กระแสขอคืนพื้นที่ IG ให้กับเด็กหญิงตัวน้อยยังคงมาเป็นระลอก คงต้องให้เหล่า FC ทั้งหลายทวนคำถาม และย้ำกับตัวเองใหม่ว่า ...ที่ทำไป คือ คิดดีแล้ว?
เมื่อการลบบัญชีอินสตาแกรมได้กลายเป็น "ดราม่า" ชามโต ที่บรรดาแฟนคลับออกมาส่งเสียงไปในทิศทางต่างๆ โดยมองข้ามกติกาที่ผู้ให้บริการเตือนเอาไว้ตั้งแต่แรก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คงเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ "ความถูกต้อง" สวนทางกับ "ความถูกใจ"
- กฎหมู่ สู้ กฎหมาย
"เราลืมคิดอะไรไปบางอย่างหรือเปล่า ก่อนจะเข้าไปใช้บริการอะไร ส่วนใหญ่ก็จะต้องมีกติกาอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ เรารู้ไหมว่า กติกาเขาเป็นอย่างไร ก็มีสองอย่างคือ รู้หรือไม่รู้.. ถ้ารู้แล้วยังทำก็คือตะแบง แต่ถ้าไม่รู้เลย ทั้งๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก แล้วเราไม่ต้องรู้อะไรเลยเหรอว่า เขามีข้อห้ามอะไรอย่างไร คือ มองมุมไหนมันก็ไม่ได้ทั้งนั้น" มนตรี สินทวิชัย หรือ 'ครูยุ่น' เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก เอ่ยระหว่างพูดคุยในรายการ Business Talk ออกอากาศทางช่อง NOW26 เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา
สิ่งที่ต้องคิดให้มากกว่าการออกมาเรียกร้องโวยวาย หรือจะไปถล่ม IG ใครต่อใครนั้น ครูยุ่นอยากให้ย้อนกลับไปดูที่เจตนาของกฎกติกาเหล่านั้นว่า ตั้งขึ้นเพื่ออะไรมากกว่า
อย่างการกำหนดอายุ "ขั้นต่ำ" ของผู้ใช้บริการ IG ให้มากกว่า 13 ปีนั้น ก็เป็นกฎที่ตั้งขึ้นโดยอิงอยู่กับกฎหมาย COPPA (The Children's Online Privacy Protection Act) ของสหรัฐอเมริกาเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อบนโลกออนไลน์ เพราะที่ผ่านมาเคยมีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการถูกกลั่นแกล้งกันผ่านโลกออนไลน์ (Cyber Bullying) จนถึงกับฆ่าตัวตายมาแล้ว นั่นย่อมหมายความว่า กฎกติกาที่เกิดขึ้นมันมีที่มาที่ไป
"ที่ทำอยู่นี่คือ คุณต้องการจะเปลี่ยนกติกาเหรอ.. คุณก็ต้องกลับไปดูว่า เขามีกติกาไว้ทำไม กรณีนี้มันอิงอยู่กับกฎหมายที่อเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่เด็กโดนกดดันจนฆ่าตัวตายมาแล้ว เพราะเด็กเนี่ย การตัดสินใจมันไม่เหมือนผู้ใหญ่ มองมุมไหนก็ไม่เหมือนผู้ใหญ่ แล้วเด็กจะรู้สึกถึงชีวิตอนาคตไหมถ้าเขาไปโชว์อะไรต่างๆ หรือถ้าจะบอกว่า 'น้องเขามีคนดูแล' นั่นแปลว่าอะไร แปลว่า น้องเขาไม่ได้เล่นเองใช่ไหม น้องเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วยใช่ไหม บางทีเขาโตขึ้น อาจจะบอกว่า รูปเขาไม่น่าไปอยู่บนนั้นเลยก็ได้"
ไม่ต่างกันกับความเห็นของ ประไพพิศ มุทิตาเจริญ อาจารย์จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เอ่ยถึงกรณีดังกล่าวไว้ในรายการเดียวกันว่า ที่น่าสนใจคือ แม้การออกมาเรียกร้องขอแอคเคานท์คืนให้กับเด็กหญิงนั้นจะเป็นด้วยเจตนาดี เพราะชื่นชมในความน่ารักของเด็ก แต่ในทางกลับกันก็คือ สิ่งที่เรียกร้องนั้นเกิดขึ้นจากการ มองความเสี่ยงไม่รอบด้าน
"ถ้ามองตามกฎหมายอย่างของ COPPA ของอเมริกา เขาจะมองว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ยังไม่มีวิจารณญาณมากพอ โดยถึงแม้ไม่ใช่แอคเคานท์ของเด็กเอง (ผู้ใหญ่เล่น) แต่กลับมีการโพสท์รูปเด็กในบางครั้งที่มีความเป็นส่วนตัวมากๆ เช่น รูปเด็กกำลังอาบน้ำ รูปบางรูปเด็กไม่สามารถตัดสินใจเองได้ พอเด็กโตขึ้น เด็กอาจไม่อยากให้มีรูปแบบนั้นอยู่บนโลกออนไลน์ก็ได้"
ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น การที่คนในครอบครัวออกมาบอกให้สังคมช่วยกันเซฟรูปเด็กหญิงคนนี้ไว้ ถือว่าเป็นอันตรายมากในความเห็นของ อ.ประไพพิศ ที่แม้จะออกตัวว่า นี่อาจเป็นการมองโลกแง่ร้ายเกินไป แต่ใครจะรู้ว่า คนจำนวนมากนั้นจะเอารูปของเด็กไปทำอะไรที่ไม่ดีในอนาคต
"ทุกวันนี้ มีผู้ปกครองจำนวนมากที่ชอบโพสต์รูปลูกตัวเอง ซึ่งก็เข้าใจนะคะ ว่ารักลูกแล้วก็อยากให้คนอื่นรักลูกด้วย แต่ก็ควรคิดให้มากขึ้นถึงผลกระทบที่อาจจะตามมา ซึ่งกรอบที่ทาง IG ตั้งเอาไว้ ก็เป็นกรอบเพื่อช่วยปกป้องสิทธิเด็ก" อ.ประไพพิศ เอ่ย
- มีอะไรใน '13' ?
การที่เด็กวัยต่ำกว่า 13 ขวบ ถูกควบคุมความเหมาะสมในการใช้โซเชียลมีเดีย ทั้งนี้เหตุผลหลักเพื่อ "การปกป้องเด็ก" จากความสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ภัยจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า เด็กจะแยกแยะออกไหม ระหว่างตัวตนใน “โลกจริง” กับ “โลกออนไลน์”
แพทย์หญิงวิมลรัตน์ วันเพ็ญ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น ราชนครินทร์ ให้ความเห็นไว้ว่า "คงต้องเริ่มทำความเข้าใจจากพัฒนาการของเด็ก ที่ในแต่ช่วงวัยก็จะมีพัฒนาการไม่เหมือนกัน"
โดยคุณหมอแบ่งตามช่วงพัฒนาการออกเป็น "เด็กเล็ก" และ "วัยรุ่น"
"วัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบหาตัวตน การเข้าถึงหรือใช้โซเชียลมีเดีย จึงเป็นสิ่งที่วัยรุ่นชอบอยู่แล้ว ตัวตนของเขาที่แสดงออกไปและมีคนสนใจ เขาจะรู้สึกว่ามันโอเค ทุกอย่างที่โพสต์ผ่านสื่อแล้วมีคนติดตาม เขาจะชอบ แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ชอบ ยังคอยติดตามเลยว่าเรตติ้งตัวเองดีขนาดไหน มีคนติดตามมากแค่ไหน แต่ เด็กเล็ก คิดได้ไม่เท่าผู้ใหญ่ มุมมองของเขาจะคิดสั้นแค่เท่าประสบการณ์ที่มี คือ เด็กคิดแค่อยู่ตรงหน้าว่า เรื่องนี้มันสนุกนะ ถ้ามีอะไรผิดปกติ เด็กก็จะมองว่า มันไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับเรานะ เป็นอารมณ์นั้นไป"
"ผู้ใหญ่จึงต้องดูแลเด็ก ไม่ต้องถึงกับห้ามใช้โซเชียลมีเดีย แต่ควรมองทางที่มัน safe สำหรับเด็กด้วย ยิ่งเด็กเล็ก เขายิ่งใส ในแง่ที่ว่า เป็นวัยที่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ (ประสบการณ์) ร้ายๆ ในชีวิตเลย และยังแยกแยะไม่ออก เขาจะยึดเอาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลมีเดียนั้น มันเป็นจริง คนที่ชื่นชมเขาเป็นการชื่นชมจริงๆ ทุกอย่างเป็นเช่นนั้น ซึ่งในโลกโซเชียลมีเดียต้องเป็นคนมีประสบการณ์เชี่ยวๆ พอสมควร จึงจะรู้เท่าทัน ความจริงไม่จริงในตรงนั้น" คุณหมอกล่าว
ส่วนในแง่พัฒนาการเด็กต่ำกว่า 13 ปี ควรจะเปิดรับการปฏิสัมพันธ์ผ่านสื่อหรือไม่ หรือรับได้ในระดับไหนนั้น จิตแพทย์เด็กคนเดิมมองว่า กับคนแปลกหน้า ไม่ว่าวัยไหนๆ ก็เสี่ยงอยู่แล้ว
"ส่วนเด็กวัย(ต่ำกว่า 13ปี)นี้ เขาเข้าสู่โลก (โซเชียลมีเดีย) ด้วยความจริง เขาไม่ได้มีประสบการณ์มาก พอคน (แปลกหน้า) มาคุยดีด้วย เขาจะหลงเคลิ้มได้ง่าย เป็นธรรมชาติคนเราที่มีคนมาพูดดีด้วย มันคล้ายๆ ปั๊ปปี้เลิฟที่ทำให้เรารู้สึก สดชื่น ชุ่มชื่นหัวใจ"
โดยคุณหมอยังอธิบายเหตุผลในเชิงพัฒนาการของเด็ก หากมองจากพัฒนาการทางสมอง คนวัย 20 ปีจึงจะมีพัฒนการสมองส่วนหน้าเต็มที่ ส่วนช่วง 13 ปีขึ้นไปจะเป็นพัฒนาการที่อารมณ์มาก่อนเหตุผล ขณะที่เด็กเล็กวัยต่ำกว่า 13 ปีจะมาแบบ "ซื่อๆ ใสๆ" คิดอะไรก็แสดงออกอย่างนั้น ไม่สามารถคิดรอบด้านได้
"ถ้าไม่มี 'ผู้ใหญ่ประกบเด็ก' ใน(การเล่นโซเชียลมีเดีย)เลย เด็กจะเข้าใจไปเองว่า สิ่งที่เขาเห็นในนั้น เป็นความจริง โลกนี้สวยงาม พอเขาโตขึ้นไป เขาจะติดอยู่กับตรงนั้น เพราะในวัยเด็กเล็กชีวิตเขาลอย(สูง) ที่เขาได้เป็นจุดสนใจ เป็นคนเด่น อยู่บนฟ้าแล้ว พออยู่ดีๆ ชีวิตมันไม่เด่นแล้ว เด็กจะไม่เข้าใจ และอาจจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีความเข้าใจแบบเด็กๆ ว่า ทำไมชีวิตไม่แฮปปี้เอนดิ้งตลอดล่ะ"
โดยเฉพาะเด็กที่มีชื่อเสียงในโลกโซเชียล ซึ่งอาจเป็นการสร้างภาพลักษณ์ตัวตนที่คนอื่นๆ ดันให้เป็นนั้น ในมุมของพญ.วิมลรัตน์ ยืนยันว่า "เสี่ยง" แน่นอน..
"มีเด็กไม่กี่คนหรอกที่จะหาตัวตนเจอ เขายังต้องเรียนรู้ กว่าจะเจอตัวตนที่ลงตัวได้ก็ยังต้องใช้เวลาหาพอสมควร แต่การอยู่ในโลกโซเชียล เขากลายเป็นจุดสนใจไปแล้ว มันก็เป็นดาบสองคม ถ้าปรับตัวได้ตามสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ก็ไม่เป็นไร"
"ในชีวิตปกติ (พัฒนาการ) เขาจะต้องหาตัวเองไปเรื่อยๆ จากการปรับตัวกับสังคมในแต่ละช่วงวัย ใช้เวลาพอสมควร ถ้าเราใส่(ตัวตน)ให้เขาเลยแบบนั้น การอยู่แบบได้ตัวตนเร็วแบบนั้น เด็กก็จะไม่ไปหาตัวตนจากข้างนอกแล้ว เขาจะหลงใหลไปกับการเป็นจุดสนใจ จนกลายเป็นภาพที่ถูกยึดไว้ ถ้าโตขึ้น ปรับตัวได้ดี มีความแข็งแรงของใจ และแยกแยะได้ว่า ตรงนั้นมันเป็นเพียงประสบการณ์สนุก มีความสุขในช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่ติดอยู่กับภาพความเป็นจุดสนใจได้ ก็จะดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ใหญ่ผู้ปกครองก็ต้องช่วยเด็กด้วย" พญ.วิมลรัตน์เอ่ย
- ลดโพสต์ งดเสี่ยง
แม้บางเสียงจะทักท้วงว่า การกำหนดกรอบอายุอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุด เพราะในโลกออนไลน์เองก็ยังมีช่องโหว่ของคนหัวหมอที่ต้องการจะ 'หลบเลี่ยง' ฉะนั้นทางออกที่เหมาะสมคือ อะไร ?
"..ถ้าเราจะปกป้องคุ้มครองเด็กหรือสังคม เราต้องร่วมมือ ไม่ใช่หาแพะ" ครูยุ่นเอ่ย และเสริมถึงเคสเด็กหญิงคนดังรายนี้ แน่นอนว่า คงไม่ใช่คนเดียวที่ถูก IG ลบแอคเคานท์ แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมถ้าจะไปโวยวายว่า ทำไมคนโน้นยังทำได้ ทำไมคนนี้ถึงไม่โดนลบ
"กติกามันเป็นเรื่องของความร่วมมือด้วย ไม่ใช่การจะไปตามปราบอย่างเดียว ถ้าจะบอกว่า คนอื่นเล่นแทน ก็เล่นชื่อตัวเองสิ นี่สับขาหลอกอะไรรึเปล่า มันก็ต้องชัดเจนนะ บางทีเราชอบไปวิพากษ์ วิจารณ์เด็กว่า ไปซิ่ง ไปแว้น ไม่เคารพกติกา ก็ต้องถามกลับว่า แล้วผู้ใหญ่ล่ะ เคารพกติกาหรือเปล่า"
เพราะไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่ครูยุ่นย้ำอยู่หลายครั้ง นั่นคือ การตั้งคำถามถึง "สิ่งที่เด็กต้องการจริงๆ"
"ถ้าไม่ได้มีผู้ใหญ่เข้ามาวุ่นวาย เด็กก็อาจจะมีความสุขได้แค่วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ เด็กต้องการแค่เพื่อน และบรรยากาศที่มีความสุข แต่ผู้ใหญ่พยายามยัดเยียดอะไรให้เขาล่ะ จะใช้จำนวนคนมาเปลี่ยนกติกาเหรอ มันไม่ใช่นะ"
เสริมด้วย อ.ประไพพิศ ที่มองเลยไปถึงกรณีความพยายามดันลูกของพ่อๆ แม่ๆ ทั้งหลายไม่ว่าจะเดินสายออกงาน โชว์ตัว หรือประกวดอะไรก็ตาม
"หนึ่งในเรื่องสิทธิเด็กที่เป็นอนุสัญญา หนึ่งในนั้นบอกว่า เด็กทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาและส่งเสริมตามวัย ซึ่งในเชิงพาณิชย์นี่ การเอาเด็กไปโชว์หรือประกวดตามเวทีต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองควรมีวิจารณญาณว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคืออะไร ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผู้ปกครองต้องตัดสินใจว่าคุณจะรับความเสี่ยงตรงนั้นได้ไหม เพราะเด็กบอกไม่ได้ว่า ต้องการให้คนมองเขาในแบบไหนยังไง ถ้าเรารักเด็กแต่ไม่ได้มองให้รอบด้าน ไม่พยายามมองความเสี่ยงของลูกของหลานเราในมิติต่างๆ เพราะสุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์ของการป้องกันสิทธิเด็กก็คือผลประโยชน์ของลูกหลานเราเอง"
ทั้งคู่ต่างเห็นในทางเดียวกันในเรื่อง "ผลประโยชน์" ของตัวเด็กเอง ที่ควรจะถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดไม่ว่าในกรณีใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก
"ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องอยู่บนประโยชน์สูงสุดของเด็ก บางทีเราไปแปลความสุขของผู้ใหญ่ว่าเป็นอันเดียวกับของเด็ก หรืออย่างการพาเด็กไปทำงาน กม.ไทยมันก็ชัดเจนนะ ตาม พรบ.คุ้มครองเด็ก ไม่อนุญาตให้ผู้ใหญ่แสวงหาประโยชน์จากเด็ก แต่บางคนก็บอกว่า ก็นี่น้องเค้าได้ประโยชน์ไง.. เอาให้ชัดๆ นะว่า ใครได้ประโยชน์กันแน่" ครูยุ่นตั้งคำถาม
นอกจากการดูแลความเป็นไปของเด็กบนโลกโซเชียลอย่างระมัดระวังแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญก็คือ การดูแลจิตใจและความพร้อมของเด็ก โดยเฉพาะการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเข้าใจความเป็นจริง
"อย่าให้เขา 'หลงเชื่อ' ในสิ่งนั้น" พญ.วิมลรัตน์ ย้ำ
เพราะการจะไปห้ามนั้นคงยาก แต่จะทำอย่างไรให้เด็กอยู่ในโลกโซเชียลอย่างไม่ตกเป็นเหยื่อ คือ สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรเพ่งไปมากกว่า
เรื่องหนึ่ง คือ การมองหา "ความพอดี" ซึ่งคุณหมอแนะนำว่า อยากให้แชร์อะไรที่เป็นประสบการณ์ดีๆ คิดให้ดีว่า สิ่งนี้แชร์ไปแล้วได้ประโยชน์อะไร และไม่ควรบอกรายละเอียดส่วนตัวเกี่ยวกับเด็กหรือลูกของเรามากเกินไป
"การเล่าประสบการณ์ที่ดีจะทำให้คนอื่นได้เรียนรู้ นำไปใช้ต่อได้ แต่การเสนอเรื่องที่เป็น private เกินไป มันทั้งไม่สมควร และอันตรายสำหรับเด็กด้วย แม้จะไม่มีเคสให้เห็น แต่มันมีความเสี่ยงที่จะเกิดได้ อยากให้ระวังค่ะ" จิตแพทย์เด็กเตือน
ไม่ใช่แค่เด็กเท่านั้น เพราะกระทั่งผู้ใหญ่เอง ก็ยังเสี่ยงต่อการหลงไปในโลกโซเชียลได้เช่นกัน
"การออกสื่อ และใช้โซเชียลมีเดียมันเป็นแฟชั่นของยุคนี้ ใครๆ ก็ทำกัน แต่ด้านหนึ่ง เราก็กลัวว่า มันจะกลายเป็น สิ่งที่ตอบสนองผู้ใหญ่มากกว่า หรือมันเป็นโอกาสที่ผู้ใหญ่ซึ่งไม่เคยมี(แบบนี้)ในวัยเด็กแต่อยากให้ลูกทำหรือเป็นในสิ่งที่ตัวเองเคยฝัน เคยอยากทำแล้วทำไม่ได้ สิ่งที่ต้องระวังจึงกลายเป็นว่า ต้องระวัง “ผู้ใหญ่ว่าจะ "หลงตามอารมณ์" นั้น"
อยากชดเชยสิ่งที่ขาดไปในอดีต ไม่ใช่ปัญหา แต่ที่เป็นปัญหา คือ การไม่รู้เท่าทันต่างหาก..
"อย่าว่าแต่เด็กเล็กเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ ยัง “หลง” และก็ “หลุด” มีพฤติกรรมที่หลุดไม่เหมาะสมกับการ(พยายาม)เป็นจุดสนใจในนั้น(โลกโซเชียล)" พญ.วิมลรัตน์ทิ้งท้าย


