บทเรียนด่านสุดท้ายของเหล่า "ผู้ต้องขังหญิง" ที่ต้องฝึกปรือ ลับฝีมือ สู่การเป็น "เจ้านายตัวเอง"
หดหู่ โหดร้าย น่ากลัว อาจเป็นภาพจำของใครหลายคนเมื่อเอ่ยถึง “คุก” หรือ “นักโทษ” แต่รับรองได้ว่า ภาพในหัวเหล่านั้นต้องเปลี่ยนไป เมื่อได้เห็นใบหน้ายิ้มแย้ม แววตาแห่งความตั้งใจและเป็นมิตรของผู้ต้องขังหญิง ณ “ศูนย์เตรียมการปลดปล่อยหญิงเรือนจำชั่วคราวแคน้อย” ที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545
"ปกติ เราเปิดทุกวัน ยกเว้นวันพุธค่ะ" หญิงวัย 20 กว่า บอก ขณะกำลังบริการนวดเท้าที่อาคารด้านหน้าสุดของเรือนจำ
อาคารนี้ถูกใช้เป็นร้านนวดขนาดเล็กคอยให้บริการบุคคลทั่วไปในราคาที่ต่ำกว่าปกติ ผู้ให้บริการนวดก็ไม่ใช่ใครที่ไหน... “ผู้ต้องขังหญิงชั้นดี" ของเรือนจำฯ ที่ลงมือนวดตามที่ร่ำเรียนมา
ใช้ “ใจ” ไร้กำแพง
เนื้อที่กว่า 200 ไร่ ในอำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ คือที่ตั้งของศูนย์เตรียมการปลดปล่อยฯ หนึ่งในปลายทางของนักโทษหญิงก่อนจะได้รับอิสรภาพ และด้วยความตั้งใจที่จะให้มีบรรยากาศเหมือน “โลกภายนอก” มากที่สุด เรือนจำแห่งนี้จึง ...ไม่มีกำแพง
แทนการล้อมด้วยรั้วเช่นที่อื่นๆ เรือนจำแห่งนี้เลือกใช้ “ใจ” ในการดูแลผู้ต้องขัง การฝึกอาชีพเพื่อพัฒนาตัวเองของที่นี่เป็นไปด้วยความเอาใจใส่ของเจ้าหน้าที่ และเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกด้วยตัวเอง
นอกจากร้านนวดแล้ว ที่นี่ยังมี “ครัวชวนชม” ร้านอาหารที่ใช้ผักออร์แกนิกเป็นวัตถุดิบที่ปลูกอยู่ไม่ไกลกัน มีโรงเรือนสำหรับ "ล้างรถ" และร้านเสริมสวย ซึ่งทุกๆ วันจะมีบุคคลภายนอกมาใช้บริการนวด เสริมสวย ล้างรถ หรือทานอาหารโดยฝีมือของผู้ต้องขัง อันเป็นกระบวนวิธีการหนึ่งของศูนย์ในการ “ฝึก” ผู้ต้องขังให้เรียนรู้ปรับตัวในโลกย่อมๆ ก่อนจะออกไปสู่โลกแห่งความจริง
"เราฟอร์มรูปแบบของศูนย์ฯ เพื่อให้ผู้ต้องขังกับสังคมมีส่วนร่วมในกันและกัน” ปภาสร จันหัวนา หัวหน้าเรือนจำชั่วคราวแคน้อยเอ่ย
ปภาสรเล่าว่า จากงานหลายๆ อย่างที่เรือนจำให้ผู้ต้องขังหญิงทำ ทำให้พวกเขาได้เจอคนภายนอกมากมาย และตรงนี้เองเป็นยาชูใจชั้นดี เพราะผู้ต้องขังได้เห็นการยอมรับ ได้ฟังคำชื่นชมด้วยตัวเอง
"อยู่ไปเขาก็รู้ว่าสังคมไม่ได้รังเกียจอะไรเขาเลย อยู่ในคุกอาจจะมองว่า มองไปทางไหนก็เป็นกำแพง แต่ที่นี่เราให้เขาเหมือนเขาอยู่บ้าน" ปภาสร กล่าว
“ไม่เหมือนว่าติดคุก เจ้าหน้าที่ก็อยู่กับเราเหมือนพี่เหมือนน้อง อบรมสั่งสอนเรา แต่เราก็ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของเรือนจำ อย่างจะเดินออกไปเก็บขยะข้างนอกก็ขอเจ้าหน้าที่เขาก็ให้ไป โดยที่เขาไม่ได้คุมตัวออกไปเลย มันไม่มีกำแพง รู้สึกว่าสภาพจิตใจเราดีขึ้น ไม่มีกำแพงจริงๆ และไม่มีกำแพงที่ใจด้วย” โอ๋ ผู้ต้องขังวัย 27 ปี ที่ใกล้จะพ้นโทษแล้วบอก
ที่แห่งนี้รับย้ายผู้ต้องขังหญิงจากเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ปัจจุบันมีผู้ต้องขังหญิง 104 คน ก่อนจะเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านหลังนี้ได้ต้องผ่านเกณฑ์ คือ เป็นผู้ที่จำคุกมาแล้ว 1 ใน 4 ของโทษครั้งสุดท้าย เป็นผู้ต้องขังคดีแรกและคดีเดียว เป็นนักโทษชั้นดีขึ้นไป (ชั้นทั้งหมดมี เลวมาก เลว กลาง ดี ดีมาก เยี่ยม) และไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง
อาชีพ หรือ “กองงาน” ของผู้ต้องขังมีหลากหลายตั้งแต่งานบริการไปจนถึงงานเกษตร ซึ่งเป็นงานที่มองแล้วว่า จะเอาไปใช้ได้จริง ได้แก่ ล้างรถ นวด ทำอาหาร เสริมสวย ซึ่งเป็นงานในโซนบน และซักรีด ทำขนม เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงไหม ปลูกผักไร้สารพิษ เป็นงานในโซนล่าง โดยผู้ที่ทำงานในโซนบนก็จะมีโอกาสเจอคนนอกทุกวัน ส่วนโซนล่างก็จะมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเฉลี่ยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
การสอนอาชีพของแต่ละกองงานจะมีทั้งคนในและคนนอกมาสอน รวมไปถึงให้ผู้ต้องขังสอนกันเองด้วย
“เริ่มต้นจากวิทยากรภายนอกเข้ามาสอน แล้วเจ้าหน้าที่เราก็จะสอนกันเอง หรือพี่ที่เก่งๆ แบบชำนาญแล้วเขาก็ช่วยสอน ก่อนนอนเขาก็จะฝึกนวดกัน มีกิจกรรมพี่สอนน้อง ผู้ต้องขังเก่าในนี้ที่เก่งแล้วใกล้จะออกคอยสอนน้องที่เข้ามาใหม่ต่อ” หัวหน้าเรือนจำบอก
นอกจากจะมีกองงานหลักแล้ว ที่นี่จะมีคอร์สอบรมสั้นๆ 2-3 วันเป็นความรู้เสริมให้ด้วย เช่น คอร์สทำอาหารไทย ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซ่อมเครื่องยนต์ หรือปลูกพืชชนิดใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายว่า ต้องฝึกผู้ต้องขังให้พร้อมที่สุดก่อนจะพ้นโทษออกไป
ต่อยอดให้เป็น
"หนูสมัครเรียนนวด เห็นว่าเป็นรายได้ดี น่าจะออกไปประกอบอาชีพที่ดีได้" โอ๋บอก ตอนนี้โอ๋ได้รับใบประกาศนียบัตรเรียนจบคอร์สการนวดครบ 150 ชั่วโมง และทำหน้าที่นวดอยู่ประจำที่โซนบนของเรือนจำ โอ๋บอกด้วยว่า ถ้าพ้นโทษแล้ว ตั้งใจอยากจะเปิดร้านนวดเป็นของตัวเอง
จากการประเมินของหัวหน้าเรือนจำชั่วคราวแคน้อย ในผู้ต้องขัง 10 คน จะมีประมาณ 7 คนที่อยากจะเป็น “เจ้าของธุรกิจ” สาเหตุหนึ่งน่าจะเกิดจากสายตาที่ไม่ยอมรับของสังคมที่แม้จะบอกให้รู้ว่า เป็นโจรกลับใจ แต่หากรู้ว่าเคยเป็นคนขี้คุกมาก่อน ก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี
ความกังวลในชีวิตหลังพ้นโทษต่างๆ นานา จึงทำให้ผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่อยากจะออกไปมีอาชีพที่มีตัวเองเป็น “เจ้านาย”
“โอกาสที่เขาได้เป็นลูกจ้างจะยาก” สุภะลักษณ์ เดชบุญ นักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพชำนาญการ เรือนจำชั่วคราวแคน้อยเอ่ย และบอกว่า เป้าหมายของศูนย์ส่วนหนึ่งก็เลยจะสอนให้ผู้ต้องขังช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด
“อาชีพที่ลงทุนไม่มาก พวกค้าขายก็เป็นทางเลือกหนึ่ง เช่น ข้าวหมูแดง ขนมหวาน หมูปิ้งจะพยายามเอามาสอน เอาแม่ค้าจริงๆ ที่เขาขายมาพูดให้ฟังว่าการขายมันต้องลงทุนอะไรบ้าง ต้องทำยังไง ขายเวลาไหนบ้าง ใช้เวลากี่ชั่วโมงในการทำ และรายได้จะได้เท่าไร” สุภะลักษณ์เสริม ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลายอาชีพที่ทางเรือนจำฝึกให้ไม่ได้เน้นแค่เรื่อง “การเกษตร” เหมือนที่เคยมีในเรือนจำยุคก่อนเพราะเห็นว่า ปัจจุบันผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในการทำกินนั้นน้อยลง จึงต้องหาอะไรที่ง่ายขึ้นในการประกอบอาชีพ
"เรามีโครงการกำลังใจ (กองงานโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) เราจะเรียนรู้ตั้งแต่การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง มีการทำการเกษตรแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ แต่ปรากฏว่า ผู้ต้องขังรุ่นหลังๆ ไม่มีพื้นที่ในการทำกินที่พอออกไปมันจะสามารถต่อยอดชีวิตเขาได้ เลยต้องบาลานซ์ ต่อยอดอย่างอื่นพวกอาชีพเสริม ลดรายจ่าย เสริมรายได้ เช่น การกวนน้ำยาซักผ้า”
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีผู้ที่สนใจทำเกษตร โดยเฉพาะคนมีที่ดินเป็นของตัวเองก็ยังอยากจะเอาสิ่งที่ได้เรียนไปพัฒนาต่อที่บ้าน อย่าง ติ๋ว ผู้ต้องขังหญิง วัย 29 ปี ชาวจังหวัดเชียงราย ที่เลือกฝึกอาชีพทำไร่ชา โดยฝันว่า พอพ้นโทษออกไปแล้วจะสร้างไร่ชาออร์แกนิกของตัวเอง
“อยากเอากลับไปทำต่อที่บ้าน เพราะที่บ้านทำการเกษตร เราสนใจเลยเลือกเรียนทำชา ถ้าเป็นออร์แกนิกก็จะประหยัดเรื่องการใช้สารเคมีและความปลอดภัยของสารเคมี ดีกับผู้บริโภค และดีกับตัวเรา” ติ๋วบอก ซึ่งวันนี้เขาไม่ใช่แค่ฝันจะปลูกชา แต่เขาทำเองเป็นตั้งแต่พื้นฐานการปลูก ขั้นตอนการผลิต จนกระทั่งการแปรรูปผลิตภัณฑ์ด้วย
ทำมา.. หาเงิน
นอกจากจะฝึกทักษะทางอาชีพ ผู้ต้องขังหญิงที่นี่ยังได้ฝึกให้เรียนรู้เรื่อง "การออม" ผ่านระบบ “บัญชีครัวเรือน” ที่คล้ายกับสมุดบัญชีคอยบันทึกยอดเงินที่มีของแต่ละคน ซึ่งกฎของเรือนจำมีอยู่ว่า ให้ผู้ต้องขังใช้เงินในรูปคูปองได้วันละ 300 บาท ถ้าเบิกออกมาแล้วจะคืนไม่ได้ ผู้ต้องขังจึงต้องคิดให้ดีก่อนจะเบิกเงินเพราะจำนวนเงินที่เหลือจากการใช้นั้นจะกลายเป็น “เงินบูด” เก็บเข้าบัญชีไม่ได้อีก
บัญชีครัวเรือนนี้ยังเป็นสมุดที่ไว้บันทึก “เงินปันผล” ที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงในกองงานที่ผู้ต้องขังหญิงสังกัดอยู่ แต่ละคนจะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับงานที่ทำและความประพฤติของผู้ต้องขัง โดยเฉลี่ยจะได้อยู่ที่คนละ 800-900 บาทต่อเดือน เก็บสะสมไว้ในบัญชี เมื่อไรที่พ้นโทษ ก็จะได้เงินก้อนนี้ออกไปตั้งตัวด้วย
“ที่นี่จับเงินไม่ได้ ใช้คูปองแทน จะมีครูที่เป็นบัญชีสหกรณ์มาสอนให้ เงินได้ คือ เงินฝากจากญาติ เงินจากการปันผลทุกเดือน ตามแต่ละกองงาน ถือเป็นรายรับ รายจ่ายก็เป็นคูปอง พยายามเปรียบเทียบให้ใกล้ชีวิตจริงมากที่สุด” สุภะลักษณ์อธิบาย เขาบอกว่า นี่เป็นวิธีที่ทำให้ผู้ต้องขังรู้จักการวางแผนการใช้เงิน
“ก็คิดก่อนว่าวันหนึ่งเราจะใช้อะไรบ้าง ถ้าเราจะซื้อของใช้หรืออาหาร เราต้องรู้ราคาของก่อน... ถ้าอยู่ข้างนอกก็ใช้ไปเรื่อยๆ ตามเงินเดือนของตัวเอง ไม่ได้วางแผน” ออ ผู้ต้องขังหญิงวัย 37 ปี ที่เคยมีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเล่า ออเลือกที่จะใช้เงินที่ญาติส่งมาให้ แล้วเก็บเงินปันผลแต่ของละเดือนไว้เป็นเงินออมสะสมไว้ตั้งตัวเมื่อพ้นโทษ
เมื่อผู้ต้องขังเข้าถึงวิธีการประกอบอาชีพ เข้าใจหลักการออม และมีแนวคิดแบบพอเพียงเป็นภูมิคุ้มกันแล้ว สิ่งต่อไปที่ "จำเป็นต้องมี" ก็คือ การฝึกให้มีต้นทุนทางความคิดเรื่องการทำธุรกิจ
"บัญชีครัวเรือนเราใช้กับการจับจ่ายใช้สอย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะออมอย่างไรให้เกิดประโยชน์” เดชา แจ่มจันทร์ ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์เอ่ย เขาบอกว่า ปกติที่เรือนจำจะมีร้านขายสินค้าให้ผู้ต้องขัง เช่น แป้ง สบู่ ยาสีฟัน ในราคาถูกกว่าท้องตลาด ผู้ต้องหาจะไม่เบิกเอามาใช้มากอยู่แล้ว เพราะรู้ค่าว่า กว่าจะได้เงินมา ต้องทำงานและต้องมีความรู้มาก แต่อย่างไรก็ต้องมีการต่อยอดให้บริหารการเงินที่มีอยู่ให้เป็น
“เรือนจำสอนวิธีการประกอบอาชีพ แต่เรื่องการเงิน การตั้งราคาขาย การดูแลบัญชีส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่เรานำมาเสริม เพื่อจะต่อยอดให้ผู้ต้องหา” วิชัย ลิปิติกรานนท์ ผู้จัดการโปรแกรมพัฒนาเศรษฐกิจและธุรกิจ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย หนึ่งในวิทยากรโครงการ "ผู้หญิงฉลาดออม ฉลาดใช้ โครงการอบรมด้านการเงินโดยซิตี้แบงก์" ที่เข้ามาสอนผู้ต้องขังในเรือนจำกล่าว
การวางเป้าหมายชีวิต การจดบัญชีเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย การตั้งราคาสินค้าที่เหมาะสม โดยรู้เรื่องของจุดคุ้มทุน และหลายๆ อย่างที่เป็นประโยชน์ในการประกอบธุรกิจถูกนำมาสอนให้กับผู้ต้องขังหญิง โดยวิธีการที่นำมาใช้สอนนั้น เป็น “การสอนให้จับปลา” ให้รู้ว่าเมื่อเป็นเจ้าของธุรกิจแล้ว ควรจะบริการลูกค้าอย่างไร หรือแม้กระทั่งเป็นการชี้ให้เห็นค่าใช้จ่ายที่อาจถูกมองข้ามไปในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เมื่อต้องช่วยงานแต่งญาติ แม้กระทั่งค่าสลากกินแบ่งฯ ก็ยังต้องนำมาคิด โดยการสอนวิธีเดียวกันนี้เคยใช้กับผู้ต้องขังเรือนจำจังหวัดปทุมธานีและราชบุรีได้ผลมาแล้ว
"อยากปลูกผักโขมออร์แกนิก พื้นที่ 2 ไร่ ใช้เงินตั้งต้น 5,000 บาท เริ่มต้นเดือนเมษานี้” เนิ้ด ผู้ต้องขังหญิงวัย 22 ปี อ่านเป้าหมายของตัวเองให้ฟังหลังรับการอบรม โดยวางแผนไว้ว่า เงินตั้งต้นของธุรกิจจะเอามาจากเงินเก็บที่ได้จากการปันผลทุกเดือน เดือนละ 500 บาท ซึ่งก่อนจะพ้นโทษออกไป เขาจะต้องเก็บให้ได้
...ไม่ว่าฝันที่จะเป็นเจ้านายตัวเองหลังพ้นโทษจะเป็นจริงหรือไม่ ผู้ต้องขังหญิงเหล่านี้ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขาตั้งใจทำดีมากแค่ไหน





