ยุคหิน...บีกิน อะเกน

ยุคหิน...บีกิน อะเกน

คนไทยได้รู้จักศาสตร์ของหินมาไม่ต่ำกว่า 13 ปีก่อน แล้วความนิยมนั้นค่อยๆ แผ่วลงไป

จนกระทั่งปลายปี 2557 กระแสกลับมาแรงอีกครั้ง จุดประกายจึงตั้งข้อสังเกตว่า อะไรทำให้หินกลับมาฮิตอีกครั้ง

เป็นที่รู้กันว่าวิทยาศาสตร์ได้อธิบายเรื่องพลังของหินเอาไว้ว่าเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง เมื่อผ่านกาลเวลาที่จะหลอมรวมกันได้สะสมพลังจากจักรวาล มีพลังของดิน น้ำ ลม ไฟ ผ่านกาลเวลามานานนับร้อยนับพันล้านปี จึงมี รูปทรง สีสัน และคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป จนกลายเป็นอัญมณี ควอตซ์ หรือหินผลึกชนิดอื่นๆ และมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณ ได้เรียนรู้ ในการนำพลังออกมาจากหิน นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบำบัดรักษาโรค จนกลายเป็นศาสตร์โบราณต่างๆเช่น เจมสโตน ฮีลลิ่ง (Gemstone Healing) เจม เทราพี (Gem Therapy) คริสตัล ฮีลลิ่ง (Crystal Healing)

การกลับมาของหิน ดัชนีบ่งชี้ถึงเศรษฐกิจด้านลบ

เป็นที่น่าสังเกตว่าเพราะอะไรหินจึงได้รับความนิยมมากขนาดนั้น ไปที่ไหนใครๆ ก็ใส่หิน จุฑามาศ ณ สงขลา นักบำบัดเยียวยาจิตวิญญาณกล่าวว่า ต้องท้าวความถึง การใช้หินบำบัดในอเมริกาและยุโรปเป็นที่นิยมมากเพราะฝรั่งถ้ารู้สึกว่าจิตใจกำลังแย่ จะเข้ารับการบำบัดจากจิตแพทย์ หรือนักบำบัดทันที ดังนั้นหินกับคริสตัลจึงเป็นที่รู้จักมานาน

“จากวันที่คนไทยเริ่มรู้จักกับคุณสมบัติของหิน วันนี้ถือว่าครบรอบ 12 ปีเต็มพอดี กลับมาฮิตอีกครั้ง เราเองก็มาวิเคราะห์ว่าทำไม 4-5 ปีที่ผ่านมากระแสความนิยมเริ่มซาลง กระแสของหินเริ่มนิ่งๆ เฉยๆ แต่ก็ยังพอขายได้ พอปลายปีตั้งแต่ สิงหาคม กันยายน ตุลาคม กราฟเริ่มพุ่งขึ้นสุดๆ แบบก้าวกระโดด เราก็มาวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้น จนพบว่าเป็นช่วงที่คนไทยไร้ที่พึ่งทางใจ สภาพปัญหาเศรษฐกิจ บ้านเมือง คนอยู่ในสภาวะต้องการตัวช่วย ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวที่จับต้องได้”

กูรูหินเล่าว่า ช่วงก่อนมีหินจากทิเบตเข้ามาโด่งดังในเมืองไทย ถัดจากนั้นก็เป็น จตุคามรามเทพ จากนั้นทุกอย่างซาไป จนวันนี้หินเริ่มเข้ามานิยมอย่างรวดเร็ว การกลับมาของหินเป็นไปได้ว่า คนเริ่มรู้สึกขาดสิ่งยึดเหนี่ยว เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน ความเชื่อเรื่องหินจึงกลับมาอีกครั้ง

“อีกอย่างคนอีกส่วนหนึ่งก็ตามกระแสของดารา บวกกับเรื่องของแฟชั่นและความเชื่อ เป็นการจุดประกายให้พ่อค้าแม่ขายทั้งหลายหันมาจำหน่ายหิน เมื่อ 12-13 ปีก่อน ไปที่ไหนๆ ก็มีคนขายหินไม่เว้นแม้แต่ตามตลาดนัด สมัยก่อนโซเชียลมีเดียยังไม่มีบทบาทเหมือนปัจจุบัน ตอนนี้มีทั้งดารา คนดัง โปรโมทลงหน้าเฟสบุ๊คบ้าง อินสตาร์แกรมบ้าง บางคนเห็นหินของคนอื่นสวยก็แคปเจอร์หน้าจอมาถามเราว่ามีไหมตัวนี้ไหม”

เธอว่าคนซื้อหินเพราะความเชื่อมากกว่าความชอบ เคยเก็บสถิติดูพบว่า คนยิ่งมีความรู้ก็ยิ่งมีความเชื่อ เช่น ผู้พิพากษา หมอ ฯลฯ โทรมาปรึกษาว่า เขาต้องใช้หินอะไร นักธุรกิจรายหนึ่งโทรศัพท์มาปรึกษาว่าเรื่องเงินไม่มีปัญหา มีหินอะไรที่มีพลังของความน่าเชื่อถือ แผนงานที่นำเสนอประสบความสำเร็จ เนื่องจากคุณพ่อเป็นเจ้าของธุรกิจบ้านจัดสรรใหญ่ ทำอยางไรให้ผู้ใหญ่เชื่อถือ แต่ละคนมาด้วยความเชื่อ ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว เพราะรู้สึกว่าตนเองขาดพลัง ดังนั้นหินเป็นสิ่งที่จับต้องได้ โดยไม่รู้สึกว่าฉันเล่นของ ไม่ใช่วัตถุมงคล

เธอสรุป “หินเลิฟเวอร์” ออกได้เป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มของผู้ที่มีการศึกษาสูงต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ และอีกกลุ่มก็คือชาวบ้าน ที่มีความเชื่อความศรัทธาล้วนๆ

กูรูหินรายนี้ห่วงว่ากระแสโซเชียลมีเดียจะโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง เช่นมีคนโฆษณาขาย“หินดูดเงินอลังการ” หรือไม่ก็“หินถูกหวย” นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีหินสังเคราะห์ที่ยากจะดูออกว่าเป็นหินจริงแท้หรือไม่ บางทีคนขายหินเองก็ดูหินไม่เป็นด้วยซ้ำ

“เราพยายามอธิบายคุณสมบัติของหิน อย่างหินที่โฆษณาว่าถูกหวย เราก็อธิบายว่าเป็นหินเสริมโชคลาภ นำพาสิ่งดีๆ มาให้ หรือจะเป็นคลื่นพลังงานนำพาเราไปในทิศทางที่มีโชคลาภ แต่คนก็เอามาโฆษณาฟันธงว่าเป็นหินถูกหวย ทุกคนก็อยากได้เป็นที่ต้องการของตลาด เราก็ต้องคอยมานั่งแก้ข่าว ไม่ใช่ใครซื้อก็ได้ถูกหวยหมด ”

เจ้าแม่หินรายนี้เล่าต่อไปว่า ที่เธอหันมาจนใจหินเนื่องจากภูมิคุ้มกันเม็ดเลือดบกพร่อง ซึ่งเธอศึกษาเรื่องของพลังจิตอยู่แล้วจึงสนใจด้านพลังจิตบำบัดโรคที่ประเทศออสเตรเลีย ไปเรียนหินบำบัด แล้วไปตรวจอีกครั้ง 80 เปอร์เซ็นต์จะไม่เป็นมะเร็ง ในเมื่อเห็นผลจึงศึกษาต่อ เดินทางไปดูพิพิธภัณฑ์หินทั่วโลกแล้วรู้สึกว่าหลงรักหินอย่างจริงจัง เรียนคอร์สหินบำบัดมากมาย “มหัศจรรย์พลังหินบำบัด” ยุคนั้นที่ยังไม่มีหนังสือแนวนี้เลย พิมพ์ทั้งหมด 34 ครั้ง ทำให้ตลาดหินสั่นสะเทือน

“ตอนนั้นเราไปกลับระหว่างประเทศไทยกับเยอรมัน ไม่รู้ว่าหนังสือดังจนมีแต่คนขายหินพร้อมหนังสือเรา พอกลับมาอยู่เมืองไทยจริงๆ กระแสหินก็เริ่มซาแล้ว ”

ชาย-หญิง ใครชอบใส่หินมากกว่ากัน

ความจริงแล้วหินน่าจะเป็นเรื่องของผู้หญิงมากกว่า ทว่า พจนา เรืองสุวรรณ เจ้าของหนังสือ “พลังลูกปัดและหินบำบัด” ยืนยันว่าทั้งหญิงและชายต้องการหินไม่ต่างกัน เธอมองว่าอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยจะสู้ดีนักในช่วงปลายปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาหาที่พึ่งทางใจ เริ่มเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ค้นหาเครื่องลางมากขึ้น หนึ่งในที่พึ่งทางใจก็คือหิน มีความสวยงามและลึกลับ ต่างประเทศเชื่อในพลังของหิน แม้แต่พระอาจารย์แต่ละวัดยังใช้หินไทเกอร์อายในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายต่างๆ

เธอว่าหินกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง เป็นดัชนีบ่งชี้ว่าผู้คนในยุคปัจจุบันกำลังมีความทุกข์ ไร้ที่พึ่งในทุกด้าน คนเริ่มกลับมาหาสิ่งลี้ลับ เสริมดวงชะตา ปีนี้หินจึงมาเป็นอันดับ 1 กลายเป็นธุรกิจกับความเชื่อ แม้กระทั่งหมอดู ยังต้องเอาหินมาขายดูดวงไปด้วยใส่หินไปด้วย โดยอ้างอิงหมอช้าง - ทศพร ศรีตุลา ที่เคยพรีเซ็นต์หินออกรายการโทรทัศน์

หินยอดนิยมที่พจนาทำสถิติเอาไว้ก็คือหินที่ส่งผลดีทางด้านการเงิน การงาน สุขภาพ ความรัก ประเด็นรองคือ คนโค่นไม่ลง คนทำอะไรไม่ได้ ป้องกันอุบัติเหตุ เมตตามหานิยม คนร้อยคนไม่ต่างกันเลย ผู้หญิงมาเป็นอันดับ 1 ตามติดมาเป็นผู้ชาย ต่างจากสมัยก่อนที่ไม่กล้าใส่เพราะคิดว่าไม่ใช่แนวของผู้ชาย ปัจจุบันคนต้องการที่พึ่ง ความศรัทธา ต้องการให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้น สิ่งที่คนต้องการมากที่สุดคือการเงิน ทำให้ทราบว่าเศรษฐกิจปัจจุบันนี้เป็นปัญหาใหญ่ รองลงมา ความรักมีปัญหา ถัดมาคืออาชีพการงานไม่มั่นคง เธอว่า หากใส่หินแล้วถ้าความคิดไม่เปลี่ยน ยังมองโลกด้านลบก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ผลสรุปก็คือหากคนเราเข้าใจปรัชญาชีวิต มีธรรมมะเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คงไม่ต้องหันไปพึ่งพลังจากวัตถุภายนอกอย่างหิน กูรูหินมองว่าหินไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน คนที่ไม่มีหินสวมใส่ สามารถสร้างพลังงานดีๆ ให้กับตัวเองได้ ด้วยการสวดมนต์ หินเป็นแค่วัตถุที่มีคลื่นพลังงานตามธรรมชาติ มนุษย์เองก็มีพลังงานที่ดีโดยไม่ต้องพึ่งหินได้เช่นกัน

ห้าหินยอดนิยม

กูรูหิน จุฑามาศ ณ สงขลา เล่าว่าหินที่มีพลังทั้งหมดมี 150 ชนิดด้วยกัน ทว่าคนรู้จักเพียง 40-50 ชนิด ทว่าหินยอดฮิต 5 อันดับสำหรับปีนี้มี

อันดับหนึ่ง ยูนาไคต์ (UNAKITE) เสริมโชคลาภฟลุคๆ เป็นหินที่มีสีเขียวประชมพู ฮิตมา 2-3 ปีแล้ว กระตุ้นให้ผู้สวมใส่คิดดี ทำดี มีความหวัง บำบัดอารมณ์จิตใจให้มีความสุข ถูรากผมให้แข็งแรงได้ ปลายปีที่แล้วมีคนหัวใสยกขึ้นมาเป็นหินถูกหวยทำให้ยอดขายพุ่งกระฉูด

อันดับสอง หินซูเปอร์เซเว่น (Super Seven) หรือเรียกว่า หิน 7 พลัง ปาฏิหาริย์ เป็นหินชนิดเดียวที่ 1 ก้อนมีแร่ธาตุ 7 ชนิด เช่น อเมทิส ช่วยชาร์ตพลัง สโมกกี้ บำบัดสุขภาพ รูไทฟควอท ซึ่งเป็นตระกูลไหมทอง ปลายปีที่แล้วบูมขึ้นมากลายเป็นหินขายดี เป็นหินที่หายากพบแห่งเดียวในโลกที่บราซิล มีแค่ภูเขาเดียวเท่านั้นที่มีหินชนิดนี้ ขายเส้นละ 1 หมื่นบาท ทว่าพบเห็นในท้องตลาดขายเส้นละ 700 บาท บางทีก็ 300 บาท ที่สำเพ็งมีมากมายขายส่ง ดังนั้นคิดเองว่ามีซุปเปอร์เซเว่นมาจากภูเขาใดอีกหรือเปล่า เคยไปงานเพชรพลอยเครื่องประดับ มีร้านหนึ่งมีซุปเปอร์เซเว่น ขายเส้นละ 3 หมื่น แอบเชื่อว่านั่นคือของจริง

อันดับสามคือ สามทหารเสือ หรือ Gold Tiger, Red Tiger, Blue Tiger eye เป็นหินตระกูลไทเกอร์ 3 ชนิดรวมกัน ตั้งชื่อโดยคุณหญิง จุฑามาศ ณ สงขลา เป็นหินหนุนดวงชะตา ตระกูล eye เหมือนดวงตาที่สามมองคนทะลุ ปกป้องคุ้มครองได้ เรดไทเกอร์กระตุ้นคนที่เฉื่อยชาลุกขึ้นมาทำงาน บลูไทเกอร์ จะช่วยพิทักษ์ทรัพย์สินให้อยู่กับเรานานๆ มองทะลุเห็นอนาคตว่าจะเดินไปทางไหน สำหรับปี 2558 เสริมดวง แก้ปีชงได้ ไม่ต้องนั่งจิตตก ลุกขึ้นมาทำงานซะที

อันดับ 4 หินสามประสาน รวมหิน 3 ชนิด ก็คือ Iolite(สีน้ำเงินอมม่วง), Kyanite(ฟ้าน้ำเงิน), Hessonite(สีส้มอมเหลืองหรือซินมอนสโตน) มีคุณสมบัติในการปลดหนี้ ทวงหนี้ พิทักษ์ทรัพย์ เคยเป็นอันดับหนึ่งในปี 2556- 2557 อธิบายเพิ่มเติมว่า ทวงหนี้หมายถึงบางคนไม่กล้าทวงตังค์จะได้รู้สึกกล้า จะได้มั่นใจไปทวง ปลดหนี้ก็คือมีสติปัญญาในการหาเงินจะได้ปลดหนี้มีสติปัญญาในการรักษาทรัพย์สินของตัวเองที่มีอยู่ หินเหล่านี้ไม่มีขายเกร่อทีท้องตลาดเพราะหายาก เป็นหินจากแอฟริกา ตระกูลโกเมน ทว่าสีส้ม

อันดับ 5 ก็คือหิน รูบี้วิทซอยไซต์หรือ Anyolite เป็นหินเกี่ยวกับความรัก หรือเรียกว่าหินเรียกรักกลับคืน มีอีกชื่อหนึ่งก็คือ รูบี้วิทซอยไซต์ จะมีหินสองชนิดอยู่ในก้อนเดียวกัน หินรูบี้จะอยู่ในตระกูลทับทิมสีแดง ส่วนซอยไซต์ ก็คือสีเขียว ไม่ได้หมายถึงใส่แล้วสามีจะกลับคืนมา ทว่าใส่แล้วพลังของหินจะช่วยให้อารมณ์ดี พูดจามีสติมากขึ้น เพราะเวลามีปัญหาส่วนใหญ่ผู้หญิงจะพูดจาแบบไม่มีสติ ชอบพูดถ้อยคำร้ายๆ ทั้งที่ต้องการให้เขากลับมา พอใส่แล้วใจเย็นลงเข้าใจตัวเองมากขึ้นเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น มีสติจะเข้าใจผู้อื่นพูดดีขึ้น ต้องบำบัดจากข้างใน