เล่น 'คำ' ที่ลำโขง

ราคาทองขึ้นๆ ลงๆ อาจชี้วัดทิศทางตลาดทุนได้ แต่วิถีชีวิตของคนริมโขงกลับชี้วัดได้ด้วยระดับของสายน้ำโขง
ข่าวราคาทองพุ่งทะยานขึ้นเฉียดสองหมื่นบาท โดยได้แรงหนุนจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (SNB) ประกาศยกเลิกการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนฟรังก์สวิสไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว น่าจะเป็นข่าวดีของนักลงทุนที่เตรียมเทขายทองในมือเพื่อกินกำไร แต่ข่าวดีแบบนี้ก็ไม่ได้มีทุกวันเพราะราคาทองที่ขึ้นๆ ลงๆ มาจากเหตุผลนานาประการซึ่งควบคุมไม่ได้
...คล้ายกับวิถีชีวิตของ 'คนเล่นคำ' หรือที่เข้าใจง่ายๆ คือ 'คนร่อนทอง' ที่อนาคตของพวกเขาถูกกำหนดโดยปัจจัยอื่นๆ ซึ่งควบคุมไม่ได้เช่นกัน
คนเล่นคำ
แม่น้ำโขงที่ทอดยาวกินพื้นที่หลายประเทศ ตั้งแต่จีน ลาว เมียนมาร์ ไทย กัมพูชา ไปจนถึงเวียดนาม รวมระยะทาง 4,880 กิโลเมตร ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชาวอุษาคเนย์ก็ว่าได้ เพราะนอกจากเป็นแม่น้ำสายยาวแล้ว 'น้ำโขง' ยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอยู่ในทุกตารางนิ้วทั้งในน้ำและสองฟากฝั่ง คนริมโขงจึงได้ใช้สอยทรัพยากรจากแม่น้ำเสมอมา หนึ่งในนั้นคือ 'ทองคำ'
คนเล่นคำอย่าง บุญพร้อม อ่อนตามา ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ใช้สายน้ำสายนี้หล่อเลี้ยงชีวิตมานานถึง 49 ปี ทั้งในบทบาทเกษตรกรและคนเล่นคำ ซึ่งเธอเปิดเผยว่าทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ช่วงที่ว่างจากงานเกษตรก็ลงมาเล่นคำ โดยเฉพาะช่วงที่น้ำลดจนเห็นแก่งเห็นดอน
เมื่อหลายปีก่อน บุญพร้อมเริ่มเข้าวงการคนเล่นคำครั้งแรก เพราะคนรุ่นก่อนหน้าคือตากับยายที่เลิกไปด้วยสังขารไม่ไหว เธอจึงเป็นคนรับช่วงต่ออย่างเสียไม่ได้ อันที่จริงเธอบอกว่าไม่มีอะไรเสียด้วยซ้ำเพราะการเล่นคำหรือร่อนทองแทบไม่ต้องลงทุน มีเพียงอุปกรณ์นิดหน่อย คือ บ้าง (เป็นถาดไม้ทรงคล้ายหมวกน๊อนล้า (Non La) ของชาวเวียดนาม) กระคุ (ตะกร้า) แวก (จอบเล็กๆ) และคุ (ถังใบย่อม) บุญพร้อมและคนอื่นๆ จะแบกอุปกรณ์เหล่านี้ลงไปยังดอนดินกลางแม่น้ำในยามที่น้ำลด แต่ละคนจะจับจองทำเลส่วนตัวแล้วปักหลักเล่นคำตั้งแต่สายๆ ยันบ่ายแก่ๆ
"ตรงไหนมีคำก็เล่น ถ้าไม่มีก็ไม่เล่น" บุญพร้อมบอกขณะเริ่มใช้แวกขุดดินใส่กระคุ นั่นหมายความว่าพวกเขาแต่ละคนไม่มีใครรู้เลยว่าทองคำที่พวกเขากำลังตามหานั้นอยู่ตรงไหน สิ่งเดียวที่จะสร้างขวัญกำลังใจให้พวกเขาสู้แดดสู้ลมได้ก็หนีไม่พ้น 'สิ่งศักดิ์สิทธิ์'
"ลงไปก็ให้โชคให้หมาน ให้ได้ใช้ได้สอย" บุญพร้อมบอกว่าเธอจะกล่าวบูชา 'แม่บ้าง' อย่างนี้พร้อมกับเซ่นไหว้ด้วยไข่ต้ม ดอกไม้คู่ เทียนคู่ เป็นการบูชาแสนเรียบง่ายก่อนที่คนจะลงมาเล่นคำ แม้เป็นความเชื่อเหนือธรรมชาติ แต่คนร่อนทองก็ยืนยันว่าตั้งแต่ร้อยกว่าปีก่อนจนถึงวันนี้พวกเขายังหาทองคำจาก 'ขี้ปึก' หรือดินในแม่น้ำโขงได้เสมอ
บุญพร้อมนำขี้ปึกเทใส่บ้างแล้วแกว่งในน้ำเพื่อให้ดินละลายไปกับสายน้ำ ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าท่ามกลางแดดเปรี้ยง จนได้เศษดินบางๆ ที่ก้นบ้าง ตอนนี้เองที่พวกเขาจะเริ่มเล็งหาแร่ล้ำค่าซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก
"เห็นไหมคะ เหลืองๆ ไหลลงมา นี่เห็นไหม เหลืองๆ นี่ใช่เลย แดงๆ นี่ก็ใช่หมดเลย" บุญพร้อมวักน้ำใส่ขี้ปึกพร้อมกับชี้ผงเล็กจิ๋วให้ดูอย่างตื่นเต้นดีใจ เธอยืนยันว่าผงสีเหลืองๆ แดงๆ นั่นคือทองคำ!
...แต่นั่นยังไม่พอ
บุญพร้อมบอกว่าเธอจะเริ่มเล่นคำตั้งแต่แปดโมงเช้า จนถึงเที่ยงจึงพักกินข้าว แล้วมาเล่นต่อจนถึงบ่ายสามบ่ายสี่ ในหนึ่งวันหากโชคดีเธอจะได้ทองติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วยทุกครั้ง มากบ้างน้อยบ้างก็ถือว่ายังได้ เพียงแต่ต้องขยันหน่อย เพราะทองคำที่ได้แต่ละทีเท่าที่บุญพร้อมและคนอื่นๆ ยื่นให้ดูนั้นเล็กจิ๋วเหลือเกิน ถ้าขยันมากก็จะเก็บเล็กผสมน้อยจนกลายเป็นมากในที่สุด
"ใช้ปรอทเทลงไปเพื่อให้มันจับกัน แล้วเราก็เอามาใส่ผ้าแล้วปั้นเอา ก็จะเป็นก้อนขาวๆ ถ้าไปเผาแล้วจะแดงขึ้น เป็นทอง ถ้าตอนปรอทจับอยู่ก็ขาวๆ เป็นสีปรอท" บุญพร้อมอธิบายกระบวนการสุดท้ายของการเล่นคำ
ทองคำที่ได้จากแม่น้ำโขงมีสามลักษณะ คือ ทองคำไฮ ลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ถือว่าเล็กที่สุด อาศัยร่อนหลายวันถึงจะได้เป็นเม็ดและมีน้ำหนักดีกว่าชนิดอื่น ทองคำเม็ด มีลักษณะเห็นได้ง่าย ขนาดเบา ได้เป็นก้อนเร็ว สุดท้ายคือทองคำเซี่ยน มีลักษณะเห็นได้ง่าย เม็ดใหญ่ แต่น้ำหนักเบา นานๆ ครั้งจึงจะได้เจอ ถ้าได้คำเม็ดก็จะได้ทองก้อนเร็วขึ้น
น้ำไม่ลด ดอนไม่ผุด
"เล่นมาก็พอได้ใช้นิดๆ หน่อยๆ พอได้ซื้อกับข้าว ให้ลูกให้หลานไปกินขนม ครั้งแรกที่เล่นก็ขายได้สี่พันกว่าบาท" บุญพร้อมเล่าให้ฟัง
จากข้อมูลที่ว่าพ่อค้าที่มารับซื้อทองคำจากชาวบ้านจะนำทองที่ได้มาเผาไฟเพื่อได้ทองคำบริสุทธิ์และรับซื้อในราคากรัมละประมาณ 950 บาทขึ้นลงเล็กน้อยตามราคาทองทำ ณ เวลานั้น เหมือนว่ารายได้ที่แต่ละคนได้จากการร่อนทองในลำโขงจะมากพอตัว มิหนำซ้ำในอดีตยังมีคนได้ดิบได้ดีเป็นเศรษฐีจากการร่อนทองมาแล้ว ยิ่งตอกย้ำว่าคนร่อนทองจะต้องมีกินมีใช้ ร่ำรวยกันถ้วนหน้าแน่นอน แต่สิ่งที่บุญพร้อมบอกต่อไปนี้ทำให้ต้องลบภาพที่มโนเอาไว้เลยทีเดียว
"ที่ผ่านมาก็เล่นกันพอได้ใช้อยู่ แต่ช่วงหลังๆ ปีกลายน้ำก็ไม่ค่อยแห้งเท่าไร แต่ว่าปีนี้มีช่วงนี้ที่น้ำแห้งก็ลงมาเล่น แต่พอน้ำขึ้นก็รวดเลย"
เพราะการเล่นคำแต่ละทีต้องรอน้ำลดจนดอนผุด แต่ด้วยฤดูกาลที่เปลี่ยนไปอย่างวิปริตก็ทำให้ช่วงน้ำขึ้นน้ำลงผิดแผกไปด้วย จากที่คนทำไร่ไถนาสลับกับเล่นคำอย่างมีจังหวะจะโคน ก็ต้องคอยชะเง้อชะแง้ดูระดับน้ำแทบจะชั่วโมงต่อชั่วโมง แต่เมื่อน้ำไม่ลด ดอนก็ไม่ผุด คนก็ไปขุดขี้ปึกมาร่อนหาทองไม่ได้
บุญพร้อมบอกว่า "มันผิดฤดูแล้วเดี๋ยวนี้ ถ้าตามฤดูกาลของมันคือเดือนหนึ่งเดือนสอง น้ำจะแห้งลงๆ พอเดือนสามเดือนสี่น้ำจะแห้งเป็นหาดลงไปเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ประเดี๋ยวมันก็ขึ้น ประเดี๋ยวมันก็ลง คนเลยไม่ค่อยมาเล่นเพราะกลัวน้ำ บางคนเตรียมเครื่องมือเตรียมของไว้ก็ไม่ได้มาเล่นเพราะน้ำมันขึ้นลงไม่ตามปกติ"
อย่างวันสองวันก่อนที่พวกเขาจะได้กลับมานั่งร่อนทองกันอีกครั้งน้ำก็ท่วมจนไม่เห็นดอนเลยตลอดทั้งวัน แม้แต่ตอนที่กำลังขุดกำลังร่อนอยู่ บุญพร้อมก็คอยเหลียวมองตลอดว่าระดับน้ำจะถึงไหนแล้ว
"เวลาเล่นอยู่ น้ำมันมาง่าย มันซอกแซก ไหลมาเรื่อยๆ เดี๋ยวเดียวก็ท่วม กลัวน้ำซัดไปก็เลยไม่ลงมาเล่น เวลาน้ำขึ้นมันน่ากลัวนะ เห็นไหม มันไหลน่ะ ยิ่งขึ้นก็ยิ่งแรง ถ้าน้ำแห้งเรื่อยๆ ก็เล่นไปเรื่อยๆ แล้วก็ได้ทองเรื่อยๆ"
นอกจากฝั่งไทยแล้ว ที่ฝั่งลาวก็ได้ใช้ทรัพยากรล้ำค่านี้เช่นกัน เพราะที่ริมโขงฝั่งลาวก็มีคนเล่นคำแถมยังเล่นเก่งมากทีเดียว แต่ไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนก็ต้องพ่ายให้กับระดับน้ำที่ขึ้นลงมั่วซั่ว
เมื่อถามกันตรงไปตรงมาและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) น้ำที่ขึ้นๆ ลงๆ อาจมีเหตุผลมากกว่าแค่ฤดูกาลผิดเพี้ยน เพราะเหนือขึ้นไปจากลำโขงที่ผ่านไทยและลาว ก็มีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงจากประเทศจีน สายน้ำโขงจึงขึ้นลงตามใจผู้ผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนประเทศจีน และอีกไม่นานจะมีอีกไม่น้อยกว่าสองเขื่อนที่จะมาร่วมกั้นน้ำโขงอีก ถึงคราวนั้นคนเล่นคำแทบไม่อยากคิด
Gold Future : มากกว่าอนาคตคนเล่นคำ
แม้นักเล่นคำแต่ละคนจะมานั่งหาทองกันตามลำพัง นั่งแยกกันเป็นจุดๆ พุดคุยกันบ้างตามประสา แต่นอกเหนือจากตัวพวกเขาเอง ที่บ้านของทุกคนมีคนอื่นๆ ในครอบครัว อย่างบุญพร้อมเองก็แทบจะเป็นหัวเรือใหญ่ของบ้าน ต้องหารายได้จุนเจือพ่อแม่ซึ่งแก่เฒ่า และส่งลูกชายเรียนมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน มีเพียงลูกสาวหนึ่งคนที่ไปทำงานเลี้ยงตัวเองที่ชลบุรี
"ตอนนี้ก็ทำไร่ไถนาและเล่นคำนี่แหละค่ะ เล่นคำนี่ก็หาสตางค์ใช้ ส่งลูกเรียนตอนนี้ก็ปีสองแล้ว ก็ได้เสียค่าเทอม ค่าเช่าห้อง ค่ากิน เดือนหนึ่งก็เป็นหมื่นบาท สารพัด"
บุญพร้อมบอกว่าทองนี่เป็นรายได้สำคัญเลยทีเดียว แต่พอน้ำขึ้นก็ลำบาก ขาดรายได้ไปมาก ลูกเต้ายังต้องเรียนทุกวัน แต่รายได้ไม่ได้มีทุกวัน ไม่สอดคล้องกัน
"ก็อยากให้ลูกได้เล่าได้เรียน เพราะพ่อแม่ก็จน ไม่มีอะไรจะให้ ให้ลูกได้เล่าได้เรียน ได้เลี้ยงตัว ได้หางานทำ"
การเล่นคำแม้จะเป็นการหาเงิน (หาทอง) โดยที่ไม่ต้องลงทุน มิหนำซ้ำยังมีอาชีพเกษตรกรรองรับอยู่ด้วย คล้ายว่าพวกเขาน่าจะเป็นคนมีสตางค์ แต่ในเมื่อรายจับกับรายจ่ายกลับสวนทางกัน คงยากหากจะถามหาเงินเก็บหรือคำว่า 'รวย' จากพวกเขา
บุญพร้อมบอกว่ารายจ่ายในบ้านใช้ไม่มากมาย แต่ที่หนักคือส่งลูกเรียน ตอนนี้จึงต้องก้มหน้าก้มตาตักขี้ปึกมาร่อนหาทองกันไปตามประสา ด้วยหวังว่าลูกเรียนจบมาจะหางานทำเป็นเรื่องเป็นราว
อาจสวนทางกับ นงเยาว์ ประกอบสุข คนเล่นคำวัย 42 ปี ชาวอำเภอปากชม ถึงแม้จะมีที่ดินสำหรับทำไร่มัน 30 ไร่ แต่ละปีมีรายได้จากไร่มัน ประมาณ 100,000 บาท มีที่นา 8 ไร่ ได้ข้าวปีละ 60 กระสอบ และมีสวนมะม่วง 80 กว่าต้น แต่งานที่ชอบที่สุดคือเล่นคำที่ลำโขง ทั้งที่รู้ว่ารายได้หลักไม่ได้มาจากเล่นคำ
ทว่าสิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือพอกินพอใช้ ตราบใดที่ทองคำที่เล่นได้จากแม่น้ำโขงถูกกำหนดด้วยระดับน้ำ ไม่ว่าจะด้วยฤดูกาลหรือด้วยเขื่อน ก็คงไม่อาจสร้างเศรษฐีได้อย่างอดีต บางคนจึงได้ส่งลูกเรียน บางคนได้พอหาอยู่หากิน เล่นคำแต่ละทีจึงไม่พ้นแค่การ 'เลี้ยงชีพ' เท่านั้นเอง







