วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2569

Login
Login

หนึ่งราตรี 'อิสตันบูล'

อิสตันบูล ขอไปเยือนสักครั้ง.. .ความฝันของฉันเพิ่งจะเป็นจริงก็วันนี้

สืบเนื่องมาจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนฉันมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปในดินแดนฟาโรห์ เที่ยวชมอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ล่องแม่น้ำไนล์จากเมืองอัสวาน ไปจนถึงอเล็กซานเดรียแห่งอียิปต์ ฉันคิดว่าเป้าหมายต่อไปต้องเป็น 'อิสตันบูล' เพราะรู้สึกชอบชื่อนี้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

จวบจน บีอีซี เทโร กับ เมืองไทยประกันชีวิต ชวนไปชมละครเพลงเรื่อง “Beauty and the Beast” ยังดินแดนในฝัน ทว่ารวดเร็วปานฝันจริงๆ เพราะมีเวลาแค่ 1 ราตรี

การเดินทางเริ่มต้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ สายการบิน Turkish Airline เที่ยวบินที่ TK69 พาเราแหวกว่ายในอากาศประมาณ 10 ชั่วโมง 25 นาที เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เดินทางไกลแล้วประสบปัญหาท้องไส้ปั่นป่วนใช้บริการห้องน้ำคุ้มค่าตลอดทั้งคืนจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่เป็นไร มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ การเริ่มต้นที่ไม่ดีมักเจอปลายทางที่แสนวิเศษเสมอ

ฟ้าสางที่อิสตันบูล

ล้อเครื่องบินแตะรันเวย์ เมื่อเวลา 05.00 น. ข้าพเจ้ารู้สึกราวกับว่ายังไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลยสักนิด แต่ไม่รู้สึกง่วงเลยอาจจะเป็นเพราะได้พาตัวเองมาอยู่ในดินแดนที่ปรารถนาก็เป็นได้ เป้าหมายแรกที่เราต้องไปเยือนตามกำหนดการก็คือ สนามแข่งม้าโบราณของชาวโรมัน ฮิปโปโดม (Hippodome) หรือ จัตุรัสสุลต่านอาห์เมต ที่ปัจจุบันเหลือเพียงพื้นที่ลานด้านหน้ามัสยิด สุลต่านอะห์เมต อดีตเคยเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตของชาวไบแซนติอุมมากว่า 1,000 ปี และของจักรวรรดิออตโตมันกว่า 400 ปี

ได้เวลาลงจากรถไปสูดอากาศด้านล่าง สัมผัสอากาศเย็นสบาย ภายใต้อุณหภูมิ 20 องศา เราไม่ต้องพึ่งพาเครื่องนุ่งห่มกันหนาว สามารถเดินเล่นชิลชิลสบายใจ แปลกใจอย่างเดียวว่ายังเป็นเวลาเช้าอยู่ ทว่านักท่องเที่ยวต่างพากันมาถึงจุดหมายไล่เลี่ยกับคณะเราเต็มพื้นที่ไปหมด ไกด์ชาวเตอร์กิช พาพวกเราไปชม เสาโอเบลิสก์แห่งกษัตริย์เธโอโดเซียส ซึ่งเป็นเสาทรงสี่เหลี่ยมยอดแหลมที่เก่าแก่ที่สุด สร้างด้วยหินแกรนิต แรกเห็นพลันให้คิดถึงเสาแบบนี้ที่ดินแดนไอยคุปต์ เมื่อกว่า 10 ปีก่อน ทว่าเสาที่นี่เดิมอยู่ที่โฮลิโอโปสิล ต่อมาจักรพรรดิเธโอโดเซียสย้ายมาตั้งไว้ที่อิสตันบูล มีความสูง 20 เมตร ยอดเสาแกะเป็นภาพฟาโรห์คุกเข่าถวายสักการะแด่สุริยเทพ และการรบชนะสงคราม

ถัดไปเป็นเสาบรอนซ์รูปงู เมื่ออดีตเสานี้สูงประมาณ 8 เมตร ทว่าผ่านกาลเวลามาจนถึงวันนี้เสาได้ชำรุดเสียหายคงเหลือความสูงในปัจจุบันแค่ 5 เมตรเท่านั้น ไกด์เล่าว่าเป็นเสาสไตล์กรีกที่เก่าแก่ที่สุดในอิสตันบูล ภายในตัวเสาเป็นงู 3 ตัวเกี่ยวรัดกอดกันอยู่ ส่วนยอดที่หักหายไปเป็นส่วนของสามขาที่รองรับอ่างทองคำ ปัจจุบันไปตั้งโชว์อยู่ที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดี ถัดไปเป็นเสาคอนสแตนติน ชื่อเดียวกันกับพระเจ้าคอนสแตนติน จักรพรรดิแห่งโรมัน เป็นเสาหินสูงประมาณ 32 เมตร สร้างเมื่อปี ค.ศ. 940

อิสตันบูล (Istanbul) เดิมชื่อคอนสแตนติโนเปิล เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกี ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) และทวีปเอเชีย (ฝั่งอนาโตเลีย)

ในอดีต อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนั้น จึงส่งผลให้อิสตันบูลมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ไบแซนไทน์, คอนสแตนติโนเปิล, สแตมโบล, อิสลามบูล เป็นต้น ส่วนคำว่า อิสตันบูล มาจากภาษากรีก แปลว่า "ในเมือง" หรือ "ของเมือง"

และสถานที่ใฝ่ฝันเมื่อมาเยือนยังเมืองนี้ เห็นจะหนีไม่พ้น มัสยิดสุลต่านอาห์เมต หรือ สุเหร่าสีน้ำเงิน (Blue Mosque - บลูมอสก์) ที่สร้างขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1609 - 1616 อันเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมือง ไกด์เล่าว่า สุเหร่าสีน้ำเงินมีแรงบันดาลใจการสร้างมาจากการต้องการเอาชนะหรือสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียของชาวคริสต์

เนื่องจากวิหารเซนต์โซเฟียได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในสมัยยุคกลาง ทำให้สุลต่านแห่งออตโตมันหลายพระองค์ต้องการสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ให้เทียบเท่าหรือใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียมาโดยตลอดทว่ายากที่จะเอาชนะได้ จวบจนถึงสมัยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 เขามีสถาปนิกแสนเก่งนามว่า เมห์เมต อาอา (Mehmet ) เป็นผู้สร้างมัสยิดแห่งนี้ ด้วยสีฟ้าสดใสของกระเบื้องอิซนิคบนกำแพงชั้นใน ตกแต่งเป็นลวดลายดอกไม้ สวยงามไม่ว่าจะเป็นดอกทิวลิป กุหลาบ คาร์เนชั่น ฯลฯ

เอกลักษณ์ของสุเหร่าสีน้ำเงิน โดดเด่นด้วยหอสวดมนต์ (หอมินาเร็ต) มีทั้งหมด 6 หอด้วยกัน ซึ่งปกติแล้วมัสยิดทั่วไปจะมีหอสวดมนต์เพียง 1 - 2 หอเท่านั้น ทันใดที่เราต่อแถวเข้าไปจนถึงห้องโถงปรากฎภาพความสวยงามแสนอลังการ มีลานด้านหน้ากว้างใหญ่ ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในบรรดามัสยิดของออตโตมันทั้งหลายอีกด้วยซ้ำ

ด้วยความที่ชอบหน้าต่างกระจกสีในโบสถ์อยู่เป็นทุน พอมาถึงที่นี่กระจกสีดูวิจิตรตระการเป็นยิ่งนัก ลานกว้างมีพื้นที่สำหรับละหมาดขนาดกว้างใหญ่ ภายในบริเวณมัสยิดแห่งนี้มีทั้งโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักแรกของขบวนคาราวาน และโรงครัวต้มน้ำซุป (เรียกว่าคุลลีเย) ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่า เมื่อตอนเริ่มสร้างนั้น องค์สุลต่านมีกระแสรับสั่งให้สร้างหอสวดมนต์เป็นทองคำ ซึ่งคำว่าทองคำในภาษาตุรกี เรียกว่า อัลทึ่น (Altin) สถาปนิกพยายามคิดหาทางออกที่ดี เพราะการสร้างหอทองคำต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากและเป็นการไม่สมควร ในขณะที่ต้องให้องค์สุลต่านอาห์เม็ตพอพระทัยด้วย เขาจึงสร้างหอสวดมนต์ 6 หอ สร้างความพอพระทัยในความฉลาดของสถาปนิก จึงไม่ลงทัณฑ์แต่อย่างใด แต่ว่าเมื่อสร้างบลูมอสเสร็จแล้วกลับกลายเป็นว่ามีหอสวดมนต์เท่ากับสุเหร่าในนครเมกกะ ซึ่งเป็นการไม่สมควรอีก จึงต้องเพิ่มหอขึ้นอีกหนึ่งแห่งกลายเป็น 7 หอ สุลต่านอาห์เมตมีโอกาสชื่นชมบลูมอสก์เพียงปีเดียวก็สิ้นพระชนม์ ด้วยวัยเพียง 27 พรรษาเท่านั้น

ลืมบอกไปว่าก่อนเข้าเยี่ยมชม Blue Mosque ต้องแต่งกายให้สุภาพ สุภาพสตรีนุ่งกระโปรงคลุมเข่า ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้นทั้งชายและหญิง ห้ามใส่เสื้อสายเดี่ยว ต้องคลุมผมให้เรียบร้อย และถอดรองเท้า ใส่ถุงหิ้วไปจนกว่าจะถึงทางออก เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กับนักท่องเที่ยวมหาศาลที่อยู่เต็มห้องโถง แม้แต่เสาต้นมหึมากลางห้องเรายังไปยืนจ้องอยู่นานสองนาน นั่งดื่มด่ำกับความงามของมัสยิดจนถึงเวลานัดรวมพล เพื่อเดินข้ามฝั่งไปยัง วิหารเซนต์ โซเฟีย (Saint Sophia) หรือวิหารซันตาโซเฟีย

ณ ที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง เดิมเป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์ สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอนสแตนติน แห่งอาณาจักรโรมันตะวันออก เมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี จึงแล้วเสร็จ ต่อมาถูกพวกเติร์กบุกทำลาย พระจักรพรรดิจัสติเนียนจึงได้สร้างขึ้นใหม่ โดยใช้เวลาอีก 20 ปี จึงแล้วเสร็จ และได้นำสิ่งของมีค่าต่างๆ มาประดับเอาไว้มากมาย เมื่อสร้างเสร็จกลับเกิดแผ่นดินไหว ทำให้เกิดการแตกร้าว จึงต้องซ่อมแซมอีกครั้งจนอยู่ในสภาพเดิม ไกด์ท้องถิ่นยืนอธิบายจนกว่าเขาจะพอใจ แล้วจึงปล่อยให้พวกเราเดินดื่มด่ำกับสถานที่พร้อมกับนัดหมายเวลา

ความน่าทึ่งของวิหารแห่งนี้นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการและความเก่าแก่แล้วยังมีเรื่องราวคลาสสิคคือ ตอนที่พระเจ้าโมฮัมเหม็ดที่ 2 เข้ามามีอำนาจเหนือตุรกีต่อจากพระเจ้าจัสติเนียน พระองค์ทรงนับถือศาสนาอิสลาม จึงได้ดัดแปลงโบสถ์แห่งนี้เป็นสุเหร่า แต่ยังคงรักษาความงามทางด้านศิลปกรรมเอาไว้เช่นเดิม จึงมีความเป็นคริสต์และอิสลามผสมกลมกลืนเข้าด้วยกัน

เซนต์ โซเฟีย เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ผสมผสานระหว่างศิลปวัฒนธรรมกรีกกับโรมัน มีความเป็นเปอร์เซียนิดๆ มียอดโดมใหญ่โดดเด่นอยู่กลางวิหาร ภายในวิหารใช้กระจกสีประดับในพื้นที่ประมาณ 700 ตารางเมตร มีเสาค้ำสลักและประดับประดาอย่างงดงามจำนวน 108 ต้น ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยังคงความงดงามมาจนทุกวันนี้

ไกด์ท้องถิ่นเล่าว่าสิ่งมหัศจรรย์กลางเมืองอิสตันบูลยังมีอีก 1 อย่าง ก็คือ อ่างเก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตัน (Yerebatan Underground Cistern ) หรืออุโมงค์ส่งน้ำเยเรบาตัน เป็นอุโมงค์เก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในนครแห่งนี้ มีเสาแบบโครินเธียนค้ำยันถึง 336 ต้น เดิมเป็นอุโมงค์ส่งน้ำใต้ดินไปยังพระราชวังในสมัยไบแซนไทน์ และส่งไปพระราชวังทอปคาปิ สมัยออตโตมันอีกด้วย เสียดายที่ไปคราวนี้มีเวลาน้อยนิดมิอาจไปเยือนได้ทั่วถึง

ก้าวออกจากวิหารก็มีคาเฟ่เล็กๆ มีที่นั่งแบบเอาท์ดอร์ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งชิลสั่งชากาแฟขนมขบเคี้ยว พักขารอเพื่อนร่วมก๊วน เมืองแห่งนี้ไปที่ไหนก็จะเห็นพ่อค้าคั้นน้ำทับทิมสีแดงขาย เห็นรถเข็นขายขนมปัง ข้าวโพดปิ้ง และเกาลัด สิ่งที่น่าลองลิ้มชิมรสที่สุดก็คือน้ำทับทิมสดคั้นจากเม็ดทับทิมใหญ่เป้งเห็นแล้วอยากเอามาทำเป็นหัวแหวนจริงๆ แถมหนุ่มนักคั้นน้ำทับทิมหน้าตาหล่อเหลา จึงคั้นน้ำออกมาได้หวานหอมยิ่งนัก (เกี่ยวกันไหมเนี้ย)

มาอิสตันบูลได้ครึ่งวันเหมือนมานานแล้วเพราะลงเครื่องบินมาก็ตะลุยเที่ยวจนคุ้ม จากนั้นพักเที่ยงไปหม่ำอาหารแบบชาวเตอร์กิช ที่ ภัตตาคาร Kebab House ถือว่าเป็นร้านเก่าแก่ที่บริการอาหารแบบท้องถิ่นขนานแท้ ภายในร้านตกแต่งแบบคลาสสิค ไกด์บอกว่าขออนุญาตทางร้านเอาน้ำจิ้มแจ่วกับน้ำจิ้มซีฟู้ดมาเสิร์ฟพวกเรา เพราะเกรงว่าจะไม่เจริญอาหาร แต่ทางร้านไม่อนุญาติให้ทำเช่นนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าคนไทยกรุ๊ปที่แล้วทำน้ำจิ้มแจ่วหกใส่ผ้าปูโต๊ะของทางร้าน กลิ่นไม่โสภาแถมยังซักออกยาก พวกเขาจึงยืนจ้องหน้าขณะที่พวกเราหม่ำๆ คงกลัวเราจะควักน้ำจิ้มแจ่วขึ้นมาแน่ๆ

จากนั้นเดินทางไปยัง Zorlu Center เพราะครึ่งวันหลังเราต้องขลุกอยู่กับงานหลักเกี่ยวกับละครเพลง “Beauty and the Beast” ตั้งแต่ Backstage Tours สัมภาษณ์นักแสดงผู้กำกับฯลฯ กระทั่งรอชมการแสดงเปิดฉากเวลา 21.00 น. เข้าที่พักราวเที่ยงคืน

ทิวาที่แสนอาลัย

กรี๊ง... เสียงมอร์นิ่งคอลกระชากวิญญาณ ทำให้เรารู้สึกว่านอนไม่เคยพอ ตกใจตื่น...ตั้งสติได้นึกออกว่า นี่เราอยู่ที่อิสตันบูลนี่หว่า เหลือเวลาอีกทิวาเดียวก็ต้องจากเมืองในฝันแห่งนี้ไปอย่างแสนอาลัยแล้ว นึกขึ้นได้เช้านี้ พระราชวังทอปกาปิ ( Topkapi Palace) รอเราอยู่ รีบลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว สวดมนต์เช้า ลงไปทานข้าว แล้วเช็คเอาท์ออกจากที่พักทันใด

ความสดชื่นยามเช้า เสน่ห์ที่เราหลงใหล โดยเฉพาะแถบประเทศที่มีอากาศเย็นสบาย ผู้คนยืนเดินนั่งคุยกัน ถ่ายรูป ซื้อหนังสือพิมพ์ บริเวณจตุรัสก่อนทางเข้าพระราชวัง พอเดินลอดประตูพระราชวังเข้าไป พลันเห็นดอกกุหลาบน้อยใหญ่บานรับแดดอุ่นสองแก้มประน้ำค้างที่ยังไม่ทันเหือดเพราะแดดยังอ่อน เราวิ่งไปชื่นชมความงามของเจ้ากุหลาบดอกนั้นดอกนี้ จนนึกขึ้นได้ว่าเวลาชมวังจะไม่มีเหลือแล้ว จึงรีบวิ่งตามชาวคณะ

ณ พระราชวังแห่งนี้ อดีตเป็นที่ประทับของสุลต่านแห่งราชวงศ์ออตโตมัน ระหว่างปี ค.ศ.1465 จนถึงปี ค.ศ.1853 พระราชวังแห่งนี้เริ่มหมดความสำคัญลงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อสุลต่านนิยมเสด็จไปประทับที่พระราชวังใหม่บนฝั่งบอสฟอรัส ในปี ค.ศ.1853 สุลต่านอับดุล เมซิดที่ 1 ตัดสินพระทัยย้ายออกไปประทับที่ Dolmabahçe Palace ซึ่งเป็นพระราชวังแบบยุโรปที่สร้างขึ้นใหม่ในเมือง แต่ระบบบริหารต่างๆ เช่นกองพระคลัง หอสมุด สุเหร่า และ โรงกษาปณ์ยังคงอยู่ที่พระราชวังแห่งนี้ หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมันในปี ค.ศ.1921 พระราชวังทอปกาปิกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ตามรัฐประกาศของวันที่ 3 เมษายน ค.ศ.1924 ภายใต้การบริหารของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวแห่งตุรกี

ที่นี่มีห้องมากมายนับร้อย แต่เปิดให้เข้าชมได้เพียงห้องสำคัญๆ ที่พอจะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะของสถาปัตยกรรมออตโตมัน นอกจากนั้นยังมีห้องแสดงเครื่องเคลือบพอร์ซีเลน เสื้อคลุม อาวุธ เสื้อเกราะ หนังสือวิจิตรออตโตมัน หนังสืออักษรวิจิตรอิสลาม (Islamic calligraphy) จิตรกรรมฝาผนัง และเครื่องราชสมบัติ และเพชรพลอย แต่ละห้องมีนักท่องเที่ยวยืนต่อคิวยาวเพื่อรอเข้าชม ห้องแรกที่เราสนใจก็คือ ห้องเก็บสมบัติอันล้ำค่าอย่างเพชร 96 การัต กริชทองประดับมรกต เครื่องลายครามจากจีน หยก มรกต ทับทิม และเครื่องทรงของสุลต่าน

เสียดายที่ห้องต่างๆ เขาห้ามบันทึกภาพ จึงได้แต่บันทึกไว้ในความทรงจำเท่านั้น วันนี้เราแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อไปโพสท่าสวยๆ ในฮาเร็มของสุลต่าน ไกด์ท้องถิ่นอธิบายว่า ฮาเร็มไม่ได้หมายถึงที่อยู่ของนางสนมสุลต่าน ทว่าเป็นที่อยู่ของผู้หญิงที่สุลต่านเลี้ยงดู ไม่ได้มีเฉพาะภรรยาหรือนางสนมเท่านั้น โปรดเข้าใจเสียใหม่ (ฮา) โอเค คราวนี้เราก็เลยเข้าไปเก๊กท่าถ่ายรูปราวกับเป็นผู้หญิงที่อยู่ในฮาเร็มแห่งนี้ซะเลย

ชื่นชมสมบัติของกษัตริย์แห่งออตโตมันจนอิ่มเอมเปรมฤดีแล้ว ไปล่องเรือชมทิวทัศน์ ณ ช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Cruise) เรียกได้ว่าเพลิดเพลินกันเลยทีเดียว ตื่นเต้นตรงที่เราสามารถมองเห็น 2 ทวีปในคราเดียวกัน เพราะช่องแคบแห่งนี้เป็นเขตแดนระหว่างทวีปเอเซีย กับทวีปยุโรป ไกด์ท้องถิ่นชี้ชวนให้ชมสุเหร่าริมน้ำ มหาวิทยาลัย บ้านเรือนสไตล์ยุโรปของบรรดาเศรษฐี สวยงามตระการตา

จากนั้นแวะรับประทานอาหารเที่ยงที่ ภัตตาคาร Meiden Tower เป็นเสมือนปราสาทกลางทะเล เหมือนเกาะเล็กๆ ที่มีปราสาทเก่าแก่อยู่ มีเรื่องเล่าจากไกด์ว่าเดิมปราสาทแห่งนี้มีเจ้าเมืองสร้างไว้ให้กับบุตรสาวที่ถูกทำนายทายทักว่าเธอจะอายุสั้นตายเพราะงูกัด ผู้เป็นพ่อจึงสร้างปราสาทให้ลูกสาวอาศัยอยู่กลางน้ำ ทว่าสุดท้ายเธอก็ต้องตายด้วยพิษงูจนได้ เพราะเจ้างูน้อยซ่อนตัวอยู่ในรังผลไม้ที่ถูกขนจากฝั่งไปยังปราสาทแห่งนี้ นับเป็นภัตตาคารสุดคลาสสิคแสนประทับใจ อ้อ...ลืมบอกไปว่า ภัตตาคารแห่งนี้เขาเสิร์ฟอาหารแบบตะวันตก เริ่มจากขนมปัง ซุป สลัด เมนคอร์ส จบสวยๆ ด้วยขนมหวาน อิ่มแล้วขึ้นไปบนหอคอยดาดฟ้าชมวิวทิวทัศน์โดยรอบได้อีกต่างหาก

2 ทิวา กับอีก 1 ราตรี ที่เมืองอีสตันบลู ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับฝันไป คงมีอีกสักครั้งที่เราจะได้ไปเยือน ชิลและชมเมืองนี้จนอิ่มเอมเปรมปรีดิ์

.................

การเดินทาง

การเดินทางไปท่องเที่ยว หรือติดต่อธุรกิจ สำหรับคนที่มีสัญชาติไทย สามารถเดินทางเข้าประเทศตุรกีได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า ซึ่งแต่ละครั้งสามารถท่องเที่ยวในประเทศได้นานถึง 30 วัน เวลาท้องถิ่นช้ากว่าเมืองไทย 5 ชั่วโมง เดินทางโดยสายการบิน Turkish Airlines ตรงไปยังอีสตันบลูโดยไม่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องเหมือนบางสายการบิน