ตามรอยรถไฟสาย Jungfrau สู่ Top of Europe

หลายคนคุ้นเคยกับชื่อของเทือกเขาแอลป์(Alps)ซึ่งเป็นเทือกเขาที่สำคัญและมีชื่อเสียงพาดผ่านหลายประเทศของทวีปยุโรป
หลายๆ จุดของเทือกเขาแอลป์ยังเป็นสถานที่นักท่องเที่ยวนิยมไปชื่นชมความงามของธรรมชาติ ซึ่งหนึ่งในสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ Jungfraujoch (จุงฟราวยอร์ค)
Jungfraujoch เป็นช่องเขาระหว่างยอดเขา Monch และ Jungfrau ตั้งอยู่ในเขตของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว Highlight ของสวิตเซอร์แลนด์เลยก็ว่าได้ ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,471 เมตร ทำให้ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี รวมไปถึงวิวที่มองเห็นจนสุดขอบฟ้าเลยทีเดียว
Jungfraujoch ยังได้รับการขนานนามว่า Top of Europe แต่จริงๆ แล้วไม่มีได้หมายความว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป แต่เป็นจุดที่คนขึ้นไปได้สูงที่สุดของยุโรป (โดยไม่ต้องปีนเขา) ส่วนยอดเขาที่สูงที่สุดจริงๆ ของเทือกเขาแอลป์คือ Mont Blanc ซึ่งมีความสูงอยู่ที่ 4,810.45 เมตร
การขึ้นไปเยือน Jungfraujoch นั้น ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟันเฟืองพิเศษสาย Jungfrau เท่านั้น ซึ่งมีต้นทางอยู่ที่สถานี Interlaken OSTเมือง Interlakenการเดินทางเริ่มต้น จะเลือกไปได้ 2 ทาง คือผ่านทาง Grindelwald หรือ Lauterbrunnen
ไม่ว่าจะเลือกไปทางใด เมื่อถึงสถานีแล้วก็ต้องมาต่อรถไฟเพื่อไปยังสถานี KleineScheidegg
และสุดท้ายจาก KleineScheidegg ต้องต่อรถไฟอีกสายเพื่อไปยังสถานีปลายทางคือ Jungfraujoch
ดังนั้นเพื่อไม่ให้พลาดบรรยากาศของวิวทั้งหมด เราสามารถเลือกไปและกลับคนละทาง เพื่อจะได้ชมวิวสวยๆ ข้างทางของทั้ง 2 เส้นทาง
“Jungfraujochได้รับการขนานนามว่า TOP OF EURPOE ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,471 เมตร”
เมื่อเดินทางขึ้นมาถึง Jungfraujoch แล้ว ก็สามารถเที่ยวชมและทำกิจกรรมได้หลากหลาย โดยสามารถใช้เวลาอยู่บนนี้ได้เกือบทั้งวันทีเดียว โดยจุดเที่ยวหลักๆ ของ Jungfraujoch ประกอบไปด้วย
Sphinx เป็นจุดชมที่สูงที่สุดของ Jungfraujochโดยมีความสูงถึง 3,571 เมตร ที่ Sphinx นี้จะมีระเบียงเปิดกว้างทำให้ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมวิวโดยรอบของ Jungfraujoch จากจุดนี้สามารถมองเห็นยอดเขา Eiger, Monch และ Jungfrau ได้อย่างชัดเจน รวมไปถึง ธารน้ำแข็ง Aletschและในวันที่อากาศดีท้องฟ้าเปิดสามารถมองเป็นวิวได้ไกลข้ามไปถึง Black Forest ของประเทศเยอรมันเลยทีเดียว
Plateau เป็นที่ราบสูงริมเขาโดยจะต้องเดินออกมาตามทางเดินด้านนอก ซึ่งก็เป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกจุดนึงโดยจุดนี้จะมีธงชาติสวิตเซอร์แลนด์ปักอยู่ซึ่งสีธงนั้นก็ตัดกับท้องฟ้าและสีขาวของหิมะได้เป็นอย่างดีทำให้นักท่องเที่ยวนิยมไปถ่ายรูปกับธงชาติสวิตเซอร์แลนด์กัน
Ice Palace ถ้ำที่ทำจากน้ำแข็งธรรมชาติภายในถ้ำนั้นยังมีรูปปั้นแกะสลักจากน้ำแข็งหลากหลายชิ้นงานรวมไปถึงจุดถ่ายรูปสวยๆ โดยที่ถ้ำและรูปปั้นเหล่านี้จะสามารถอยู่ได้ทั้งปีโดยไม่ละลาย
“ธารน้ำแข็ง Aletschนั้น เป็นธารน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเทือกเขาแอลป์ และยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น UNESCO World Heritage Site ตั้งแต่ปี 2001 อีกด้วย”
Aletschgletscher เป็นทางเดินเพื่อออกมาชมวิวของธารน้ำแข็ง Aletschกันอย่างชัดๆ โดยธารน้ำแข็ง Aletschนั้นเป็นธารน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเทือกเขาแอลป์และได้รับการยกย่องให้เป็น UNESCO World Heritage site ตั้งแต่ในปี 2001 อีกด้วย
ร้านอาหารและร้านกาแฟพร้อมที่นั่งชมวิวสวยๆ ของธารน้ำแข็ง Aletschให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อนพร้อมกับชมความงามของธรรมชาติไปด้วย
ร้านขายของที่ระลึกและตู้ไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในยุโรป เมื่อ Jungfraujochได้รับการขนานนามว่า Top of Europe แล้วแน่นอนว่าร้านขายของที่ระลึกและตู้ไปรษณีย์ก็ต้องเป็นอยู่สูงที่สุดในยุโรปด้วยอย่างแน่นอน นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อของที่ระลึกต่างๆ รวมไปถึง Postcard ให้ได้เขียนและหยอดลงไปในตู้ไปรษณีย์โดยจะได้ประทับจากว่าส่งมาจาก Jungfraujoch - Top of Europe อีกด้วย
Monchsjochhutte เป็นเส้นทาง Trekking สั้นๆ ไปตามเส้นทางที่เต็มไปด้วยหิมะจนไปสุดที่ริมเขาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Plateau
Ski & Snow Board Park เป็นจุดที่ให้นักท่องเที่ยวสามารถเล่น Ski และ Snow Board ได้
Adventure Top of Europe เป็นจุดที่มีกิจกรรม Adventure ต่างๆ เช่น รถเลื่อนไถลลงมาตามลานหิมะ ให้นักท่องเที่ยวได้เล่นสนุกๆ กัน โดยการให้บริการของกิจกรรมต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของแต่ละวันด้วย
ทั้งหมดนี้คือ ความมหัศจรรย์ของ Jungfraujoch ที่นักท่องเที่ยวจะได้มาสัมผัส ซึ่งรับประกันได้ว่าความประทับใจนั้นจะเริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่รถไฟเริ่มมออกจากสถานี Interlaken Ostจนถึงเวลาที่รถไฟกลับมาเทียบชานชาลา Interlaken Ost อีกครั้งอย่างแน่นอน
.................
(ติดตามอ่านเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวได้ใน www.sasommile.com กับ www.facebook.com/Sasommile)




