึงใช้ภาษามลายูเคดาห์ในการสื่อสาร แต่กาลเวลาผ่านไป ภาษาถิ่นที่เคยพูดกันก็ค่อยๆ เลือนหาย จนเด็กยุคใหม่ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษามลายูแบบดั้งเดิมได้ แต่ถ้าใครอยากฟังภาษามลายูจริงๆ ก็ยังหาฟังได้ใน 3 ตำบล คือ ตำบลเจ๊ะบิลัง, ตำบลตำมะลัง และตำบลบ้านควน ในเขตอำเภอเมือง


ฟังไปพร้อมกับเปิดหนังสือ "ที่นี่...สตูล" ซึ่งจัดทำโดย อบจ.สตูล ต้องบอกว่าเป็นหนังสือที่มีภาพสวย เนื้อหาครบถ้วน และชวนเที่ยวเอามากๆ


"สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยานั้น สตูลไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ ณ ที่ใด สันนิษฐานว่าสมัยนั้นไม่มีเมืองสตูล คงมีแต่หมู่บ้านเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ตามที่ราบใกล้ฝั่งทะเล สตูลเป็น "มูเก็ม"(หมู่บ้าน) หนึ่งของเมืองเคดาห์ หรือเคดะห์(Kedah) หรือเมืองไทรบุรี ดังนั้นประวัติจังหวัดสตูลจึงเกี่ยวพันกับประวัติเมืองไทรบุรีมาตลอด 

ชื่อ "สตูล" เป็นคำเพี้ยนมาจากคำว่า "สะโตย" ในภาษามลายู แปลว่า "กระท้อน" ซึ่งเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่มากมายในท้องที่นี้ หรืออาจหมายถึงต้นกระท้อนก็ได้ ชาวมาเลย์ก็เรียกสตูลว่า "นัครีสโตย" หรือชื่อเมือง "นครสโตย มำบังสการา"(Negeri Satoi Mumbang Segara) มีความหมายว่า เมืองแห่งพระสมุทรเทวา ดังนั้น "ตราพระสมุทรเทวา" จึงกลายเป็นตราหรือสัญลักษณ์ของจังหวัดมาจนถึงทุกวันนี้


เมืองสตูลได้แยกจากเมืองไทรบุรีอย่างเด็ดขาด ตามหนังสือสัญญาไทยกับอังกฤษเรื่องปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับสหพันธรัฐมาลายู ซึ่งลงนามกันที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ร.ศ.127 (พ.ศ.2452) จากหนังสือสัญญานี้ยังผลให้ไทรบุรีและปลิส ตกเป็นของอังกฤษ ส่วนสตูลคงเป็นของไทยจวบจนทุกวันนี้ เมื่อปักปันเขตแดนเสร็จแล้ว ได้มีพระราชโองการโปรดให้เมืองสตูลเป็นเมืองจัตวา รวมอยู่ในมณฑลภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ร.ศ.128 (พ.ศ.2453)


และเมื่อประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2475 เมืองสตูลจึงได้ถูกยกฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย สืบต่อมาจนทุกวันนี้"


รับรู้ข้อมูลจังหวัดกันพอหอมปากหอมคอ พี่จันก็พาเรานั่งรถตู้ของสำนักงานไปต่อกันที่ "คฤหาสน์กูเด็น" ซึ่งปัจจุบันเป็น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสตูล แม้จะมาในวันหยุดที่พิพิธภัณฑ์เปิดทำการ แต่เวลาที่มาถึงนั้นเย็นย่ำเกินไป เราจึงได้ชมเฉพาะด้านนอก (เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เวลาเป็นสิ่งสำคัญ)
แต่เอาเถอะ เรามากับ "ตัวแม่" ทั้งที มีหรือจะพลาดข้อมูลสำคัญๆ พี่จันบอกว่า พิพิธภัณฑ์นี้เดิมทีเป็นคฤหาสน์ ชื่อ "กูเด็น" สร้างขึ้นในสมัยพระยาภูมินารถภักดีเป็นผู้ว่าราชการ ลักษณะของอาคารเป็นตึก 2 ชั้น โดดเด่นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นการผสมผสานกันทางศิลปะ คือตัวตึกเป็นแบบตะวันตก ประตูหน้าต่างรูปโค้งสถาปัตยกรรมโรมัน ส่วนหลังคาใช้กระเบื้องดินเผารูปกาบกล้วย และตรงช่องลมหน้าบันไดตกแต่งรูปดาว ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบมุสลิม


อาคารนี้มีอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว นับเป็นอาคารเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ มาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2543 ภายในมีห้องจัดแสดงโบราณวัตถุและนิทรรศการที่ให้ความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมและประเพณีของจังหวัดสตูล
ก่อนจะเย็นย่ำเกินไป พี่จันพาเราไปเดินเล่นในเมือง อาคารต่างๆ คล้ายกับสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปตุกีสในภูเก็ต คือมีซุ้มประตูโค้งๆ และมีโครงสร้างเป็นอาคารแบบเดียวกัน เราเดินจนค่ำแล้วก็พากันไปหาโรตี ชาชัก อร่อยๆ ที่ "ร้านกัมปง" อิ่มแล้วก็แยกย้ายไปนอนหลับฝันดี

......................


แดดสตูลแรงใช่ย่อย เช้านี้เรามีนัดลงทะเลกันที่ท่าเรือปากบารา ในอำเภอละงู จังหวัดสตูล เพื่อมุ่งหน้าสู่หมู่เกาะต่างๆ ใน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งคำว่า "ตะรุเตา" นี้เพี้ยนมาจากคำว่า "ตะโละเตรา" ในภาษามลายู แปลว่า "มีอ่าวมาก"


หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ "ตะรุเตา" กันมาบ้างแล้ว บ้างก็เคยรับรู้ว่าเป็น "คุกกลางทะเล" ที่โหดแสนโหด หรือบ้างก็เคยได้ยินว่าเป็นถิ่น "โจรสลัด" ฟังแล้วล้วนน่ากลัว แต่จะบอกว่า วันนี้ของตะรุเตาช่างสดใสโสภา เพราะว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลยอดนิยมอันดับต้นๆ ของภาคใต้ ทั้งยังมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ยูเนสโกจึงยกย่องให้เป็นอุทยานมรดกแห่งอาเซียน เมื่อปี 2525


เรานั่งเรือออกจากปากบาราไปราว 2 ชั่วโมง จุดแรกที่แวะพักกันคือ เกาะราวี ที่มีหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวไปไกล ลงจากเรือได้เราก็ออกเดินทอดน่องไปสำรวจความพิสุทธิ์ใสของเกาะแห่งนี้กันทันที มีนักท่องเที่ยว 2-3 คน ผลัดกันหย่อนก้นลงบนเปลขอนไม้ แล้วห้อยโหนขนานกับพื้นทรายเพื่อถ่ายภาพ บ้างก็ปีนป่ายขึ้นไปบนขอนไม้ผุพังกลางหาดทราย ที่ถือเป็นองค์ประกอบจากธรรมชาติที่ทำให้ได้ภาพที่งดงามแปลกตา


เกาะราวี เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำ และดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นได้ ถือเป็นเกาะฝาแฝดกับ เกาะอาดัง ที่อยู่ไม่ไกล แต่ที่เกาะนั้นสามารถพักแรมได้ เพราะมีหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเตะรุเตาที่ ต.ต.5(แหลมสน-เกาะอาดัง) ตั้งอยู่ด้วย


ก่อนมาที่นี่เป็นช่วงที่คนในโลกโซเชียลกำลังประณามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวจีนบางกลุ่มที่จับปลาการ์ตูนขึ้นมาจากทะเล ทำให้หลายคนก่นด่าแบบไม่เหลือดี แต่ขอบอกว่าคราวนี้เราเจอนักท่องเที่ยวจีนนิสัยดีแบบจังๆ พวกเขาเป็นคู่รักที่เดินทางมาพักผ่อน แล้วพอเห็นกรมประมงกำลังทำกิจกรรมปล่อยปลาการ์ตูนที่เพาะเลี้ยงคืนสู่ทะเล จึงขออาสาเข้ามาร่วมปล่อยปลาการ์ตูน พร้อมเดินเก็บขยะไปกับคณะนักท่องเที่ยวจิตอาสาคนอื่นๆ ด้วย เห็นแบบนี้แล้วเริ่มสบายใจ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีนักท่องเที่ยวนิสัยดีให้เห็น


มื้อเที่ยงจบลงบนเกาะราวี จริงๆ วันนี้เรามีเป้าหมายหลายแห่ง ทั้งดำน้ำที่ ร่องน้ำจาบัง ซึ่งเป็นกองหินพ้นน้ำ แต่คลื่นทะเลไม่เป็นใจ ทำให้ต้องเบนหางเรือไปทางอื่น ที่รองน้ำนี้ได้ข่าวว่ามีปะการังอ่อนหลากสีและดอกไม้ทะเลมากมาย น้ำใสจนสามารถมองจากผิวน้ำได้ถนัดตา


เกาะหลีเป๊ะ เป็นจุดหมายต่อไป หลายคนรู้จักเกาะนี้ เพราะเป็นเสมือนศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวในทะเลสตูล ภาพเกาะที่เงียบสงบมีเพียงกระท่อมริมทะเลไม่กี่หลังพังทลายไปต่อหน้าต่อตา เมื่อฉันเห็นว่า บนหาดแห่งนั้นเรียงรายไปด้วยรีสอร์ทขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ สลับกันไป ไหนจะมี Walking Street ที่คึกคัก ภาพเกาะในฝันที่น่ารักจึงอยู่แค่ในมโนนึกของตัวเอง หรือบางทีเราอาจจะต้องกลับมานั่งคิดทบทวนกันใหม่ว่า เราจะทำการท่องเที่ยวอย่างไรให้พัฒนาไปอย่างยั่งยืน


แค่จิบกาแฟเท่านั้นแหละ ฉันคิดอย่างนั้น เพราะแดดร้อนเกินกว่าจะเดินสำรวจความงดงามของเกาะ ประกอบกับทริปนี้เรามีเวลาน้อยถึงน้อยมาก อยากจะแวะ เกาะไข่ ไปถ่ายภาพกับ "ซุ้มรักนิรันดร์" ที่เป็นประตูหินโค้งงามตามธรรมชาติก็ต้องพลาดไป ทำได้แค่นั่งเรือผ่าน ไม่ต้องคิดถึง เกาะหินงาม ที่เป็นเสน่ห์อีกแห่งหนึ่งในทะเลอันดามัน เพราะมีหินรูปทรงกลมมนเกลี้ยงดำ เวลาโดนน้ำยิ่งส่องประกายวับวาว ถูกต้อง เราทำได้แค่มอง เพราะไม่ได้แวะ(อีกแล้ว)


มรดกทางทะเลมีมากจริงๆ แต่ต้องเลือกมาให้ถูกวาระโอกาส อย่างคราวนี้ฉันพลาดไปเยอะ คงต้องกลับมาซ่อมใหม่ แต่แหล่งท่องเที่ยวบนบกก้ยังมีอีกหลายที่เหมือนกัน โดยเฉพาะเถื่อนถ้ำ ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีก็คือ "ถ้ำลอดปูยู" ที่มีชื่อเสียงมานาน ส่วน "ถ้ำเจ็ดคต" หรือถ้ำสัตคูหา ที่อำเภอละงู ก็สวยงามไม่แพ้กัน


ถ้ำภูผาเพชร ตั้งอยู่บนเทือกเขาหินปูนในเขตทิวเขานครศรีธรรมราชหรือเทือกเขาบรรทัด ในเขตอำเภอมะนัง ถ้ำนี้มีความพิเศษตรงที่เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ติดอันดับ 4 ของโลก สาธยายเสียดิบดี แต่ก็พลาดอีกนั่นแหละ เพราะอยู่ไกลไปหน่อย เวลาเราน้อย(บอกแล้วบอกอีก) เลยต้องเลือก และหวยก็มาออกที่ ถ้ำเลสเตโกดอน


แน่นอนว่า ถ้าไม่ใช่นักท่องเที่ยวตัวยงย่อมไม่เคยได้ยินชื่อนี้ เพราะถ้ำนี้เพิ่งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เพียง 2-3 ปีเท่านั้น เดิมชื่อ "ถ้ำวังกล้วย" แต่พอมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ และวิเคราะห์แล้วว่าเป็นช้างสกุล "สเตโกดอน" ภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อถ้ำใหม่ให้สอดคล้องกันนั่นเอง


เราพบกับ ณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า ที่เป็นโต้โผหลักในการอนุรักษ์วัตถุโบราณทางธรณี และก็เขาอีกนั่นแหละที่บอกว่าสตูลมีของดี โดยเฉพาะฟอสซิลในมหายุค "พาลีโอโซอิก" ที่มีครบทั้ง 6 ยุค ในช่วงอายุประมาณ 500-250 ล้านปีก่อน จนจัดตั้ง อุทยานธรณีสตูล (Satun Geopark) ได้ ถือเป็นอุทยานธรณีแห่งแรกของประเทศไทยที่จัดตั้งในระดับจังหวัด ซึ่งอุทยานธรณีสตูล ตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือและรวมหมู่เกาะทางด้านตะวันตกของจังหวัดสตูลเกือบทั้งหมด มีพื้นที่กว่า 6 แสนไร่ หรือเกือบครึ่งจังหวัด และวันนี้ก็กำลังผลักดันให้เป็นอุทยานธรณีระดับประเทศและระดับโลก (Global Geopark) ตามเกณฑ์ของยูเนสโกต่อไป


มาว่ากันที่ถ้ำเลสเตโกดอน จะเข้าถ้ำนี้ได้ต้องรอจังหวะน้ำ ถ้าน้ำลดมากๆ ก็เข้าไม่ได้ เพราะเป็นถ้ำน้ำที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย คือ 3.5 กิโลเมตร ต้องนั่งเรือคายัคเข้าไป เพราะฉะนั้นก่อนเดินทางต้องสอบถาม อบต.ทุ่งหว้าให้ดีก่อน จะว่าไป เราเองก็ไปถึงตอนน้ำลดเหมือนกัน เลยต้องลงจากเรือเดินกันเป็นระยะ ซึ่งภายในถ้ำกว้างขวาง น้ำใสจนเห็นกุ้ง ปลาที่อยู่ใต้น้ำ ส่วนหินงอกหินย้อยก็สวยงามมาก และบางจุดเรายังพบฟอสซิล "นอติลอยด์" ที่เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์แปะอยู่กับผนังถ้ำ


นายก อบต. บอกเราว่า ปี 2555 มีชาวบ้านเข้ามาหากุ้ง และพบซากกรามช้าง จึงนำมาให้อำเภอ กระทั่งมีการศึกษาอย่างละเอียดจากผู้เชี่ยวชาญทางธรณีวิทยา จนสุดท้ายพบว่าเป็นซากกระดูกขากรรไกรพร้อมฟันกรามซี่ที่ 2 และ 3 ด้านล่างวงขวาของช้างดึกดำบรรพ์ สกุล "สเตโกดอน" อายุอยู่ในสมัยไพลสโตซีน หรือประมาณ 1.8-0.001 ล้านปีก่อน จึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ช้างดึกดำบรรพ์ทุ่งหว้า ภายในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งหว้า


ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ที่มีอายุกว่า 1.8 ล้านปี รวม 215 ชิ้น มีชิ้นส่วนที่สำคัญๆ เช่น กระดูกสันหลังและฟันกรามของแรด ชิ้นส่วนของขวานหินคันโบราณอายุกว่า 5 พันปี และกระดูกขากรรไกรของช้างสเตโกดอนที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบซากดึกดำบรรพ์แห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่ภาคใต้


บรรยายเองก็อยากกลับไปสัมผัสความมหัศจรรย์ในแผ่นดินสตูลด้วยตัวเองอีกสักครั้ง ขอแบบเน้นๆ นานๆ ไปให้ทั่วเมืองสตูลเลยแล้วกัน ว่าแต่...เมื่อไรดี


...............


การเดินทาง
สตูลอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยราว 973 กิโลเมตร การเดินทางไปได้หลายวิธี อย่างรถไฟ สตูลไม่มีสถานีรถไฟ แต่สามารถไปลงที่ยะลา หรือหาดใหญ่ได้ แล้วค่อยต่อรถไป สอบถามตารางรถไฟ โทร. 1690 หรือ www.railway.co.th ส่วนรถประจำทางมีรถปรับอากาศของ บริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถ.บรมราชชนนี ไปสตูลทุกวัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 ชั่วโมง สอบถาม โทร.1490 หรือ www.transport.co.th


ส่วนเครื่องบินก็เช่นกัน มีหลายสายการบินให้เลือก บินไปลงหาดใหญ่หรือตรังก็ได้แล้วต่อรถมาที่สตูล การบินไทย โทร. 0 2356 1111 หรือ www.thaiairways.com ไทยแอร์เอเชีย โทร. 0 2515 9999 หรือ www.airasia.com นกแอร์ โทร. 1318, 0 2900 9955 หรือ www.nokair.com ส่วนรถยนต์คงขับกันยาว จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร จากนั้นจึงเข้าทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านนครศรีธรรมราช พัทลุง แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ไปสงขลา จากนั้นแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 406 จนถึงสตูล


มาถึงแล้วจะนั่งเรือโดยสารไปอุทยานแห่งชาติตะรุเตาและเกาะหลีเป๊ะ มีเรือของบริษัทต่างๆ ให้บริการ เช่น บริษัท ซีแอท ฮอลิเดย์ โทร. 08 9655 5707, บริษัท อาดัง ซี แอดเวนเจอร์ โทร. 0 7478 3338, บริษัท หลีเป๊ะ เฟอร์รี่แอนด์สปีดโบ๊ท โทร. 08 1609 1413 และบริษัท เกอร์ ไลน์ ทราเวล โทร. 0 7473 2510-1


สำหรับการเข้าชมถ้ำเลสเตโกดอน สอบถามรายละเอียดที่ อบต.ทุ่งหว้า โทร. 0 7472 2798 หรือสอบถามที่ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสตูล โทร. 0 7471 1225