วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2569

Login
Login

ศิลปินเป็นหนึ่งเดียวกับศิลปะ เมื่อสิ้นอัตตาและอหังการ

รีวิวคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิก ที่จัดให้เป็น "ครั้งสำคัญ" แห่งปี 2015 เลยก็ว่าได้

ในช่วงเวลาราว 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ วงบีเอสโอ (Bangkok Symphony Orchestra) ปราศจากตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรี (Music Director) หรือวาทยกรประจำ ที่บางครั้งก็เรียกกันว่า วาทยกรหลัก (Principal Conductor) รายการแสดงคอนเสิร์ตแบบคลาสสิกในแต่ละปีลดน้อยลงมาก แต่กลยุทธ์หนึ่งในการดำเนินนโยบายการแสดงในช่วงเวลาที่ปราศจากวาทยกรประจำนี้ คือการเชิญศิลปินเดี่ยว (Soloist) ที่โด่งดังในระดับนานาชาติมาร่วมแสดง ซึ่งก็สามารถเรียกความสนใจจากแฟนๆ เพลงคลาสสิกได้อย่างมาก

ศิลปินเดี่ยวเหล่านี้จะมาสำแดงฝีมือในบทเพลงคอนแชร์โตชิ้นใหญ่ๆ แบบยุคโรแมนติกอย่างเต็มที่ โดยจะมีบทเพลงโหมโรง (Overture) และบทเพลงซิมโฟนี (Symphony) ในรายการที่ดูเสมือนเป็น “ของแถม” ที่ทำหน้าที่เพียงเพื่อมาเติมเต็มรายการคอนเสิร์ตนั้นๆ ให้เต็มรูปแบบ และเหล่าศิลปินดังที่มาร่วมงานกับBSO เหล่านี้ก็จะมีวาทยกรที่มีชื่อเสียงไม่ค่อยโด่งดังนัก มาร่วมปรับวงอำนวยเพลงในแต่ละคอนเสิร์ตนั้นๆ ให้ล่วงผ่านไปได้

และคอนเสิร์ตของวง BSO ในค่ำวันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ก็ยังคงอยู่ในรูปแบบแนวทางที่กล่าวมานี้ หากแต่ศิลปินเดี่ยวเปียโนที่มาร่วมงานกับวง BSO ในครั้งนี้ เป็นศิลปินเดี่ยวที่มีชื่อเสียง, ประสบการณ์และผลงานอ้างอิงในระดับโลกอย่าง คริสเตียน ซิเมอร์มาน (KrystianZimerman) ซึ่งวาทยกรที่มาร่วมงานกับ ซิเมอร์มาน ในครั้งนี้ คือ ชาร์ลส โอลิเวียริ มันโร (Charles Olivieri-Munroe) ที่พวกเราคงไม่คุ้นชื่อเขากันนัก

หากแต่เมื่อเราได้ฟังการบรรเลงในรายการคอนเสิร์ตนี้ทั้งหมดแล้ว ทำให้เราต้องกลับไปพลิกสูจิบัตรเพื่อตรวจดูประวัติ-ประสบการณ์และผลงานของเขา จึงทำให้สิ้นข้อกังขาใดๆ ทั้งปวงว่า เหตุใดภายใต้เงื่อนไขระยะเวลาการฝึกซ้อมที่เท่าๆ กันกับวาทยกรรับเชิญคนอื่นๆในรอบหลายปีที่ผ่านมา เหตุใดเขาจึงสามารถสร้างมาตรฐานของวง BSO ให้โดดเด่นกว่าอย่างมากจนสังเกตความแตกต่างได้ชัดเจนและสามารถปลุก “เสน่ห์อันลึกลับ”ในวง BSO ให้ปรากฏขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่สิ่งนี้ห่างหายไปพร้อมๆ กับการพ้นจากตำแหน่งผู้อำนวยการดนตรีคนล่าสุด ฮิโคทาโร ยาซากิ (HikotaroYazaki) เมื่อหลายปีก่อน

ผมเองเคยเขียนคำนิยมไว้ในวาระครบรอบ 30 ปีแห่งการก่อตั้งวง BSO ในปีพ.ศ.2555 ว่า วง BSO มีสิ่งที่เรียกว่า “เสน่ห์อันลึกลับ” ซึ่งเมื่อใดที่วงดนตรีนี้อยู่ในสภาพความพร้อม(ฟิต)สูงสุด พวกเขาจะสามารถสื่อสารถึงอารมณ์, ความรู้สึกทางดนตรีได้อย่างชัดเจนและออกรสชาติ อย่างที่แม้วงออร์เคสตราระดับโลกบางวงที่เคยมาเปิดการแสดงในเมืองไทย ก็ไม่สามารถแสดงเสน่ห์ทางดนตรี(อันลึกลับ)เช่นว่านี้ได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นที่ยอมรับและออกปากกันอยู่เสมอๆ สำหรับศิลปินและวาทยกรรับเชิญหลายคนที่เคยร่วมงานกับ BSO ที่ผ่านมา และเสน่ห์อันลึกลับที่ว่านี้ก็ได้เผยตัวออกมาอย่างชัดแจ้งอีกครั้งหนึ่งภายใต้การอำนวยเพลงของ โอลิเวียริ-มันโรในคอนเสิร์ตครั้งนี้

นับแต่บทโหมโรงเปิดรายการ La Clamenza di Tito ของ โมซาร์ท (W.A.Mozart) ซึ่งโอลิเวียริ-มันโร เลือกจังหวะการบรรเลงที่เร็วมาก ในลีลาอันหนักแน่น ด้วยสำนวนภาษาทางดนตรีอันห้วน,สั้น,กระชับ แฝงลักษณะการบรรเลงที่เน้นย้ำหนักแน่นราวกับพายุแบบที่เรียกว่า “Storm & Stress” แบบดนตรีสมัยคลาสสิก เขาสามารถทำให้บทโหมโรงเปิดรายการสั้นๆ เพลงนี้ แสดงรายละเอียดที่เนี้ยบ,ประณีต,เรียบร้อยและทรงพลังอย่างมีนัยสำคัญ นี่เป็นการเปิดรายการอย่างน่าทึ่ง,แตกต่างแบบที่เราไม่ได้สัมผัสเสน่ห์แบบนี้จาก BSO ในรอบหลายปีที่ผ่านมา มันเริ่มบ่งบอกถึงเรื่องการประกันคุณภาพว่า นี่ถ้าเขาไม่แน่จริง นักเปียโนอย่าง คริสเตียน ซิเมอร์มาน คงไม่ไว้ใจเลือกเขาเป็นวาทยกรคู่ใจในการออกตระเวณทัวร์กับวงออร์เคสตราอย่าง BSO นี้เป็นแน่

การบรรเลงบทเพลงเปียโนคอนแชร์โต หมายเลข1, ผลงานลำดับที่15ของ โยฮันเนส บรามส์ (Johannes Brahms)โดย ซิเมอร์มานในครั้งนี้ มิใช่เป็นเพียงการขายดาราดังเหมือนเช่นบางครั้งที่ผ่านมา คริสเตียน ซิเมอร์มาน พิสูจน์ตัวเองอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาไม่มีอัตตาแห่ง “แบรนด์เนมระดับโลก” ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่ออยู่บนเวทีการแสดงเขาทำหน้าที่เป็นเพียงผู้รับใช้ดนตรีคนหนึ่งเท่านั้น

บทเพลงนี้มีช่วงท่อนนำโดยวงออร์เคสตราที่ยาวมาก ซิเมอร์มานนั่งเอียงตัวหันหน้าฟังการบรรเลงของBSO อย่างใจจดใจจ่อเสมือนเป็นผู้ฟังดนตรีคนหนึ่ง บรามส์กำหนดให้เปียโนบรรเลงสวมเข้ามาในช่วงที่ดนตรีไม่ได้นำเสนอใจความหลัก(Theme)ทางดนตรี ซิเมอร์มานเริ่มบรรเลงเปียโนอย่างแจ่มใส,กังวานและอ่อนหวาน สัมผัสได้ว่า นี่คือหนึ่งในนักเปียโนที่สามารถสร้างเฉดสีทางเสียง (Tone Colour) ให้ถ่ายทอดผ่านเปียโนได้อย่างชัดเจน ราวกับว่าวิธีการกำเนิดเสียงของเปียโนมิใช่การเคาะ-กระทบอย่างที่มันเป็นอยู่

ตลอดการแสดงซิเมอร์มานมีกริยาอาการโยกตัวน้อยๆ และหันหน้าเข้าหาวงเกือบตลอดเวลา จิตใจและสมาธิของเขาเกาะเกี่ยวกับการบรรเลงของ BSO อย่างเหนียวแน่น และวง BSO ก็สำแดงหัวใจศิลปินดนตรีได้อย่างน่ายกย่อง พวกเขามิใช่วงดนตรีที่ทำหน้าที่เพียงบรรเลงคลอให้กับศิลปินระดับโลก หากแต่พวกเขาคือศิลปินที่ร่วมแสดงบทเพลงกับซิเมอร์มานได้อย่างเคียงบ่า-เคียงไหล่ราวกับเป็นวงดนตรีประจำตัวซิเมอร์มานที่เข้าขาและรู้ใจกันดีมานานหลายปี ซึ่งตรงนี้เราจะมองข้ามความสามารถของโอลิเวียริ-มันโรวาทยกรรับเชิญในครั้งนี้ไปไม่ได้เลย

ปรากฏการณ์การสื่อสารทางจิตผ่านการแสดงของ ซิเมอร์มาน กับวง BSO เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนน่าศึกษา มันเกิดขึ้นในช่วงเสี้ยววินาทีในจุดสำคัญๆหลายครั้ง ปรากฏการณ์ที่ว่านี้ก็คือ เมื่อโอลิเวียริ-มันโร มาปรับวง BSO จนมีพื้นฐานรายละเอียดที่ดีพอแล้ว เมื่อถึงเวลาการแสดงจริง ซิเมอร์มานสามารถให้คิวเล็กๆ ในชั่วเสี้ยวลมหายใจผ่านไปยังวาทยกร และวาทยกรก็จะให้คิวกับนักดนตรีต่ออีกทอด นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูอาจจะสับสนและน่าจะยุ่งยาก หากแต่สิ่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในการบรรเลง มันเกิดอย่างรวดเร็ว, ฉับไวและลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาดใจ นับเป็นประสบการณ์ทางดนตรีอันแปลกใหม่

ซิเมอร์มานคือผู้นำจิตวิญญาณทางดนตรีอย่างแท้จริง เมื่อเราชมบทเพลงนี้จากการบรรเลงจริงแล้ว เราจะประจักษ์ชัดได้ว่า ในบทเพลงนี้ บรามส์ได้จัดวางดุลยภาพทางดนตรีระหว่างแนวเดี่ยวเปียโนและวงออร์เคสตราเอาไว้อย่างทัดเทียมกันประดุจบทเพลงซิมโฟนี อีกทั้งสอดแทรกการบรรเลงในลักษณะเชมเบอร์มิวสิก (Chamber Music) ระหว่างเปียโนกับเครื่องดนตรีกลุ่มต่างๆ ในวงเอาไว้อย่างกลมกล่อม มากมายหลายจุด และซิเมอร์มานก็ดูจะเป็นคนรักดนตรีเชมเบอร์มิวสิกเอามากๆ ในยามที่ถึงจุดซึ่งเป็นการบรรเลงแบบเชมเบอร์ฯนี้ เขาจะหันไป, โน้มตัวเข้าหานักดนตรีกลุ่มนั้นๆ ด้วยภาษากายอันอ่อนน้อม ราวกับจะพูดขอร้องว่า “ประโยคดนตรีนี้ คุณกับผมต้องช่วยกันสร้างมันนะ” มันเกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นประโยคเพลงที่เขาร่วมบรรเลง (โมทิฟขั้นคู่4) ร่วมกับกลุ่มเฟรนช์ฮอร์น,การบรรเลงร่วมกับกลุ่มเครื่องลมไม้และการบรรเลงคู่กับนักไวโอลินหัวหน้าวงที่เขาพยักหน้าร่วมกันราวกับเป็นเพลงเดี่ยวโซนาตา(Sonata)

ความเนี้ยบ,เรียบร้อยและละมุนละไมในเฉดสีทางดนตรีต่างๆที่วง BSO และซิเมอร์มานได้ “ร่วมกัน”แสดงออกอย่างน่าชื่นชมในสองท่อนแรก อาจทำให้เราคาดไปได้ว่า ซิเมอร์มานคงไม่ฟิตดีพอหรือ หมดไฟทางดนตรีอันร้อนแรงไปแล้ว จึงเลือกคอนแชร์โตที่แฝงด้วยลักษณะซิมโฟนีและเชมเบอร์มิวสิกชิ้นนี้มาแสดง แต่เมื่อมาถึงท่อนสุดท้ายซิเมอร์มานก็ทั้ง “ปล่อยของ” และ ”ไว้ลาย” แบรนด์เนมระดับโลกอย่างสมชื่อซิเมอร์มานที่เราคาดหวังกันอย่างแท้จริง เขาเลือกจังหวะการบรรเลงที่เร็วกว่าที่เราได้เคยคุ้นชินกันในการฟังจากแผ่นซีดี เป็นการบรรเลงที่ร้อนแรงและดุดันด้วยพลังทางดนตรีแบบคนหนุ่ม และBSO ก็สามารถรับมือกับซิเมอร์มานได้อย่างทัดเทียมกันทางดนตรี

แนวทำนองที่ 2 ซึ่งโดยปกติเรามักจะชินกับการถูกตีความให้เป็นการบรรเลงในลีลาก้าวเดินอย่างองอาจ แต่ในครั้งนี้ซิเมอร์มานหยิบมาปั้นใหม่ ให้ฟังดูยืดหยุ่นในลีลาแบบดนตรีแร็พโซดี (Rhapsody) ทั้งซิเมอร์มานและวง BSO สามารถเปลี่ยนเฉดสีทางดนตรี,เปลี่ยนอารมณ์ไปได้อย่างหลากหลาย ในช่วงที่ดนตรีนำเสนอใจความทางดนตรี (Theme) ที่แตกต่างกัน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า เอกภาพ (Unity) ทางดนตรีและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางดนตรี (Ensemble) ในระหว่างสามองค์ประกอบอย่างทัดเทียมกัน คือทั้งวงBSO,ผู้อำนวยเพลงและศิลปินเดี่ยว

ในช่วงปรบมือยาวแสดงความชื่นชมหลังเพลงจบ ซิเมอร์มานและวาทยกรเดินออกมาร่วมกันชี้มือไปยังนักดนตรีกลุ่มต่างๆ ที่ได้ร่วมบรรเลงประโยคเพลงสำคัญๆให้ลุกขึ้นยืนรับเสียงปรบมือนั้นจากผู้ชม เพื่อเน้นย้ำว่า ความเป็นซิมโฟนีและเชมเบอร์มิวสิกอันงดงามที่ท่านฟังจบลงไปนั้นบุคลากรเหล่านี้คือ “เพื่อนผู้ร่วมงาน” อันสำคัญของผมอย่างแท้จริง การให้เกียรติ,อ่อนน้อมและปราศจากอหังการของศิลปินใหญ่ผู้มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์อันเป็นสามัญ ทำทุกอย่างบนเวทีด้วยการรับใช้ศิลปดนตรีอย่างอ่อนน้อม นี่คือบทเรียนและประสบการณ์ที่ศิลปินเปียโนระดับโลกผู้นี้ให้ไว้กับเรา

ขอแสดงความเสียใจกับผู้ชมหลายคนที่เดินทางกลับบ้านหลังการแสดงของซิเมอร์มานในครึ่งแรกจบลง เพราะซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟน(Ludwig van Beethoven) ที่บรรเลงปิดท้ายรายการในครึ่งหลัง มิใช่เป็นเพียง “ของแถม” เสมือนกับการแสดงของBSO ในหลายครั้งที่ผ่านมา โอลิเวียริ-มันโรแสดงให้เห็นว่านี่ถึงเวลาของพวกคุณ (BSO) กับผมอย่างเต็มที่แล้ว

พวกเรา(ผู้ฟังดนตรี)คุ้นเคยกับตำนาน-เรื่อราวเบื้องหลังเสียงดนตรี(Program Music)ในบทเพลงนี้กันมาอย่างยาวนาน จนถึงขั้นตั้งชื่อเฉพาะให้กับบทเพลงนี้อย่างดิบดีว่าเป็น “ซิมโฟนีแห่งโชคชะตา” (Fate Symphony) กล่าวกันว่านี่คือการสะท้อนถึงภาวะแห่งการต่อสู้ของชะตากรรมที่มาเคาะประตูชีวิตของเบโธเฟน ตามโมทิฟ (Motif) ดนตรีหลัก “ สั้น-สั้น-สั้น-ยาว ” ของบทเพลง และถ้าใครที่ชื่นชอบกับการตีความซิมโฟนีบทนี้ที่ผูกโยงกับเรื่องราวชะตากรรมของเบโธเฟนก็คงชื่นชอบกับการบรรเลงในแนวทางของ อ็อตโต เคลมเพอเรอร์ (Otto Klemperer) กับวงฟิลฮาร์โมเนียออร์เคสตรา (Philharmonia Orchestra) ซึ่งหาฟังได้จากแผ่นเสียง EMI ที่บันทึกไว้เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2502 ซึ่งแสดงนัยทางความคิดเรื่องชะตากรรมที่เชื่อมโยงกับซิมโฟนีบทนี้อย่างเหนียวแน่น (ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ชื่นชอบและยึดถือเป็นแบบอย่างมายาวนาน)

แต่ก็นั่นแหละ งานดนตรีหรือศิลปะที่ดี ไม่เคยจำกัดตัวเองไว้กับแนวทางความคิดในการตีความอันจำกัดเพียงแบบใดแบบหนึ่งเพียงประการเดียว ซิมโฟนีบทนี้ก็เช่นเดียวกัน นิโคเลาซ์ อาร์นองกู (Nikolaus Harnoncourt) วาทยกรสุดยอดนักคิด-นักปรัชญาร่วมสมัยกล่าวถึงบทเพลงนี้ว่า มันคือการแสดงออกถึงความคิดทางการเมือง,การตื่นตัวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและอิสรภาพของคนในยุคนั้น เขายืนกรานว่าโมทิฟ 4 พยางค์ที่เปิดการบรรเลงอย่างหนักแน่นนั้นคือ การตะโกนก้อง,การปราศรัยทางการเมืองในยุคแห่งการตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ มันไม่ใช่เรื่องของชะตากรรม หรือการต่อสู้กับภาวะหูหนวกใดๆ ของเบโธเฟนทั้งสิ้น

และถ้าเราได้ฟังงานบันทีกเสียงของเขาร่วมกับวง The Chamber Orchestra of Europe ก็จะรู้ได้ทันทีว่ามันช่างแตกต่างอย่างตรงกันข้ามกับอ็อตโต เคลมเพอเรอร์อย่างสุดขั้ว (แม้จะมาจากสกอร์ดนตรีฉบับเดียวกัน) ผมเองไม่มีโอกาสพูดคุยกับ โอลิเวียริ-มันโรเป็นการส่วนตัว แต่จากการฟังเขากำกับวง BSOในครั้งนี้แล้ว เขามีแนวทางที่โน้มเอียงไปในแบบของ นิโคเลาซ์ อาร์นองกูมากกว่าจะไปในทางของอ็อตโต เคลมเพอเรอร์ อย่างแน่นอน รูปทรงทางดนตรีที่แน่นกระชับ,สำนวนภาษาดนตรีที่สั้นละเน้นย้ำจนอาจฟังดูถึงกับห้วนไปบ้าง ไม่มีแนวคิดเรื่องหูหนวก,ชะตากรรมใดๆ,

ท่อนที่ 3 ที่ศิลปินดนตรีเกือบทั้งโลกตีความตรงกันว่า มันคือปีศาจแห่งชะตากรรมที่ตามหลอกหลอนนั้น เขากลับปรับมันให้ออกมาเป็นสแกร์โซ(Scherzo) ที่แฝงอารมณ์ขันได้อย่างน่าทึ่ง (ซึ่งนี่ก็เป็นไปตามความหมายของคำว่า Scherzo ที่หมายถึงอามณ์ขันอย่างแท้จริง!) ช่วงการไล่ล้ออันซับซ้อน(Fugue) ในท่อนที่3 เขาปรับจังหวะให้เร็วและห้วนจนน่ากลัว แต่กลุ่มเครื่องสายเสียงต่ำของ BSO ก็สามารถบรรเลงออกมาได้อย่างคมชัด,ดุดัน,กระชับและพร้อมเพรียงกันได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ ทั้งๆที่ ครั้งก่อนๆ ที่ BSO บรรเลงบทเพลงนี้ ในช่วงนี้กลับเป็นช่วงที่แสดงความอ่อนด้อยไม่พร้อมเพรียงกัน แม้ว่าจะมีการกำหนดจังหวะการบรรเลงให้ช้ามากกว่านี้ก็ตามที

หลายๆ คอนเสิร์ตที่ผ่านมาในยุคสมัยที่ BSO ปราศจากตำแหน่งผู้อำนวยการทางดนตรีนี้ การดึงเอาฮีโร่ทางดนตรี มาสร้างจุดขายทางดนตรีก็มิใช่เรื่องแปลกหรือเรื่องที่น่าจะต้องมาตำหนิกัน หากแต่พวกเขาเหล่านั้นยังคงเป็นซูเปอร์สตาร์ทางดนตรีเป็นศิลปินระดับโลกที่อาจจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวนคืนสู่สามัญเฉกเช่น คริสเตียน ซิเมอร์มานในครั้งนี้ ที่เขามิได้เพียงแค่มาเฉิดฉายความเป็นเลิศทางดนตรีอันเจิดจ้า (โดยมีวงBSOเป็นเพียงตัวประกอบ) แล้วก็บินไปเฉิดฉายในเวทีอื่นๆ ต่อไป

ซิเมอร์มานเป็นศิลปินที่ก้าวไกลจนหวนคืนสู่สามัญแล้ว เขาแสดงให้เห็นในครั้งนี้แล้วว่าเขาเดินทางมาในฐานะผู้แสดงดนตรีที่เป็นแขกรับเชิญคนหนึ่ง แขกรับเชิญที่มา “ร่วมงาน”กับBSO ในฐานะศิลปินที่เคียงบ่า-เคียงไหล่ร่วมกันทำงาน “รับใช้ดนตรี”ไปด้วยกันอย่างเท่าเทียมกันทั้งในความเป็นศิลปินและเท่าเทียมกันในฐานะแห่งความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมกัน และอย่างน้อยที่สุด ณ วันนี้ BSO ก็น่าจะสบายใจได้แล้วว่า “เสน่ห์ทางดนตรีอันลึกลับ”ของพวกเขายังมิได้สูญหายไปไหน หากแต่มันจะรอคอยการเผยตัวออกมาอย่างยิ่งใหญ่ ในยามที่ได้มาพบเจอกับ “ผู้นำจิตวิญญาณทางดนตรี” ที่เป็นของจริง ที่จะมาร่วมงานสื่อสารทางดนตรีร่วมกันด้วยจิตอันอ่อนน้อมถ่อมตัวต่อศิลปะอย่างแท้จริง โดยปราศจากอัตตาหรืออหังการด้านแบรนด์เนมระดับโลกอันเป็นเปลือกนอกใดๆ ทั้งปวง

คริสเตียน ซิเมอร์มาน และ ชารล์ส โอลิเวียริ-มันโร ได้แสดงและพิสูจน์ให้เห็นชัดแล้วจากการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้

..................................

หมายเหตุ : บทวิจารณ์นี้ มีชื่อเต็มว่า "เมื่อสิ้นอัตตาและอหังการ เมื่อนั้นศิลปินจึงจะสามารถรับใช้และเป็นหนึ่งเดียวกับศิลปะอย่างแท้จริง”