เดินด้วยใจไป'ภูกระดึง'

เดินด้วยใจไป'ภูกระดึง'

ถ้าจะมีภูเขาสักแห่งที่เป็นตำนานของการเดินป่าในประเทศไทย "ภูกระดึง" น่าจะเป็นชื่ออันดับหนึ่ง และควรเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล

คนแปลกหน้าสองคนเดินสวนกันในแนวทแยงของป่ากว้าง พวกเขาละสายตาจากแผ่นพื้นขึ้นมาสบตากัน คนหนึ่งเอ่ยขึ้นเชิงให้กำลังใจ "ใกล้จะถึงแล้ว" อีกคนส่งยิ้มชุ่มเหงื่อกลับไปแสดงความขอบคุณ แล้วพวกเขาก็เดินสวนทางห่างกันไกลออกไปเรื่อยๆ จนลับตา
ความน่าสนใจของการเดินป่าอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้พิชิตยอดภูผาเพียงอย่างเดียว หากแต่มิตรภาพที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เมื่อคนสองคน(หรือหลายคน)ที่ไม่รู้จักกัน ส่งยิ้มจริงใจให้แก่กัน มันคือภาพจำที่แสนงดงามและตรึงตราตรึงใจ
ภูกระดึง เป็นชื่อที่คุ้นหูมานาน และที่นี่ก็เป็นดั่งโรงเรียนอนุบาลสำหรับการเดินป่าที่ผลิตนักนิยมไพรให้มีวิชาติดตัว แน่นอนว่า มันอาจไม่ใช่ผืนป่าที่สวยที่สุด แต่มันคือโรงเรียนเดินป่าที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

1.
เกือบสิบปีแล้วที่ฉันไม่ได้ย่างกรายเข้าไปสัมผัสผืนดินบนภูกระดึง อาจด้วยรูปแบบการทำงานที่ต้องเดินทางตลอดเวลา โดยรับหน้าที่ค้นหาและสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ความห่างระหว่างฉันกับภูกระดึงจึงเริ่มไกลออกไปทุกทีๆ กระทั่งมีการฟื้นโครงการกระเช้าภูกระดึงขึ้นมา ฉันจึงตัดสินใจกลับไปหา "ภูกระดึง" อีกครั้ง
ภูกระดึง เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของประเทศไทย รองจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตั้งอยู่ในตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ธรรมชาติที่สวยงามและความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมเยือนปีละหลายหมื่นคน ในจำนวนนี้ขึ้น-ลงภูกระดึงมาแล้วมากกว่า 2 ครั้ง
ทำไมใครๆ ก็อยากมาภูกระดึง มาชมพระอาทิตย์ขึ้นเหรอ ที่อื่นก็ขึ้นได้สวยเหมือนกัน อากาศเย็นๆ ภูเขาลูกไหนก็ให้ความเย็นได้ไม่ต่าง แล้วสวนสนสามใบบนยอดภูล่ะ มีที่ไหนมีบ้าง ข้อนี้บอกเลยว่าเยอะแยะ แค่เป็นยอดเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,000 - 1,300 เมตรขึ้นไป มองหาดินทรายไว้เถอะ เดี๋ยวก็เจอสนสามใบ แล้วทำไมใครๆ ก็อยากมาภูกระดึง
จากการเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเองมา 2 ครั้ง ยอมรับเลยว่า ทัศนียภาพของภูกระดึงไม่ได้มีความสวยงามโดดเด่นหรือแตกต่างจากยอดภูอื่นๆ แต่การไปถึงภูกระดึงด้วย "สองเท้า" ต่างหากที่ช่วยปรับภูมิทัศน์ข้างหน้าให้สวยงามแปลกตา และมันก็เป็นสิ่งเดียวที่สามารถบอกได้ว่า ภูกระดึงน่าสนใจอย่างไร

2.
เป้ใบนั้นหนัก 10 กิโลกรัมพอดี ฉันตัดสินใจยกให้ลูกหาบไปทั้งกระเป๋า เพราะคิดเล่นๆ ว่าระยะทาง 9 กิโลเมตรจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึงไปถึงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบนยอดภู แค่ตัวเปล่าๆ ก็เอาให้รอดก่อนเถอะ
อาชีพลูกหาบ เกิดมาพร้อมกับการเปิดให้บริการท่องเที่ยวบนภูกระดึง โดยคิดค่าบริการเป็นกิโลกรัม ปัจจุบันอยู่ที่ราคา 30 บาทต่อกิโลกรัม ใครที่นำกระเป๋าหรืออุปกรณ์ท่องเที่ยวมาแล้วแบกขึ้นภูเองไม่ไหว ก็สามารถใช้บริการลูกหาบได้ เพราะคนที่ประกอบอาชีพนี้ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นคนเลย หรือไม่ก็เป็นเขย-สะใภ้ภูกระดึง การใช้บริการลูกหาบนอกจากจะแบ่งเบาภาระของเราได้แล้ว ยังถือเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกด้วย
ฉันยืนมองเด็กหนุ่มวัย 21 ปีที่กำลังนำกระเป๋าสารพัดรูปแบบไปมัดติดกับไม้ไผ่ลำเดียว ท่วงท่าของเขาดูคล่องแคล่วว่องไว มัดไปก็ยกไม้คะเนความสมดุลไปด้วย เขาว่า วันนี้แบกเบาๆ 40 กิโลกรัม เพราะนักท่องเที่ยวบางตา ต้องเฉลี่ยให้ลูกหาบคนอื่นๆ ด้วย แต่ที่เคยทำน้ำหนักมากสุดก็ประมาณ 60 กิโลกรัม เทียบกับร่างกายที่ผอมบางของเขาแล้ว ฉันแทบไม่เชื่อเลยว่า เด็กหนุ่มคนนี้จะหาบสัมภาระที่แสนหนักอึ้งขึ้นไปถึงยอดภูได้
ตัดกลับมาอีกมุม จากคนหนุ่มเป็นคุณลุงรุ่นเดอะ ลุงดี พุขุนทด บอกว่า ประกอบอาชีพลูกหาบมานานกว่า 30 ปี แม้วันนี้อายุจะขึ้นสู่เลข 6 ปลายๆ แล้ว แต่ลุงก็ยังแข็งแรงและภูมิใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวทุกคนมีความสุข
ฉันลองถามลุงเล่นๆ ว่า เห็นด้วยหรือไม่กับโครงการกระเช้าภูกระดึงที่ฟื้นขึ้นมาใหม่ หลังจากถูกพับโครงการไปเนิ่นนาน ลุงดีส่ายหน้า ก่อนจะรำพึงเบาๆ ว่า "แล้วผมจะเอาอะไรกิน"

3.
"ซำตาแฮกตาแหกลิ้นห้อย อาบเหงื่อย้อยหยดย้อยดั่งฝอยฝน พยายามดื่มน้ำอดน้ำทน จนเต้าน้ำหมดซดวรสุราฯ
สูงชันลดหลั่นเป็นชั้นชั้น เวียนวนกันพันเมตรเมื่อยล้า หินดินดานแดงมังคุดสะดุดตา ไผ่ระย้าหวิวปลิวลำนำลมฯ"
บทกวี "ลำนำภูกระดึง" โดยศิลปินแห่งชาติ "อังคาร กัลยาณพงศ์" ฉายภาพความหฤโหดของภูกระดึงได้ไม่น้อย และตอนนี้ฉันก็กำลังลิ้นห้อยอยู่ที่ "ซำแฮก"
ลูกหาบหลายคนที่เริ่มต้นทางมาพร้อมๆ กัน เดินนำฉันไปหลายโค้ง ด้วยจังหวะการก้าวเท้าแบบเนิบๆ สลับกับการส่งกำลังด้วยการแกว่งแขน ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้
ฉันหันไปมองรอบๆ ตัว ป่าแถบนี้ดูแห้งแล้งมาก แต่ดีที่เดินมาพร้อมกับ พี่นพ - นพรัตน์ นาคสถิตย์ รองประธานมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ผู้มีความรู้เรื่องป่าเป็นอย่างดี พี่นพอธิบายให้ฟังว่า ป่าภูกระดึงมีหลายแบบมาก ถ้าเริ่มเดินจากตีนภูจะพบป่าเต็งรัง ที่เป็นป่าโปร่งผลัดใบ ไม้พวกนี้จะค่อนข้างทน โดยเฉพาะช่วงที่มีไฟป่า มันสามารถเอาตัวรอดได้ แล้วในหน้าแล้งก็จะเปลี่ยนสีผลัดใบ รอให้ใบอ่อนแตกยอดมาใหม่จึงจะเขียวครึ้มสมบูรณ์
ถัดขึ้นไปจากซำแฮกยังมีอีกหลายซำรออยู่ ทั้ง ซำบอน, ซำกกกอก, ซำกอซาง, พร่านพรานแป, ซำกกหว้า, ซำกกไผ่, ซำกกโดน, ซำแคร่ ก่อนจะถึงหลังแป ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของทางชัน ตลอดการเดินทางเราจะได้พบกับป่าแบบต่างๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ คือจากป่าเต็งรังพอเดินสูงขึ้นมาอีกหน่อยเราจะพบป่าเบญจพรรณ ก่อนจะไปถึงป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขาตามลำดับ
สภาพป่าเริ่มเขียวครึ้มขึ้นมา แรงลมที่พัดพริ้วไปมาสร้างรูปทรงให้ต้นไม้ดูแปลกตามากขึ้น พี่นพบอกว่า ก่อนถึงหลังแปเราจะเห็นป่าดิบเขาที่ดูคล้ายสวนสวยในญี่ปุ่น ตามโขดหินมีมอสสีเขียวๆ ขึ้นเต็มไปหมด ความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินขึ้นที่สูงยังไม่หายไปไหน แต่มันค่อยๆ คลายอาการลงเมื่อเราได้ลองหยุดพักและทักทายกับเพื่อนร่วมทางที่เดินสวนลงมา

4.
ภูกระดึงยุคนี้ถือว่าเดินง่ายกว่ายุคก่อนมาก แต่คำว่าง่ายก็ไม่ได้แปลว่าไม่ยาก เพราะองศาที่สูงชันดึงแรงพลังงานจากกำลังขาของเราไปมากโข การหยุดพักตามซำต่างๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
แตงโม เฉาก๊วย ไอติมหลอด เป็นของกินแก้กระหายที่พบเจอได้ทุกซำ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นของหวานธรรมดา แต่ใครจะรู้ว่านี่คือยาวิเศษที่ทำให้เรามีแรงเดินต่อไป
ฉันค่อนข้างชอบใจการพูดจาของแม่ค้าในภูกระดึง เพราะภาษาของพวกเธอช่างอ่อนหวาน และเต็มไปด้วยความจริงใจ ไม่ซื้อพวกเธอก็ไม่ยื้อแย่งแข่งกันขาย ในทางกลับกันยังประชาสัมพันธ์ให้ไปจับจ่ายร้านอื่นๆ เพื่อกระจายรายได้ต่อไปเรื่อยๆ
ร้านค้าเหล่านี้จำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงกว่าพื้นล่างทั่วไป แต่เป็นราคาที่รับได้ เพราะถ้าคำนวณจากรายจ่ายที่พวกเขาต้องเสียไประหว่างการเดินทาง สินค้าจะสูงกว่าท้องตลาด 5-10 บาท จึงไม่น่าจะทำให้เราหงุดหงิด ในทางกลับกัน การที่เราได้หยุดพักพูดคุยสอบถาม ยังช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการเดินทางแก่กันด้วย
ชวนแม่ค้าร้านหนึ่งคุยถึงรายได้จากการจำหน่ายสินค้าให้นักท่องเที่ยว เธอบอกว่า ภูกระดึงเปิดให้ท่องเที่ยวได้ 8 เดือนต่อปี เพราะฉะนั้นช่วง 8 เดือนนี้ถือเป็นนาทีทอง และรายได้หลักของพวกเขาก็มาจากนักท่องเที่ยวภูกระดึง ปีหนึ่งๆ รายได้อยู่ที่ 5 แสนบาทเลยทีเดียว
"ถ้าเราไม่เซ็นต์เขาก็ว่าเราโง่ จริงๆ ตัวเราไม่อยากได้หรอก เพราะถ้ามีกระเช้าเราจะไปอยู่ที่ไหน รายได้เราหายไปเลยนะ แต่ถ้าเราไม่เซ็นต์เราก็กลัว ทั้งกลัวที่เขาว่าโง่ และก็กลัวอิทธิพลเขาด้วย" ป้าเจ้าของร้านค้าระหว่างทางคนหนึ่งบอกเรา และพยายามละคำว่า "เขา" ไว้ไม่ยอมบอกว่าสื่อถึงใคร
ฉันคิดถึงเรื่องนี้ไปตลอดที่เดินทางขึ้นภูกระดึง คนหนึ่งยอมแบกของหนักๆ เพื่อแลกเงินไม่กี่บาทเป็นรายได้ อีกคนก็เที่ยวหาสินค้าต่างๆ ขึ้นมาขาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวสบาย และเป็นรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขาไปตลอดทั้งปี
นักท่องเที่ยวถึงจะบ่นเรื่องการเดินทาง เหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ แต่ไม่มีใครเปลี่ยนใจเดินกลับ หนักกว่านั้นคือบางคนวางแผนกลับมาเดินขึ้นภูกระดึงอีกเรื่อยๆ ระหว่างที่ฉันเดินไปพบทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีตั้งแต่เด็กเล็กๆ ไม่กี่ขวบไปจนถึงผู้เฒ่าอายุกว่า 70 ปี ไม่มีใครอยากได้กระเช้าภูกระดึงเลยสักคน ฉันเองก็เช่นกัน

5.
ภาพพระอาทิตย์ยามเช้าที่ผานกแอ่น และพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงามบนผาหมากดูก และผาหล่มสัก เป็นภาพจำที่งดงามทำให้คนชอบเที่ยวเกือบทั้งประเทศอยากเดินทางมาสัมผัสภูกระดึงสักครั้ง เมื่อถึงวันเวลาที่เหมาะสมพวกเขาก็พากันเดินเท้าขึ้นมา บ้างก็พบความสวยงามดั่งภาพ แต่บ้างก็ต้องกลับไปพร้อมความผิดหวัง
นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเลยที่กล้าจะบอกว่า ภูกระดึงไม่สวยเท่าในรูป รู้แบบนี้ไม่มาก็ดี แต่บางคนมาครั้งที่หนึ่งแล้วผิดหวังก็ยังมาซ่อมครั้งที่สองที่สามต่อ เมื่อถามคนเหล่านั้นว่าเพราะอะไร เราน่าจะได้คำตอบเดียวกัน นั่นคือ "ภูกระดึงมันต้องเดินขึ้น" เท่านั้นเอง
ความเปลี่ยนแปลงเดียวที่เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีก่อนที่ฉันเคยสัมผัสบนยอดภูกระดึง นั่นคือ การมีจักรยานให้บริการ แต่จะเรียกว่าเป็นความสะดวกมั้ย คงไม่ เพราะด้วยสภาพพื้นที่บนภูกระดึงแม้จะเป็นภูเขาหินทรายยอดตัดก็จริง แต่เพราะที่นี่เคยเป็นทะเลมาก่อน จึงมีพื้นส่วนใหญ่เป็นทราย เวลาเดินด้วยเท้าก็นุ่มนิ่มดี แต่พอมีจักรยานเป็นพาหนะ คงต้องเปลี่ยนสถานะใหม่ให้มันเป็น "ภาระ" ดูจะเหมาะกว่า
แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว จักรยานก็ช่วยให้เราเดินทางไปชมแหล่งท่องเที่ยวบนภูกระดึงได้รวดเร็วกว่าที่คิด เพราะถ้าคำนวณจากเส้นรอบวงเล็ก ระยะทางราว 21 กิโลเมตร จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯ หากเดินเท้าไปลานพระศรีนครินทร์, สระอโนดาต, ผาเหยียบเมฆ, ผาแดง, ผาหล่มสัก, ผานาน้อย, ผาจำศีล, ผาหมากดูก และกลับมาที่ศูนย์บริการฯ อีกครั้ง อาจต้องใช้เวลาตั้งแต่เช้าจรดค่ำหรือดึกดื่น แต่เพราะมีจักรยานเป็นตัวช่วย เราจึงได้ร่นเวลาลงเหลือเพียง 6-7 ชั่วโมงเท่านั้น
อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่า ภูกระดึงไม่ได้สวยงามเกินกว่าแหล่งท่องเที่ยวลักษณะเดียวกันในแห่งอื่นๆ เพียงแต่ภูกระดึงมีหลายชีวิตที่ผูกพันอยู่กับที่นี่ ทั้งพ่อค้าแม่ค้า ลูกหาบ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนภูกระดึงด้วยหัวใจ นี่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ภูกระดึงอยู่ใจความทรงจำของทุกคน
ตลอดเส้นทางที่ฉันได้สัมผัสกับภูกระดึง ทั้งธรรมชาติ ผู้คน และสัตว์ป่า ฉันแทบมองไม่เห็นเลยว่า มีใครเดือดร้อนจากการไม่มีกระเช้าไฟฟ้าบ้าง และถ้าไม่เดือดร้อนจะสร้างกระเช้าขึ้นมาทำไมกัน


......................

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ผ่านสระบุรี จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ เมื่อถึงอำเภอสีคิ้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 201 ผ่านชัยภูมิ ไปจนถึงอำเภอชุมแพ ขับตามทางหลวงหมายเลข 201 ไปเรื่อยๆ จนถึง กม.ที่ 276 จะมีทางแยกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2019 ขับตามทางไปประมาณ 8 กิโลเมตร ก็จะถึงบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง
แต่ส่วนมากจะนิยมไปโดยรถโดยสารประจำทาง มีรถโดยสารประจำทางปรับอากาศออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 สายกรุงเทพฯ - เมืองเลยทุกวัน สามารถใช้บริการได้ทุกคันที่วิ่งมาเมืองเลย จากนั้นให้มาลงรถที่ผานกเค้า หรือสถานีขนส่งอำเภอภูกระดึงก็ได้ แล้วต่อรถสองแถวเข้าไปยังที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูกระดึง ราคาค่าโดยสารรถสองแถวจากผานกเค้าไปยังภูกระดึงประมาณ 20 บาท / คน (ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง โทรศัพท์ 0 4281 0833, 0 4281 0834